Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                   ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

สรุปฟุตบอลโลก

ค.ศ.
เจ้าภาพ
แชมป์
11930
อุรุกวัย
อุรุกวัย
1934
อิตาลี
อิตาลี
1938
ฝรั่งเศส
อิตาลี
1950
บราซิล
อุรุกวัย
1954
สวิตฯ
เยอรมนี ต.
1958
สวีเดน
บราซิล
1962
ชิลี
บราซิล
1966
อังกฤษ
อังกฤษ
1970
เม็กซิโก
บราซิล
1974
เยอรมนี ต.
เยอรมนี ต.
1978
อาร์เจนตินา
อาร์เจนตินา
1982
สเปน
อิตาลี
1986
เม็กซิโก
อาร์เจนตินา
1990
อิตาลี
เยอรมนี ต.
1994
สหรัฐ
บราซิล
1998
ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศส
2002
ญี่ปุ่น/ เกาลีใต้
บราซิล
2006

เยอรมนี

อิตาลี
2010
แอฟริกาใต้
สเปน

ผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลก

ชาติ
ครั้ง
ธงชาติบราซิล  บราซิล
5
ธงชาติอิตาลี  อิตาลี
4
ธงชาติเยอรมนีตะวันตก  เยอรมนีตะวันตก
3
ธงชาติอุรุกวัย  อุรุกวัย
2
ธงชาติอาร์เจนตินา  อาร์เจนตินา
2
ธงชาติอังกฤษ  อังกฤษ
1
ธงชาติฝรั่งเศส  ฝรั่งเศส
1
ธงชาติสเปน  สเปน
1

รองแชมป์/ที่ 3

ค.ศ.
รองแชมป์
ที่ 3
11930
อาร์เจนตินา
-
1934
เชโกฯ
เยอรมนี ต.
1938
ฮังการี
บราซิล
1950
บราซิล
สวีเดน
1954
ฮังการี
ออสเตรีย.
1958
สวีเดน
ฝรั่งเศส
1962
เชโกฯ
ชิลี
1966
เยอรมนี ต.
โปรตุเกส
1970
อิตาลี
เยอรมนี ต.
1974
เนเธอร์แลนด์
โปแลนด์.
1978
เนเธอร์แลนด์
บราซิล
1982
เยอรมนี ต.
โปแลนด์
1986
เยอรมนี ต.
ฝรั่งเศส
1990
อาร์เจนตินา
อิตาลี
1994
อิตาลี
สวีเดน
1998
บราซิล
โครเอเชีย
2002
เยอรมนี
ตุรกี
2006
ฝรั่งเศส
เยอรมนี
2010
เนเธอร์แลนด์
เยอรมนี

สรุปทีมที่ได้รองแชมป์

ทีม
ครั้ง
เยอรมนีตะวันตก
4 (1966, 1982, 1986, 2002)
บราซิล 2 (1950, 1998)
อิตาลี 2 (1970, 1994)
อาร์เจนตินา 2 (1930, 1990)
ฝรั่งเศส 1 (2006)
เนเธอแลนด์ 3 (1974, 1978,2010)
เชโกสโลวะเกีย 2 (1934, 1962)
ฮังการี 2 (1938, 1954)
สวีเดน 1 (1958)

 

ความสำเร็จแบ่งตามทวีป

ทวีป
ผลงานที่ดีที่สุด
ยุโรป
แชมป์ 10 ครั้ง อิตาลี 4 เยอรมนีตะวันตก 3  อังกฤษ 1 ฝรั่งเศส 1  สเปน 1
อเมริกาใต้
แชมป์ 9 ครั้ง บราซิล 5 อุรุกวัย 2 อาร์เจนตินา 2
อเมริกาเหนือ รอบรองชนะเลิศ สหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1930
เอเชีย เกาหลีใต้ ที่ 4 ค.ส. 2002
แอฟริกา รอบ ก่อนรองชนะเลิศ คาเมรูน ค.ศ. 1990 เซเนกัล ค.ศ. 2002
โอเชียเนีย ออสเตรเลีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย ค.ศ. 2006

ผู้ทำประตูสูงในแต่ละครั้ง

ค.ศ.
ผู้ทำประตู
จำนวน
1930
กิลเยร์โม สเตบิเล่ (อาร์เจนตินา)
8
1934
โอลด์ริช  เนเยดลี (เชโกฯ) เอ็ดมุนด์ โคเนน (เยอรมนี ต.) แองเจโล  สเคียวิโอ (อิตาลี)
4
1938
เลโอนีดาส (บราซิล)
8
1950
อเดเมียร์ (บราซิล)
9
1954
ซานดอร์ คอคซิส (ฮังการี)
11
1958
จุสต์ ฟองแตง (ฝรั่งเศส)
13
1962
ดราเซน  เยอร์โควิช (ยูโกฯ)
5
1966
ยูเซบิโอ (โปรตุเกส)
9
1970
แกร์ด มุลเลอร์ (เยอรมนี ต.)
10
1974
เกรซกอร์ซ  ลาโต (โปแลนด์)
7
1978
มาริโอ เคมเปส (อาร์เจนตินา)
6
1982
เปาโล รอสซี (อิตาลี)
6
1986
แกรี ลินิเกอร์ (อังกฤษ)
6
1990
ซัลวาตอเร  สคิลลาชี (อิตาลี)
6
1994
ฮริสโต สตอยคอฟ (บัลแกเรีย) โอเล็ก  ชาเลนโก (รัสเซีย)
6
1998
ดาวอร์ ซุเคอร์ (โครเอเชีย)
6
2002
โรนัลโด (บราซิล)
8
2006
มิโลสลาฟ โคลเซ (เยอรมนี)
5
2010

1. โธมัส  มุลเลอร์ (เยอรมนี)

2. ดาวิด บีญา (สเปน)

3. เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ (เนเธอร์แลนด์)

4. ดิเอโก ฟอร์ลัน (อุรุกวัย)

5

ผู้ทำประตูสูงสุด

โรนัลโด
โรนัลโด (บราซิล) 15 ประตู 4 ครั้ง 1994, 1998, 2002, 2006  18 นัด
แกร์ด  มุลเลอร์
แกร์ด มุลเลอร์ (เยอรมนี ต.) 14 ประตู 2 ครั้ง 1970, 1974          14 นัด
มิโรสลาฟ โคลเซ
มิโรสลาฟ  โคลเซ่ (เยอรมนี) 14 ประตู 3 ครั้ง 2002, 2006, 2010 19 นัด
จุสต์  ฟองแตง
จุสต์ ฟองแตง (ผรั่งเศส) 13 ประตู 1ครั้ง 1958   6 นัด
เปเล่
เปเล่ (บราซิล) 12 ประตู  4  ครั้ง 1958, 1962, 1966, 1970  14 นัด
ซานดอร์  คอคซิส
ซานดอร์  ค็อคซิส (ฮังการี) 11 ประตู  1 ครั้ง 1954  5 นัด
คลินสมันน์
เจอร์เกน  คลินสมันน์ (เยอรมนีตะวันตก)  11 ประตู  3 ครั้ง 1990, 1994, 1998  17 นัด

โปสเตอร์/โลโก้/มัสคอต

โปสเตอร์ ปี 1930

โปสเตอร์ ปี 1930

โปสเตอร์ ปี 1934

โปสเตอร์ฺ ปี 1934

โปสเตอร์ ปี 1938

โปสเตอร์ ปี 1938

โปสเตอร์ ปี 1950

โปสเตอร์ ปี 1950

โลโก้ ปี 1950

โลโก้ ปี 1950

โปสเตอร์ ปี 1954

โปสเตอร์ ปี 1954

โลโก้ ปี 1958

โลโก้ ปี 1954

โปสเตอร์ ปี 1958

โปสเตอร์ ปี 1958

โลโก้ ปี 1958

โลโก้ ปี 1958

โปสเตอร์ ปี 1962

โปสเตอร์ ปี 1962

โลโก้ ปี 1962

โลโก้ ปี 1962

โปสเตอร์ ปี 1966

โปสเตอร์ ปี 1966

โลโก้ ปี 1966

โลโก้ ปี 1966

มัสคอต ปี 1966

มัสคอต ปี 1966

โปสเตอร์ ปี 1970

โปสเตอร์ ปี 1970

โลโก้ ปี 1970

โลโก้ ปี 1970

มัสคอต ปี 1970

มัสคอต ปี 1970

โปสเตอร์ ปี 1974

โปสเตอร์ ปี 1974

โลโก้ ปี 1974

โลโก้ ปี 1974

มัสคอต ปี 1974

มัสคอต ปี 1974

โปสเตอร์ ปี 1978

โปสเตอร์ ปี 1978

โลโก้ ปี 1978

โลโก้ ปี 1978

มัสคอต ปี 1978

มัสคอต ปี 1978

โปสเตอร์ ปี 1982

โปสเตอร์ ปี 1982

โลโก้ ปี 1982

โลโก้ ปี 1982

นารันจิโต  มัสคอต ปี 1982

มัสคอต ปี 1982

โลโก้ ปี 1986

โลโก้ ปี 1986

ปิเก้  มัสคอต ปี 1986

มัสคอต ปี 1986

โลโก้ ปี 1990

โลโก้ ปี 1990

มัสคอต ปี 1990

มัสคอต ปี 1990

โลโก้ ปี 1994

โลโก้ ปี 1994

มัสคอต ปี 1994

มัสคอต ปี 1994

โลโก้ ปี 1998

โลโก้ ปี 1998

มัสคอต ปี 1998

มัสคอต ปี 1998

โลโก้ ปี 2002

โลโก้ ปี 2002

มัสคอต ปี 2002

มัสคอต ปี 2002

โลโก้ ปี 2006

โลโก้ ปี 2006

เหรียญที่ระลึก ปี 2006

เหรียญที่ระลึก ปี 2006

ไม่มีมัสคอต

โลโก้ ปี 2010

โลโก้ ปี 2010

มัสคอต ปี 2010

มัสคอต ปี 2010

 

สถิติสำคัญ

ทีมที่เข้าชิงชนะเลิศมากที่สุด

 - บราซิล กับ เยอรมนีตะวันตก ทีมละ 7 ครั้ง

ชัยชนะสูงสุด

 - ฮังการี ชนะ เกาหลีใต้ 9 - 0 (ปี 1954)

-  ยูโกสลาเวีย ชนะ ซาอีร์ 9 - 0 (ปี 1974)

- ฮังการี ชนะ เอลซัลวาดอร์ 10 - 1 (ปี 1982)

นัดที่ทำประตูมากที่สุด

- ออสเตรีย ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 7 - 5 รวมเป็น 12 ประตู (ปี 1954)

ชัยชนะสูงสุดในครอบคัดเลือก

-  ออสเตรเลีย ชนะ อเมริกันซามัว 31 - 0 (รอบคัดเลือก ปี 2002)

ผู้เล่นในฟุตบอลโลกสูงสุด

-  แอนโทนิโอ คาร์บาฮาล (เม็กซิโก) ปี 1950 - 1966

-  โลธาร์  มัตเธอุส (เยอรมนีตะวันตก) ปี 1982 - 1998

ผู้เล่นลงสนามสูงสุด

-  โลธาร์ มัตเธอุส (เยอรมนีตะวันตก) 25 นัด

ผู้เล่นทำประตูสูงสุด

-  โรนัลโด (บราซิล) 15 ประตู ใน 18 นัด 3 ครั้ง 1998, 2002 และ 2006 ปี 1994 โรนัลโด ไม่ได้ลงเล่นสักนัด

ผู้เล่นที่ทำประตูเร็วที่สุด

-  ฮาคาน ซูเคอร์ (ตุรกี) 11 วินาที นัดแข่งกับเกาหลีใต้ ปี 2002

ผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้

- เปเล่ (บราซิล) 17 ปี 239 วัน นัดแข่งกับ ทีมชาติเวลส์ ปี 1958

ผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ทำประตูได้

-  โรเจอร์ มิลล่า (คาเมรูน) 42 ปี 39 วัน นัดแข่งกับทีมชาติรัสเซีย ปี 1994)

นัดที่ใบเหลือง และใบแดงมากที่สุด

-  โปรตุเกส - เนเธอร์แลนด์ ปี 2006 16 ใบเหลือง 4 ใบแดง เป็นนัดที่แย่ที่สุด กรรมการชาวรัสเซีย ชื่อ วาเลนติน  วาเลนติโนวิช  อิวานอฟ

รางวัลต่าง ๆ ของฟีฟ่า

1. รางวัลรองเท้าทองคำ (Golden  Shoe or Golden  boot)

รางวัลรองเท้าทองคำ

     มอบให้แก่ผู้ทำประตูสูงสุด ของแต่ละครั้ง  ปี ค.ศ. 1982  เปลี่ยนมาเป็น  "adidas golden shoe" ตามชื่อเจ้าของสปอนเซอร์ คือ adidas

 

2. รางวัลลูกบอลทองคำ

รางวัลลูกบอลทองคำ

     รางวัลนี้มอบให้กับ ผู้เล่นที่ทรงคุณค่า คือ มีคุณค่ากับทีมของตัวเอง เริ่มมอบให้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ที่ประเทศสเปน (ปัจจุบัน เรียก "adidas golden ball ตามสปอนเซอร์ คือ adidas) มีผู้เล่นของแต่ทีม ที่ได้รับรางวัลนี้ ตามลำดับ ดังนี้

1.  เปาโล  รอสซี่ (อิตาลี)

2.  ดิเอโก  มาราโนา (อาร์เจนตินา)

3.  ซัลวาตอเร่  สคิลลาชี (อิตาลี)

4.  โรมาริโอ  (บราซิล)

5.  โรนัลโด (บราซิล)

6.  โอลิเวอร์  คาห์น (เยอรมนี)

7.  ซีเนดีน  ซีดาน (ฝรั่สเศส)

8.  ดิเอโก  ฟอร์ลัน (อุรุกวัย)

 

3. รางวัล Yashin Award

รางวัล yashin award

รางวัล yashin award

    มอบให้ผู้รักษาประตู ที่เล่นดีที่สุด ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เพื่อเป็นเกียรติแก่ เลฟ  ยาชิน ของรัสเซีย  เริ่มให้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ที่อเมริกา  มีผู้เล่นที่ได้รับ ตามลำดับ ดังนี้

1.   มิเชล  พรูดอม (เบลเยี่ยม)

2.  ฟาเบียง  บาร์กเตซ (ฝรั่งเศส)

3.  โอลิเวอร์  คาห์น (เยอรมนี)

4.  จิอันลุยจิ  บุฟฟอน (อิตาลี)

5.  อิเกร์  กาซิยาส (สเปน)

 

4.  รางวัล FIFA  Fair Play Trophy

รางวัล FIFA Fair Play Trophy

    มอบให้กับทีมชาติ ที่มีสถิติ เล่นได้ีสุภาพที่สุด ในรอบสุดท้าย เริ่มพิจารณาตั้งแต่รอบที่สอง โดยเริ่มมอบให้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก มีทีมชาติ ที่ได้รับรางวัล ตามลำดับ ดังนี้

1.  เปรู

2.  อาร์เจนตินา

3.  บราซิล

4.  บราซิล

5.  อังกฤษ

6.  บราซิล

7.  อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส

8.  เบลเยียม

7.  บราซิล กับ สเปน

8.  สเปน

 

5.  รางวัลทีม ที่เล่นได้เร้าใจที่สุด

รางวัลทีมที่เล่นได้เร้าใจ

     มอบให้ทีมชาติ ที่เ่ล่นได้เร้าใจที่สุด เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ที่สหรัฐ มีทีมที่ด้รับ ตามลำดับดังนี้

1.  บราซิล

2. ฝรั่งเศส

3.  เกาหลีใต้

4.  โปรตุเกส

 

6.  ราลวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม

รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม

    มอบให้แก่ผู้เล่น ดาวรุ่ง ที่อายุไม่เกิน 21 ปี มอบให้ครั้งแรก ปี ค.ศ. 2006 ที่ประเทศเยอรมนี โดยผู้ได้รับคนแรก คือ ลูคัส  โพโดสกี้  ของเยอรมนี เรียกตามสปอนเซอร์ ว่า "Gillette Best Young Player"

 

 

ถ้วยฟีฟ่าเวิร์ลด์คัพ

 

 

 ฟุตบอลโลก

(FIFA  WORLD  CUP)

     ก่อตั้ง          :     ค.ศ.  1930 (พ.ศ.  2473)

    จำนวนทีม    :    รอบคัดเืลือก  ค.ศ.  2010  (พ.ศ.  2553) 204 ทีม

                           รอบสุดท้าย  32  ทีม

    แชมป์ล่าสุด  :   อิตาลี (ได้แชมป์ครั้งที่  4  ค.ศ.  2006 = พ.ศ. 2549)

    ทีมที่ได้แชม์มากที่สุด  :  บราซิล (5  ครั้ง)

     ฟุตบอลโลก (ภาษาอังกฤษเรียก  FIFA  World Cup  หรือ  Football  World  Cup หรือเรียกสั้น ๆ  ว่า  World  Cup)  เป็นการแข่งขันฟุตบอล ทีมชาติของผู้ชายเกือบทุกชาติในโลก  เรียกโดยย่อว่า  ฟีฟ่า  (FIFA  ย่อมาจาก Federation  Internationale  de  Football  Association = สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ)  การแข่งขันจะจัดขึ้นทุก  4  ปี  ตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรก  ในปี ค.ศ.  1930  ยกเว้น  ปี  ค.ศ.  1942  และ  ค.ศ.  1946  (พ.ศ.  2485  และ  2489)  เนื่องจากเกิดสงคราโลก ครั้งที่  2  ก่อตั้งโดยนายจูลส์  ริเมต์  (Jules  Rimet)  ชาวฝรั่งเศส

จูลส์  ริเมต์  ผู้ก่อตั้งฟีฟ่า

จูลส์  ริเมต์  ชาวฝรั่งเศส

ผู้ก่อตั้งฟีฟ่า

     การแข่งขัน จะแบ่งเป็น  2  รอบ  คือ  รอบคัดเลือก และรอบสุดท้าย  รอบคัดเลือก  จะจัดขึ้นตลอด  3  ปี  โดยจะจัดเป็นกลุ่ม เป็นโซน  แข่งแบบเหย้าเยือน  คัดเลือกเอา  32  ทีมไปแข่งขันรอบสุดท้าย ที่ประเทศที่ฟีฟ่าคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะจัดแข่งขันประมาณ  1 เดือน   ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย  เป็นกีฬาที่คนดูมากที่สุดในโลก  ล่าสุด  (ปี ค.ศ.  2006 =  พ.ศ.  2549)   ที่ประเทศเยอรมนี มีคนดูประมาณ  715.1  ล้านคน

     การแข่งขัน  18  ครั้งที่ผ่านมา  มี  7  ชาติ  ที่เป็นแชมป์  คือ  บราซิล  เป็นทีมเดียวที่เข้ารอบสุดท้ายทุกครั้ง  เป็นแชมป์  5  ครั้ง  อิตาลี  แชมป์ล่าสุด (ค.ศ.  2006 =  พ.ศ.  2549)  4  ครั้ง  เยอรมนี  3  ครั้ง  อุรุกวัย (แชมป์ครั้งแรก)  กับอาเจนตินา  2  ครั้ง  อังกฤษกับฝรั่งเศส  1  ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัย
การแข่งขันฟุตโลก รอบสุดท้ายครั้งแรก  ที่ประเทศอุรุกวัย  ค.ศ.  1930
       
  ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ครั้งล่าสุด จัดขึ้นที่ ประเทศเยอรมนี ในปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ซึ่งอิตาลีเป็นแชมป์โลก โดยชนะฝรั่งเศสในนัดชิง ครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ (ค.ศ. 2010 - พ.ศ. 2553) ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึงวันที่   11  กรกฎาคม  ค.ศ.  2010  และในปี ค.ศ.  2014 (พ.ศ. 2557)  จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล

         ฟุตบอลโลก  ได้เริ่มขึ้นครั้งแรก ที่ประเทศอุรุกวัย ใน ค.ศ. 1930  (พ.ศ.  2473)  ประเทศอุรุกวัย ในฐานะเจ้าภาพได้เชิญทีมชาติหลายชาติเข้าร่วมแข่งขัน แต่การเดินทางข้ามมหาสมุนทรแอตแลนติกไกลและเสียค่าใช้จ่ายมาก สำหรับทีมจากทวีปยุโรป  จึงไม่มีชาติจากยุโรปส่งทีมเข้าร่วมแข่งขัน  จนกระทั่งเหลือเวลา  2  เดือนจะจัดการแข่งขัน  ประธานฟีฟ่า จูลส์  ริเมต์  จึงได้เชิญทีมจากเบลเยียม  ฝรั่งเศส  โรมาเนีย  และยูโกสลาเวีย เข้าร่วมแข่งขัน  รวมทีมเข้าร่วมแข่งขัน  13 ชาติ  คือ  จากอเมริกาใต้  7 ชาติ  ยุโรป  4  ชาติ และจากอเมริกาเหนือ  2 ชาติ

     2  แม็ตแรกจัดขึ้นพร้อมกัน  คือ  ฝรั่งเศส - เม็กซิโก  และอเมริกา - เบลเยียม  ฝรั่งเศสชนะเม็กซิโก  4 - 1  อเมริกาชนะเบลเยียม 3 - 0  ผู้ทำประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก คือ  ลุกแซง  โลร็องต์ (Lucien  Laurant) ของทีมชาติฝรั่งเศส   ในนัดชิงชนะเลิศ อุรุกวัย ชนะ อาเจนตินา 4 - 2  ต่อหน้าคนดู  93,000  คน  ในกรุงมอนเตวิเดโอ  และเป็นชาติแรกที่เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก

     ยุคแรก ๆ  การแข่งขันฟุตบอลโลก  ประสบปัญหาด้านการเดินทางข้ามทวีป และสงคราม  ทีมจากอเมริกาใต้ 2 - 3  ทีม  จึงตัดสินใจเดินทางไปทวีปยุโรป ในการแข่งขัน ปี ค.ศ. 1934 และ  1938  (พ.ศ.  2477 และ 2481) มีทีมชาติบราซิลทีมเดียว ที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งสองครั้ง  ค.ศ.  1942 (พ.ศ.  2485)  และ  ค.ศ.  1946 (พ.ศ.  2489)  การแข่งขันถูกยกเลิก  เนื่องจากเกิดสงครามโลก ครั้งที่สอง

      ฟุตบอลโลก ปี ค.ศ. 1950  (พ.ศ.  2493)  เป็นครั้งแรกที่ทีมจากเกาะอังกฤษเข้าร่วมแข่งขันด้วย  (ทีมจากเกาะอังกฤษ ถอนตัวจากฟีฟ่าเมื่อ ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463)  ส่วนหนึ่ง  ไม่ต้องการเล่นกับชาติที่ทำสงครามกับตนเอง และอีกส่วนหนึ่ง เพื่อต่อต้านไม่ให้ชาติอื่นเล่นกีฬาฟุตบอล  แต่ก็เข้าร่วมอีกครั้งใน ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489)  ตามคำเชิญของฟีฟ่า)  การแข่งขันครั้งนี้  อุรุกวัย  แชมป์ ปี 1930 (แชมป์ครั้งแรก)  ที่คว่ำบาตรฟุตบอลโลก  2  ครั้ง ก่อนหน้านี้  ก็กลับมาแข่งขันอีกครั้ง  และเป็นแชมป์ครั้งที่  2

     ในการแข่งขันระหว่าง ค.ศ. 1934  และ  1978  (พ.ศ.  2477 และ  2521)  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายครบทั้ง  16  ทีม  ยกเว้น  ค.ศ.  1938 (พ.ศ.  2481)  ประเทศออสเตรียถูกผนึกเข้าเป็นประเทศเดียวกับเยอรมนี  ภายหลังจากผ่านรอบคัดเลือกแล้ว  จึงเหลือ  15  ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน  และปี  ค.ศ.  1950  (พ.ศ.  2493) เมื่ออินเดีย  สก๊อตแลนด์  และตุรกี ถอนตัว  จึงเหลือ  13  ทีม  ชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด  คือ  ชาติจากทวียุโรปและอเมริกาใต้  จากอเมริกาเหนือ  อาฟริกา  เอเชีย  และ โอเชียเนีย มีจำนวนน้อย  เนื่องจากทีมเหล่านี้มักจะพ่ายแพ้ทีมยุโรป และอเมริกาใต้เสมอ  จนกระทั่ง  ปี  ค.ศ.  1982  (พ.ศ.  2525)  มีทีมจากทวีปยุโรป และอเมริกาใต้เท่านั้น ที่ผ่านรอบแรกไปได้ ก่อนนั้น มีทีมสหรัฐ ถึงรอบรองชนะเลิศ ในปี ค.ศ.  1930 (พ.ศ. 2473 - ในการแข่งขันครั้งแรก)   คิวบา  ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ (ควอร์เตอร์ไฟนัล)  ใน ค.ศ.  1938 (พ.ศ.  2481)  เกาหลีเหนือ  ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ใน ค.ศ. 1966 (พ.ศ.  2509) และเม็กซิโก ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ใน ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513)

     รอบสุดท้าย เพิ่มเป็น  24  ทีม ใน ค.ศ.  1982 (พ.ศ.  2525) ที่ประเทศสเปนเป็นเจ้าภาพ  และเพิ่มเป็น  32  ใน ค.ศ. 1998 (พ.ศ.  2541) ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยให้โอกาสทีมจากอาฟริกา  เอเชีย และอเมริกาเหนือเข้าร่วมแข่งขันมากขึ้น  ยกเว้นทีมจากโอเชเนีย ที่ไม่เคยเข้ารอบสุดท้าย  ทีมจากภูมิภาคนี้ เพิ่งพัฒนาก้าวหน้าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เม็กซิโก ถึงรอบก่อนรองควอร์เตอร์ไฟนอล ใน ค.ศ.  1986 (พ.ศ. 2529)   ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ  คาเมรูน  ถึงรอบเดียวกัน ใน ค.ศ.  1990 (พ.ศ.  2533) ที่อิตาลี  เกาหลีใต้  ได้ที่  4  ใน ค.ศ.  2002 (พ.ศ.  2545) ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น   อย่างไรก็ตาม ทีมจากยุโรป และอเมริกาใต้ ก็คงความแข็งแกร่งอยู่  ยกตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ.  2006 (พ.ศ.  2549)  เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ ที่เข้ารอบควอร์เตอร์ไฟนอลทั้งหมด

     ในปี ค.ศ.  2006 (พ.ศ.  2549)  มี  198  ชาติทั่วโลก  ที่เข้าชิงชัย เพื่อผ่านรอบคัดเลือก และใน ค.ศ.  2010 (พ.ศ. 2553) จะมี  204  ทีม เข้าร่วมชิงชัยเพื่อผ่านรอบคัดเลือก

     ด้านการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิง (FIFA  Woman's  Wolrd  Cup) เพื่อให้เกิดความเท่ามเทียมกับทีมชาย  ฟีฟ่าจึงจัดแข่งขันขึ้นครั้งแรก ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ใน ค.ศ. 1991 (พ.ศ.  2534) ก็ยังให้ความสำคัญน้อยกว่าของผู้ชาย  แต่ก็ำกำลังพัฒนาอยู่  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน  120  ทีม ใน ค.ศ.  2007 (พ.ศ. 2550)  มากกว่า  ค.ศ.  1991  ถึงสองเท่า

     รายการอีกอันหนึ่งที่เป็นของ  FIFA  คือ  รายการ  Confederation Cup  เป็นการเอาแชมป์ฟุตบอลชายของแต่ละทวีป มาจัดชิงแชมป์กัน ที่ประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย  ครั้งต่อไป  ก่อนจะจัดฟุตบอลโลก  1  ปี  เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมการจัดฟุตบอลโลกให้กับเจ้าภาพ

สรุปการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ดังนี้    

ครั้งที่  1 (ค.ศ.  1930/พ.ศ.  2473)

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรก     สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้ประชุมเลือกประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพ ฟุตบอลโลกครั้งแรก  เมื่อวันที่  18  พฤษภาคม  ค.ศ.  1929 (พ.ศ.  2472) ที่กรุงบาเซโลนา ประเทศสเปน และได้ตกลงให้ประเทศอุรุกวัย เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรก  เนื่องจาก ประเทศอุรุกวัยต้องการฉลองครบรอบร้อยปี ที่เป็นเอกราชด้วย และก่อนหน้านั้น (ค.ศ. 1928 - พ.ศ. 2471) ทีมชาติอุรุกวัย เป็นแชมป์ฟุตบอลโอลิมปิกฤดูร้อนด้วย

     การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่  13 - 30   กรกฎาคม  ค.ศ.  1930 (พ.ศ. 2473) มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 13 ทีม โดยฟีฟ่าเป็นผู้เชิญทีมชาติต่าง ๆ  เข้าร่วมการแข่งขัน และออกค่าใช้จ่ายให้

ถ้วยจูลส์  ริเมต์

ถ้วยจูลส์  ริเมต์  ซึ่งเป็นรางวัล ผู้ชนะเลิศ ฟุตบอลโลกใบแรก

(ไม่มีรอบคัดเลือก) จากอเมริกาใต้  7  ทีม  คือ  บราซิล  อาเจนตินาเปรู  ปารากวัย  ชิลี  โบลิเวีย  และเจ้าภาพอุรุกวัย  จากยุโรป  4  ทีม  คือ เบลเยียม  ฝรั่งเศส  โมาเนีย  และ ยูโกสลาเวีย (ก่อนนั้นได้เชิญหลายชาติ จากยุโรปเข้าร่วม แต่เนื่องจากการทางไกล และอยู่ในภาวะสงคราม หลายทีมเลยปฏิเสธ)   จากอเมริกากลาง และเหนือ อย่างละหนึ่งทีม  คือ สหรัฐอเมริกา และ เม็กซิโก

     การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4  กลุ่ม  คือ กลุ่ม A  B C และ  D กลุ่ม A  มี  4 ทีม  นอกนั้น มี 3 ทีม     นัดเปิดสนาม วันที่  13  กรกฎาคม  ฝรั่งเศส เอาชนะเม็กซิโก 4 - 1 กิลเยร์โม  สตาบิโล ของทีมชาติอาเจนตินา ซึ่งอยู่ในกลุ่ม  A เป็นผู้ทำแฮตทริก ได้เป็นคนแรก ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก  และเป็นแชมป์กลุ่ม A  มาริโอ เดอ ลาส คาซาส  กับตันทีมของเปรู เป็นคนแรกที่ถูกไล่ออกจากสนาม โดยเตะของ สเตเนอร์  แบ๊กขวาของโรมาเนียจนขาหัก

     รอบรองขนะเลิศ  อาเจนตินา  ชนะสหรัฐอเมริกา  6 - 1

จูลส์  ริเมต์  ประธานฟีฟ่ามอบถ้วยรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศ

จูลส์  ริเมต์  ประธานฟีฟ่า  มอบถ้วยจูลส์  ริเมต์  ให้กับผู้ชนะฟุตบอลโลก  ครังแรก ค.ศ.  1930

เข้าไปชิงชนะเลิศกับเจ้าภาพอุรุกวัย ที่ชนะยูโกสลาเวีย  6 - 1  เช่นกัน

    รอบชิงชนะเลิศ เป็นแม็ตช์รีเพลย์ ของฟุตบอลโอลิมปิก  ค.ศ.  1928  และแชมป์ก็เหมือนเดิม  คือ  อุรุกวัย  ที่ได้ฉายาว่า  "จอมโหด"  จนถึงปัจจุบัน  ชนะอาเจนตินา  เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง  ได้  4 - 2  แม้ทีมฟ้า-ขาวจะเล่นได้โดดเด่นกว่าก็ตาม  ส่งผลให้อุรุกวัย กลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

ครั้งที่  2 (ค.ศ. 1934/พ.ศ. 2477)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  2  จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี  ระหว่างวันที่  27 พฤษภาคม  ถึง  วันที่  10  มิถุนายน  ค.ศ.  1934    เป็นครั้งแรก ที่ทุกทีมจะเข้ารอบสุดท้าย ต้องเล่นรอบคัดเลือก นัดหนึ่งของฟุตบอลโลก  1934 มี  32  ชาติ  เข้าร่วมแข่งขันรอบคัดเลือก  เอา  16  ทีม  ไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศอิตาลี  ซึ่งอิตาลี  กลายเป็นแชมป์โลกทีมที่สอง ต่อจากอุรุกวัย  โดยชนะเชโกสโวะเกีย  ในนัดชิงชนะเลิศ  2 - 1

    ฟุตบอลโลกครั้งนี้  อุรุกวัยแชมป์เก่า ไม่เข้าร่วมแข่งขันด้วย  เพื่อต่อต้านทีมจากยุโรปที่ไม่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ (ปี ค.ศ. 1930/พ.ศ.  2473) จึงไม่มีแชมป์เก่าเข้าการแข่งขัน  อิตาลีเจ้าภาพก็ต้องเล่นรอบคัดเลือก  ตั้งแต่ปี ค.ศ.  1938  เจ้าภาพจะได้เข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ  เว้นแต่ปี  ค.ศ.  2010 (พ.ศ.  2553)  ที่อาฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ  แต่ต้องเล่นรอบคัดเลือก  เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติอาฟริกา จะใช้รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก เป็นรอบคัดเลือกฟุตบอลอาฟริกัน เนชั่นคัพ

     ฟุตบอลโลกครั้งนี้ 32  ชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือก มี   10  ชาติ มาจากนอกทวีปยุโรป  16  ชาติที่เข้ารอบสุดท้าย มึ 4 ชาติที่มาจากนอกทวีปยุโรป คือ  บราซิล  อาร์เจนตินา  สหรัฐ  และอียิปต์ ซึ่งเป็นชาติจากอาฟริกาชาติแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก  นัดสุดท้าย ที่ชิงเข้ารอบสุดท้าย  ชิงชัยกันระหว่างสหรัฐ กับ เม็กซิโก ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันรอบสุดท้ายเพียง  3  วัน  เพื่อคัดเอาทีมเดียวไปแข่งขันที่โรม  ซึ่งสหรัฐชนะ

   นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก 1934การแข่งขันครั้งนี้ จัดแบบน็อกเอ๊าท์ เหมือนเดิม ทีมยุโรป 8 ทีม คือ ออสเตรีย เชโกสโลวะเกีย เยอรมนี ฮังการี อิตาลี สเปน สวีเดน และ สวิตเซอร์แลนด์ เข้ารอบควอร์เตอร์ไฟนอล ในรอบนี้ ก็มีแมตช์รีเพลย์เกิดเ์ขึ้นอีก  ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก หลังจากอิตาลี และสเปน เสมอกัน  1 - 1  หลังจากต่อเวลาพิเศษ  อิตาลีชนะ ในนัดรีเพลย์  1 - 0  และชนะออสเตรียในรอบเซมิไฟนอลในสกอร์เดียวกัน  ในขณะที่เชโกสโลวะเกีย ก็ชนะเยอรมนี  3 - 1   

อิตาลี แชมป์โลก  ค.ศ. 1934

อิตาลี แชมป์โลก 1934

    สนามของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (Stadium  of  the  National  Fascist  Party) เป็นสังเวียนในนัดชิงชนะเลิศ  เล่นไปได้  70  นาที  เชโกสโลวะเกีย นำอยู่  1 - 0  อิตาลีก็ตีเสมอได้ก่อนนกหวีดหมดเวลา และทำได้อีก  1  ประตู ในการต่อเวลาพิเศษ  กลายเป็นแชมป์โลก  1934  เป็นทีมที่สอง ต่อจากอุรุกวัย

 

ครั้งที่  3 (ค.ศ.  1938/พ.ศ. 2481)

นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก 1938     ฟุตบอลโลกครั้งที่  3  จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส  ระหว่างวันที่  4 - 19  มิถุนายน  1938 (พ.ศ.  2481) อิตาลีก็รักษาแชมป์โลกไว้ได้  โดยชนะฮังการี  4 - 2 ในนัดชิงชนะเลิศ

     ฟีฟ่าตัดสินใจจัดการแข่งขันขึ้นในฝรั่งเศส ในระหว่างการเฉลิมฉลองโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 1936  ทำให้เกิดความไม่พอใจในทวีปอเมริกาใต้ เนื่องจากเชื่อว่าการจัดการแข่งขันจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ  ระหว่างสองทวีป  แต่กลับจัดในทวีปยุโรปสองครั้งซ้อน  อุรุกวัยและอาเจนตินา จึงไม่เข้าร่วมการแข่งขัน  สเปนเป็นประเทศแรก ที่ต้องบันทึกไว้ว่าเป็นประเทศที่ถูกถอดออกจากฟุตบอลโลก  อันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองในประเทศสเปนเอง

     เป็นครั้งแรกที่เจ้าภาพ (ฝรั่งเศส) และแชมป์เก่า (อิตาลี) ได้เล่นรอบคัดเลือกโดยอัตโนมัติ  แชมป์เก่าจะได้เข้ารอบสุดท้าย โดยอัตโนมัติ จนถึง ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) จึงยกเลิก (บราซิลแชมป์เก่า ปี ค.ศ. 2002/พ.ศ.  2545  ต้องเล่นรอบคัดเลือก) ในที่สุดก็ได้  16 ชาติ ไปชิงชัยในรอบสุดท้าย  ออสเตรีย ที่ผ่านรอบคัดเลือกแล้ว แต่หลังจาก ถูกผนวกเข้ากับเยอรมนีในเดือนมีนาคม  พวกเขาจึงถอนตัว  จึงเหลือ  15  ชาติเข้าร่วมชิงชัย 

    นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก 1938 การแข่งขันจัดแบบน็อกเอ๊าเหมือนครั้งที่แล้ว  เป็นครั้งสุดท้ายที่จัดแบบไม่เป็นกลุ่ม  เยอรมนี  ฝรั่งเศส  อิตาลี  เชโกสโลวะเกีย  ฮังการี  คิวบา  และบราซิล  ถูกจัดให้เล่นในปาริส  ในวันที่  5  มีนาคม  1938 (พ.ศ.  2481)  5 นัดในรอบแรก ต้องต่อเวลาพิเศษ เพื่อให้ได้ทีมที่เข้ารอบ  สองนัดต้องเล่นรีเพลย์  ในนัดรีเพลย์นัดหนึ่ง ได้เห็นสวิตเซอร์แลนด์เบียดชนะเยอรมนี ด้วยสกอร์ 4 - 2  ในขณะที่คิวบา ผ่านโรมาเนียเข้ารอบถัดไป  สวีเดนเข้ารอบควอร์เตอร์ไฟนอล โดยไม่ต้องเล่น  เนื่องจากออสเตรียถอนตัว และชนะคิวบาในรอบดังกล่าว  8 - 0  เจ้าภาพฝรั่งเศส แพ้อิตาลี แชมป์เก่า (ที่คาดแถบผ้าฟาสซิสต์ สีดำล้วน เพื่อเป็นการข่มขู่)  สวิตเซอร์แลนด์แพ้ฮังการี  เชโกสโลวะเกีย กับ บราซิล ต้องต่อเวลาพิเศษ ในนัดที่ตื่นเต้นเร้าใจในเมืองบอร์กโดซ์ ต้องเล่นนัดรีเพลย์  ในนัดรีเพลย์ บราซิลเล่นได้ดีขึ้น  โดยการโจมตีทางด้านข้าง และชนะไป 2 - 1

    ฮังการี ชนะสวีเดน ในรอบ เซมิไฟนอล  5 - 1  ในขณะที่อิตาลี กับ บราซิล ปะทะกันเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก  บราซิลพักนักเตะตัวสำคัญ ลีโอนิดาส์  ไว้  เพราะมั่นใจว่าตนเองจะเข้าชิงแน่นอน  อิตาลีจึงชนะไป 2 - 1  ส่วนบราซิลถล่มสวีเดนไปได้  4 - 2  ในนัดชิงที่สามอิตาลี แชมป์โลก ค.ศ. 1938

     นัดชิงชนะเลิศ  จัดขึ้นที่สนาม Stade  Olympique  de  Colombes ในกรุงปารีส  วิตโตริโอ  ปอซโซ  ปีกอิตาลี ทำประตูออกนำก่อน  1 - 0  แต่ฮังการีก็ตีเสมอได้ในสองนาทีต่อมา  อีกไม่กี่นาทีต่อมา อิตาลีก็ออกนำอีกครั้ง  และจบครึ่งแรก อิตาลีนำอยู่  3 - 1  ฮังการี เดินหน้าบุกอย่างเดียว  สุดท้าย  อิตาลีจึงชนะไป  4 - 2  ป้องกันแชมป์ไว้ได้สำเร็จ  และเป็นแชมป์โลกมากกว่าชาติอื่นในขณะนั้น

อิตาลี แชมป์โลก ค.ศ. 1938
อิตาลี แชมป์โลก ค.ศ. 1938  กลายเป็นแชมป์โลกครั้งที่สอง ติดต่อกัน

     บางคน กล่าวว่า ฮังการี หรืออย่างน้อยที่สุด ผู้รักษาประตูของฮังการี น่าจะยอมให้อิตาลีชนะ  เพื่อช่วยชีวิตนักเตะอิตาลีไว้  เนื่องจากได้รับโทรเลขจาก เบนิโต  มุสโสลินี (จอมเผด็จการ ของอิตาลี ในขณะนั้น) ว่า "Vincere  o  morire!" (ซึ่งแปลว่า  ชนะ หรือ ตาย)  ผู้รักษาประตูฮังการี  แอนตอล  ซาโบ  ก็ได้กล่าวแก้ตัว ในนัดที่พ่ายแพ้ต่ออิตาลี แม้จะปล่อยลูกให้เข้าประตูถึง  4  ประตู  เขาอ้างการกระทำของมุสโสลินี ก่อนการแข่งขัน โดยพูดทำนองว่า "ผมอาจปล่อยลูกให้เข้าประตูถึง  4  ลูก  แต่ผมก็ช่วยชีวิตของพวกเขาไว้"  ตามความจริงแล้ว  นี่ไม่ใช่ข้ออ้าง  คำว่า "ตายหรือชนะ" เป็นสโลแกนปลุกเร้าของพวกฟาสซิสต์  หมายความว่า "ชัยชนะ หรือ ทำให้คนอื่นพ่ายแพ้" หรือ "จงทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ"   ระบบฟาซิสต์ จัดการแข่งขัน เพื่อเอาผู้ชนะ หรือแชมป์  มาเป็นเครื่องมือโฆษณาตนเอง  ดังนั้น  การกระทำเหมือนที่ ซาิโบ แนะนำ จึงไม่น่าจะเป็นจริง  คำพูดของซาโบ บางที    อาจจะเป็นการเข้าใจผิดแบบซื่อ ๆ 

     เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่  2  ฟุตบอลโลก จึงไม่ได้จัด  เป็นเวลาถึง  12 ปี   จนกระทั่ง  ค.ศ.  1950 (พ.ศ. 2493)  อิตาลี ได้รับการบันทึกไว้ว่า  รักษาแชมป์ฟุตบอลโลกได้นานถึง  16  ปี  ตั้งแต่ปี ค.ศ.  1934 (พ.ศ.  2477) ถึง ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493)  รองประธานฟีฟ่า ชาวอิตาลี  ดร. อ๊อตโตริโน  บาราสซี  ได้ซ่อนถ้วยฟุตบอลโลกไว้ในลังรองเท้า ใต้เตียงนอนของเขา จนผ่านสงครามโลกครั้งที่  2  เขาได้รักษาถ้วยฟุตบอลโลกไว้ ไม่ให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของกองทัพ

ครั้งที่  4 (ค.ศ.  1950/พ.ศ. 2493)

        หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2  สงบลงแล้ว  ฟีฟ่า ก็ได้จัดฟุตบอลโลก ครั้งที่  4 

บราซิล เจ้าภาพ ค.ศ.  2950
เจ้าภาพ บราซิล ปี ค.ศ. 1950

ขึ้นที่ประเทศบราซิล  ระหว่างวันที่  24  มิถุนายน  ถึงวันที่  16  กรกฎาคม  1950 (พ.ศ.  2493)  เป็นครั้งแรกที่ถ้วนฟีฟ่า หรือถ้วยฟุตบอลโลก  เรียกว่า  "ถ้วยจูลส์  ริเมต์"   เพื่อเป็นสัญลักษ์  การครบรอบ  25  ปี ของตำแหน่งประธานฟีฟ่า  ของจูลส์  ริเมต์  อุรุกวัย เป็นแชมป์โลกครั้งที่  2  (เป็นแชมป์ครั้งแรก  ค.ศ.  1930) โดยชนะเจ้าภาพ บราซิล  2 - 1  ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศในครั้งนี้  จะมี  4  ทีม  เล่นแบบพบกันหมด  เอาทีมที่มีคะแนนมากที่สุดเป็นแชมป์  มีครั้งนี้เท่านั้น ที่นัดชิงชนะเลิศ  ไม่ใช้  2  ทีมชิงกัน

    เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่  2  ฟุตบอลโลก  จึงไม่ได้จัดขึ้น  ตั้งแต่ปี  ค.ศ.  1938 (พ.ศ.  2481)  ฟุตบอลโลก  ปี ค.ศ. 1942 (พ.ศ.  2485) และ ปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) ที่กำหนดไว้แล้ว  ก็ถูกยกเลิก   หลังจาก สงครามโลกครั้งที่  2  สิ้นสุดลงแล้ว  ฟีฟ่าได้กระตือรือร้น ที่จะฟื้นฟูการแข่งขันฟุตบอลโลก ทันทีเท่าที่จะเป็นไปได้  และได้วางแผนจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้น   ผลจากการเกิดสงครามโลก ทวีปยุโรป ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมเป็นอันมาก  ฟีฟ่าจึงหาชาติที่จะมาเป็นเจ้าภาพ ฟุตบอลโลกได้ยาก  บราซิล จึงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ

อุรุกวัย แชมป์โลก ค.ศ. 1950
อุรุกวัย แชมป์ปี ค.ศ. 1950

      รูปแบบการแข่ง  แบ่งเป็น  4  กลุ่ม ๆ  ละ  4  ทีม  แต่เนื่องจาก  มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันแค่  13  ทีม  เนื่องจาก  ตุรกี  อินเดีย และฝรั่งเศสถอนตัว  จึงจัด กลุ่ม  1  มี  4  ทีม  กลุ่ม  2  มี  4  ทีม  กลุ่ม  3  มี  3  ทีม  และกลุ่ม  4  มี  2  ทีม

      รอบชิงชนะเลิศ  มี  4  ทีม คือ  บราซิล เจ้าภาพ  สเปน  สวีเดน  และอุรุกวัย แชมป์ครั้งแรก  แข่งแบบพบกันหมด  ทีมที่มีคะแนนสูงสุด  จะเป็นทีมชนะเลิศ 

      บราซิล ชนะสวีเดน  7 - 1  ชนะ  สเปน  6 - 1  ในขณะที่  อุรุกวัย เสมอสเปน  2 - 2  และชนะสวีเดน  3 - 2  ในนัดสุดท้าย  บราซิลเจ้าภาพ แค่เล่นเสมอ ก็เป็นแชมป์  แต่เอาเข้าจริง  อุรุกวัย ซึ่งมีฉายาว่า "จอมโหด" กลับเล่นได้ดีเกินคาด  สามารถต้านการบุกของบราซิลได้เป็นอย่างดี  และบราซิล  ก็ออกนำไปก่อนจนได้  ในนาทีที่  47  จากลุกยิงของฟริอาซา  แต่อุรุกวัย  ก็ตามตีเสอมจนได้  จากฮวน 

ประตูชัยของอุรุกวัย ค.ศ. 1950
ประตูชัยของอุรุกวัย จากจิ๊กเจีย

เคียฟฟิโน่  เหลือเวลาแค่  11  นาที  บราซิลก็จะกลายเป็นแชมป์โลกแล้ว  แต่เหมือนฟ้าผ่าคนดูเกือบ 61,000  คน ที่สนามมาราคานา  เมื่ออัลซิเดส  จิ๊กเจีย ตะบันลูกผ่านมือ โมอาซีร์  บาร์โบซา เข้าไป  หมดเวลา  อุรุกวัยเลยกลายเป็นแชมป์ อย่างน่าอัศจรรย์  และพวกเขาก็ดีใจมากที่สามารถมาโค่นบราซิลได้ถึงถิ่น  เป็นแชมป์โลกครั้งที่  2

 

ครั้งที่ 5 (ค.ศ. 1954/พ.ศ. 2497)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  5  จัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ระหว่างวันที่  16  มิถุนายน  ถึงวันที่  4  กรกฎาคม  ค.ศ.  1954 (พ.ศ. 2497)  เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ  50  ปี  ของฟีฟ่า  จึงจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของฟีฟ่า  เยอรมนีตะวันตก (ในขณะนั้น) เป็นแชมป์โลก  โดยการชนะฮังการี  3 - 2  ในรอบชิงชนะเลิศ  ทำให้เยอรมนีตะวันตก  เป็นแชมป์โลกครั้งแรก

     เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์  มีการทำเหรียญที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ เป็นพิเศษ  มี  16  ชาติที่เข้ารอบสุดท้าย  แบ่งออกเป็น  4  กลุ่ม  แต่ละกลุ่ม  ก็มี  2  ชาติ  ที่เป็นทีมวาง  โดยคัดจากการจัดอันดับโลก  (คือ ออสเตรีย  บราซิล  อังกฤษ  ฝรั่งเสศ ฮังการี  อิตาลี  ตุรกี  และ อุรุกวัย) บวกกับอีก  2  ทีมที่ไม่ได้เป็นทีมวาง

อุรุกวัย แชมป์เก่า ค.ศ. 1950
ทีมชาติอุรุกวัย แชมป์เก่า

     ดังนั้น  ทีมวางจึงไม่ต้องเจอกันเองในรอบแรก ๆ  เหนื่อยน้อยหน่อย  และทีมอันดับที่  2  ที่มีคะแนนเท่ากัน  จะต้องเล่นแบบเพลย์อ๊อฟ  เพื่อแย่งเข้ารอบ  8  ทีมสุดท้าย

     2  ทีมที่มีคะแนนสูงสุดในแตล่ะกลุ่ม จะได้เข้ารอบ ควอร์เตอร์ไฟนัล  กลุ่ม  3  อุรุกวัย (แชมป์เก่า) และออสเตรีย  มีคะแนนนำและคาดว่า จะได้เข้ารอบต่อไป  ในขณะที่กลุ่ม  1  บราซิล และยูโกสลาเวีย ก็มีคะแนนนำเช่นกัน  กลุ่ม  4  สวิตเซอร์แลนด์ กับอิตาลี ต้องดวลแข้งกันถึง  2  นัด  และสวิตเซอร์แลนด์ ชนะในนัดเพลย์ออ๊ฟ  4 - 1  กลุ่ม 2 เยอรมนีตะวันตก (ที่กลับมาเป็นสมาชิกฟีฟ่าเต็มตัว ใน ค.ศ. 1950  ไม่ได้เป็นทีมวาง) ชนะตุรกีที่เป็นทีมวางในสนามวังดอร์ฟสเตเดียม  ในกรุงเบิร์น  7 - 1  ชนะเกาหลีใต้  และแพ้ฮังการี  3 - 8  เฟเรนซ์  ปุสกัส  กัปตันทีมชาติฮังการี  ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในครั้งนั้น  แต่เขาได้รับบาดเจ็บ จากการปะทะกับ แวร์เนอร์  ไลบริช  กองหลังเยอรมนี นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก  ค.ศ.  1954 จึงไม่ได้ลงเล่นใน  2  นัดถัดมา ในนัดชิงชนะเลิศ เขาลงเล่น แต่ก็ไม่ฟิตเต็มที่

     รอบควอร์เตอร์ไฟนัล  นัดที่น่าสนใจ  คือ  นัดที่ฮังการี ชนะบราซิล  4 - 2  เป็นนัดที่ดุเดือดที่สุดนัดหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก  เป็นนัดที่สุดแย่ จนได้รับการกล่าวขานว่า  เป็นสงครามแห่งกรุงเบิร์น  ในขณะที่อุรุกวัยแชมป์เก่า ชนะอังกฤษ  4 - 2   เยอรมนีตะวันตก ถล่มยูโกสลาเวีย  2 - 0  และออสเตรีย ชนะเจ้าภาพสวิตเซอร์แลนด์  7 - 5  เป็นนัดที่ยิงประตูมากที่สุดนัดหนึ่ง  ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก  (12  ประตู)

     รอบรองชนะเลิศ  เยอรมนีตะวันตก  พบกับออสเตรีย และชนะ  6 - 1  อีกคู่หนึ่ง  เป็นนัดที่ตื่นเต้นที่สุดในครั้งนี้  อุรุกวัยแชมป์เก่า  พบกับฮังการี เล่นไปถึงครึ่งหลัง ฮังการีนำอยู่  1 - 0  และเสมอกัน  2 - 2  ใน  90  นาที  ก่อนที่ฮังการี จะชนะด้วย  2  ประตูของซาดอร์  คอคซิส  ในการต่อเวลาพิเศษ  ทำให้ฮังการีชนะอุรุกวัย 4 - 2  อุรุกวัยจึงไปชิงที่สามกับออสเตรีย  ซึ่งพบกันมาแล้ว ในรอบแรก และออสเตรียก็ได้ตำแหน่งที่สาม

เยอรมนีตะวันตก  แชมป์โลก  ค.ศ.  1954

เยอรมนีตะวันตก แชมป์ ค.ศ. 1954

     รอบชิงชนะเลิศ  ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "ความมหัศจรรย์แห่งกรุงเบิร์น" (The  Miracle  of  Bern"  ณ สนามวัังดอร์ฟสเตเดียม ต่อหน้าคนดู  60,000  คน  เยอรมนีตะวันตก พบกับฮังการี ซึ่งหวนกลับมาพบกันอีก หลังจากเยอรมนีแพ้ฮังการี อย่างย่อยยับในรอบแรก  3 - 8  ฮังการีเป็นทีมที่สุดยอดที่สุดในขณะนั้น  พวกเขาไม่แพ้ใครมาถึง  32  นัด ติดต่อกัน 

 

ฟริทซ์  วอลเตอร์ กับถ้วยจูลส์  ริเมต์
ฟริทซ์ วอลเตอร์  กัปตันทีมชาติเยอรมนี  กับถ้วยจูลส์  ริเมต์

  พอเริ่มเล่น ฝนก็ตกโปรยปรายลงมา  ในประเทศเยอรมนี จะเรียกบรรยากาศแบบนี้ว่า "บรรยากาศฟริทซ์ วอลเตอร์"  เนื่องจากกับตันทีมชาติเยอรมนี  ฟริทซ์  วอลเตอร์ ได้รับการกล่าวขานว่า  จะเล่นได้ดีที่สุดเมื่อฝนโปรยปรายลงมา  อดี  แดสเลอร์ ได้จัดรองเท้าสตัดที่สามารถสับเปลี่ยนได้ให้  เฟเรนซ์  ปุสกัส นักเตะตัวเก่งของฮังการี  ได้ลงเล่นอีกครั้ง  แม้จะไม่สมบูรณ์นัก  จากการปะทะกับ แวร์เดอร์  ไลบริช  ของเยอรมนีในรอบแรก  แม้ว่าเขาจะยิงนำเยอรมนีไปก่อน  เพียง  6  นาทีเท่านั้น  และยิงได้เพิ่มอีก  1  ประตู จากซอลตาน  ซิบอร์  ในนาทีที่  8  ฮังการีนำเยอรมันอยู่  2 - 0 ตั้งแต่  8  นาทีแรกแล้ว  เยอรมันก็มาตีไข่แตกได้ในนาทีที่  10 จากประตูอันรวดเร็วของแม็กซ์  เมอร์ล็อค  และตีเสมอได้ในนาทีที่  19  จาก  เฮลมุท  ราห์น  เสมอกัน  2 - 2  ความตื่นเต้นกลับมาทันที

นัดชิงชนะเลิศ ปี ค.ศ. 1954
นัดชิงชนะเลิศ ค.ศ. 1954

     ครึ่งหลัง  ฮังการีเล่นผิดพลาดเอง  เหลือเพียง  6  นาที จะหมดเวลา  คนดูคิดว่า จะต้องต่อเวลาพิเศษแล้ว  แต่เฮลมุท  ราห์น ก็ิยิงประตูที่สองของเขา หใ้เยอรมนี นำ  3 - 2  แม้ว่าปุสกัสจะยิงผ่านมือ โทนี  ตูแรก เข้าไป ขณะที่เหลือเวลา  2  นาที  กรรมการลิงก์ ชี้ไปกลางสนามเป็นสัญญาณการให้ประตูตีเสมอ  แต่ไลน์แมน  กริฟฟิธส์  ยกธงบอกว่าล้ำหน้า  หมดเวลา  เยอรมนีตะวันตกกลายเป็นแชมป์โลก ครั้งแรก  เป็นทีมแรก ที่ไม่ใช่ทีมวางที่ได้แชมป์โลก  และหยุดสถิติไม่แพ้ใคร  32 นัด ของฮังการีลงได้  จนในประเทศเยอรมนีตะวันตก กล่าวขานกันว่า  นัดชิงชนะเลิศ นัดนี้ เป็น "ความมหัศจรรย์แห่งกรุงเบิร์น"

 

ครั้งที่  6  (ค.ศ.  1958/พ.ศ. 2501)

กำเนิดเปเล่นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก  ค.ศ. 1958

    ฟุตบอลโลกครั้งที่  6  จัดขึ้นที่ประเทศสวีเดน  ระหว่างวันที่  8  ถึง วันที่  29 มิถุนายน ค.ศ.  1958 (พ.ศ. 2501) บราซิลเป็นแชมป์โลกครั้งแรก  ด้วยการถล่มสวีเดนเจ้าภาพ เละเทะ  5 - 2   ฟุตบอลโลกครั้งนี้  ให้กำเนิดราชาลูกหนังโลก ชาวบราซิล ผู้มีฉายาว่า "ไข่มุกดำ"  เปเล่  ด้วยวัยเพียง  17  ปี

     ฟุตบอลโลกครั้งนี้  สหภาพโซเวียตได้เข้าร่วมแข่งขันรอบคัดเลือก  เป็นครั้งแรก  พร้อมทั้งทีมจากสหราชอาณาจักร ทั้งหมด  คือ  อังกฤษ  สก๊อตแลนด์  เวลส์ และ ไอร์แลนด์เหนือ  ก็ลงเล่นรอบคัดเลือกอย่างครบถ้วน  พร้อมทั้งผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายทั้งหมด  ซึ่งไอร์แลนด์เหนือทำให้อิตาลีตกรอบเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์

    รอบสุดท้าย  รูปแบบการจัดการแข่งขัน เปลี่ยนแปลงจากคั้งที่แล้ว  16  ทีม  แบ่งเป็น  4  กลุ่ม ๆ ละ 4  ทีม เหมือนกัน  แต่ครั้งนี้  ทุกทีมในแต่ละกลุ่ม จะพบกันหมด  แม้เสมอกันก็ไม่มีการต่อเวลาพิเศษ  ทีมที่มีคะแนนที่  1  และที่  2  จะเข้ารอบต่อไป  หากทีมที่  2  และที่  3  มีคะแนนเท่ากัน  จะเล่นเพลย์อ๊อฟ  เอาทีมที่ชนะเข้ารอบต่อไป  ถ้ายังเสมอกันอีก  จะนับประตูเฉลี่ย  ทีมที่ประตูเฉลี่ียดีกว่าจะเข้ารอบต่อไป

     ในกลุ่ม  4  เปเล่ยังไม่ได้ลงเล่น  จนถึงนัดสุดท้ายกับสหภาพโซเวียต  จึงได้ลงเล่น  แต่เขาทำประตูไม่ได้  บราซิล  ชนะไป  2 - 0  (ต้องขอบคุณการลากเลื้อยอันน่าประทับใจ ของคู่ขา เปเล่  การ์รินชา)  และพวกเขาก็ได้  2  คะแนน  ก่อนนั้น พวกเขาเสมออังกฤษ  0 - 0  เป็นนัดแรกที่ทำประตูไม่ได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก  อังกฤษกับสหภาพโซเวียต เล่นเพลย์อ๊อฟ และอนาโตลี  อิลยิน ยิงประตูในนาทีที่  67  เขี่ยอังกฤษตกรอบแรก  พร้อมกับออสเตรีย

     ทีมจากสหราชอาณาจักรอีกทีมหนึ่ง คือ สก๊อตแลนด์ อยู่ในกลุ่มหินที่สุด  ที่มียูโกสลาเวีย  ปารากวัย  และฝรั่งเศส  ฝรั่งเสศส เป็นที่  1  ของกลุ่ม  จัสท์  ฟองแตง  ยิงได้  6  ประตู  ยูโกสลาเวีย ตามมาเป็นที่  2  ปารากวัยที่  3  และสก๊อตแลนด์อันดับสุดท้าย

     รอบควอร์เตอร์ไฟนัล (รอบก่อนรองชนะเลิศ)  จัสท์  ฟองแตงของฝรั่งเศส  ยังยอดเยี่ยม  ยิงได้อีก  2  ประตู ในนัดที่ชนะไอร์แลนด์เหนือ  เยอรมนีตะวันตก ชนะ ยูโกสลาเวีย ด้วยประตูโทน ของ เฮลมุท  ราห์น  ในขณะที่สวีเดนเจ้าภาพ  ก็ผ่านสหภาพโซเวียตไปได้   ส่วนบราซิล  ชนะเวลส์  เปเล่ทำได้  1  ประตู

เปเล่  ค.ศ. 1958
เปเล่ ราชาลูกหนังโลก รุ่งสุดขีดในฟุตบอลโลก 1958

     รอบรองชนะเลิศ  สวีเดนชนะเยอรมนีตะวันตก  3 - 1  ซึ่งเป็นนัดที่ดุเดือดมาก  จนอีริช  จัสโคเวียก ของเยอรมนี ถูกไล่ออก (เป็นนักเตะเยอรมนีตะวันตกคนแรก ที่ถูกไล่ออก ในการเล่นระดับชาติ) และกัปตันทีมเยอรมนี ฟริทซ์  วอลเตอร์  ก็ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ทีมเยอรมนี  เล่นได้อ่อนลงไปถนัดตา  อีกคู่หนึ่ง  บราซิลชนะฝรั่งเศส  5 - 2  เปเล่ ทำแฮตริกได้  จัสท์  ฟองแตงของฝรั่งเศส ยิ่งได้  1  ประตู  รวมเป็น  9  ประตู  ประแล้ว  ทำให้เขาเป็นดาวซัลโวโด่งอยู่คนเดียว  ฝรั่งเศสเล่นอ่อนลง ตั้งแต่นาทีที่  30  เมื่อกองหลังกัปตันทีม ที่มีประสบการณ์มากที่สุด โรแบต์  จังเกท์  เล่นต่อไปไม่ได้ หลังปะทะกับวาว่า   นัดชิงที่  3  ฝรั่งเศส ชนะ เยอรมนีตะวันตก  6 - 3  จัสท์ ฟองแตง  ยิงได้อีก  4  ประตู  ทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุด  13  ประตู  จนทุกวันนี้ ยังไม่มีใครทำลายสถิตินี้

บราซิลแชมป์โลก 1958
บราซิล แชมป์โลก   1958

     รอบชิงชนะเลิศ  ที่สนามราซุนดา สเตเดียม เมืองโซลนา  บราซิล กับ สวีเดนเจ้าภาพ  ชิงกัน ต่อหน้าคนดู  50,000  คน  4  นาทีแรก  สวีเดนออกนำไปก่อนเปเล่ในนัดชิงชนะเลิศ  1958  1 - 0  แต่บราซิล ก็ไม่ตกใจ  ตามตีเสมอทันควัน 1 - 1  จากวาว่า และจบครึ่งแรก  บราซิลนำอยู่  2 - 1   ครึ่งหลัง  เปเล่วาดรวดรายราชาลูกหนังโลก  จนแม้กระทั่งผู้ชม ที่เป็นชาติเจ้าภาพ หันมาส่งเสียงพอใจ ในการวาดรวดรายของเปเล่  เขาทำได้  2  ประตู  ที่น่าประทับใจ คือ  ประตูที่เขาเดาะบอลข้าม เบงท์  กุสด๊าฟสัน แล้วตามไปวอลเล่ย์ เข้าประตูอย่างสวยงาม  ซากาโล่  ยิงเพิ่มได้อีก 1  ประตู  บราซิล  นำ  5 - 1  แล้ว

เลฟ  ยาชิน
เลฟ ยาชิน ตำนาน ไอ้หนวดปลาหมึก ของหสภาพโซเวียต ปี 1958

สวีเดนยิงประตูปลอบขวัญได้  1  ประตู  ตามมาเป็น  2 - 5  แต่นัดนี้เป็นนัดของเปเล่จริง ๆ  หมดเวลา  บราซิล  ชนะ  5 - 2 ครองแชมป์โลกเป็นครั้งแรก 

       นอกจากตำนานไข่มุกดำเปเล่แล้ว  ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ยังเกิดตำนาน ไอ้หนวดปลาหมึก  เลฟ  ยาชิน  ผู้รักษาประตู ของสหภาพโซเวียตอีกด้วย

 

 

ครั้งที่  7  (ค.ศ.  1962/พ.ศ.  2505)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  7  จัดขึ้นที่ประเทศชิลี  ระหว่างวันที่  30  พฤษภาคม  ถึง วันที่  17  มิถุนายน  ค.ศ.  1962 (พ.ศ.  2505)  กลับมาจัดที่ทวีปอเมริกาใต้อีกครั้ง  หลังจากผ่านไป  12  ปี  ครั้งล่าสุด ที่ทวีปอเมริกาใต้เป็นเจ้าภาพ  คือ ค.ศ.  1950 (พ.ศ.  2493) ที่บราซิล  ครั้งนี้ บราซิลแชมป์เก่า เมื่อครังที่แล้ว  ก็รักษาแชมป์ไว้ได้  โดยชนะเชโกสโลวะเกีย  3 - 1  เป็นแชมป์ครั้งที่ 2  ติดต่อกัน

     รูปแบบการจัดการแข่งขันเหมือนกับครั้งที่แล้ว (ค.ศ.  1958/พ.ศ.  2501)  16  ทีม ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย  แบ่งออกเป็น  4  กลุ่ม ๆ  ละ 4 ทีม ทีมวาง 4 ทีม จะเล่นในสนามซานติเอโก  เดอ  ชิลี  ประกอบด้วย  บราซิล  อังกฤษ  อิตาลี  และอุรุกวัย  เอาทีมที่  1  และ  2  ของแต่ละกลุ่ม เข้าไปเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศ (ควอร์เตอร์ไฟนัล)

       นักเตะซูเปอร์สตาร์ ไม่ได้รักษามาตรฐานการเล่นของตนเองไว้ได้เลยในฟุตบอลโลกครั้งนี้  เปเล่ของบราซิล วีรบุรุษในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วที่สวีเดน  ได้รับบาดเจ็บ  ในนัดแรกที่พบกับ เชโกสโลวะเกียนัดหนึ่งในฟุตบอลโลก  ค.ศ.  1962    เลฟ  ยาชิน  ไอ้หนวดปลาหมึก ของสหภาพโซเวียต ที่ถือว่าเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม ที่สุดในโลกในช่วงนั้น  ก็ฟอร์มตก  ทำให้ทีมของเขาพ่ายชิลี  1 - 2  ในรอบก่อนรองชนะเลิศ  มีนักเตะที่เป็นจุดประกายใหม่ เช่น  นักเตะสายเลือดหนุ่มของบราซิล  อมาริลโด  (ตัวสำรองของเปเล่)  และ การ์รินชา  ตลอดจนผู้รักษาประตูของเชโกสโลวะเกีย  วิลเลียม ชรอจ์ฟ  นัดที่เล่นกับฮังการี และยูโกสลาเวีย  ที่เซอร์ไพรส์ ที่สุด ก็คือ การเล่นที่เร้าใจของเจ้าภาพ ชิลี  ที่ได้ได้ตำแหน่งที่สาม อย่างไม่คาดฝัน  โดยการเล่นเป็นทีม ไม่มีซูเปอร์สตาร์

     รอบแรก  บราซิลเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม  ตามมาด้วย เชโกสโลวะเกีย  กลุ่มต่อมา สหภาพโซเวียต (แชมป์ยุโรป) และยูโกสลาเวีย  เป็นที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ  กลุ่มต่อมา  ฮังการี และอังกฤษ เป็นที่ 1 และที่  2   อังกฤษกับอาร์เจนตินา มีคะแนนเท่ากัน  แต่อังกฤษมีประตูเฉลี่ียดีกว่า  เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่ใช้การนับประตูเฉลี่ย  กลุ่มสุดท้าย  เยอรมนีตะวันตก กัิบชิลี  เป็นที่ 1 และที่ 2   อัศจรรย์ที่สุด คือ ชิลีเจ้าภาพที่ชนะแชมป์ยุโรปอย่างสหภาพโซเวียต ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับผู้ชนะ ระหว่าง บราซิลกับอังกฤษ การเล่นที่ชาญฉลาดของการ์รินช่า ที่ทำได้ 2 ประตู ทำให้บราซิล ชนะอังกฤษ  3 - 1  ในขณะที่ยูโกสลาเวียชนะเยอรมนีตะวันตก 1 - 0  และ เชโกสโลวะเกีย ชนะฮังการี ทำให้ชาติสลาฟ  2 ชาติ  มาพบกันในรอบรองชนะเลิศ       

การ์รินช่า
การ์รินช่า ปีกขวาตัวกลั่น ของบราซิล ปี 1962

วิญา  เดล  มาร์ เป็นสนามหลักในรอบรองชนะเลิศ  บราซิล ชนะเจ้าภาพชิลี  4 - 2  การ์รินช่า และ วาว่า ทำได้คนละ  2  ประตู  ต่อหน้าคนดู  76,600  คน  อีกคู่หนึ่ง  เชโกสโลวะเกีย ชนะ ยูโกสลาเวีย  3 - 1  นัดนี้มีคนดูเพียง  6,000  คนเท่านั้น  ส่งผลให้ชิลี เจ้าภาพไปชิงที่สามกับยูโกสลาเวีย  และบราซิลไปชิงชนะเลิศ กับเชโกสโลวะเกีย  นัดชิงที่สาม  ชิลีเจ้าภาพชนะยูโกสลาเวีย  1 - 0  จากประตูชัยของ เอลาดิโอ  โรช่าส์

    รอบชิงชนะเลิศ  ที่สนามเอสตาดิโอ  นาซิอองนาล  ในเมืองซานติเอโก  เล่นไป  15  นาที  เชโกสโลวะเกีย ก็ขึ้นนำบราซิลไปก่อน  1 - 0  จากการโยนยาวของ อดอล์ฟ  แชเรอร์ ไปให้ โจเซฟ  มาโวปุสท์ ยิงเข้าไป   แต่บราซิล ก็บุกโต้กลับทันควัน  2 นาที่ต่อมาก็ตีเสมอได้  1 - 1  จากการทำประตูของอมาริลโด  โดยเกิดจากความผิดพลา ดของผู้รักษาประตูเชโกสโลวะเกีย ชรอยจ์ฟ  ซึ่งเป็นมลทินติดตัวเขามาจนถึงทุกวันนี้  บราซิลไม่หยุดเพียงแค่นั้น  ทำได้อีก  2  ประตู จาก ซิโต และ วาว่า (เกิดจากความผิดพลาดของ ชรอยจ์ฟ  เช่นเคย)   หมดเวลา  บราซิลชนะไป  3 - 1  ป้องกันแชมป์โลกไว้ได้ แม้จะไม่มีซูเปอร์สตาร์อย่างเปเล่

ทีมชาติบราซิล แชมป์ ปี 1962
ทีมชาติบราซิล แชมป์โลก       ค.ศ. 1962

     การ์รินช่า  เป็นแรงบันดาลใจให้บราซิล บินข้ามเทือกเขาแอนดิส มาป้องกันด้วยจูลส์  ริเมต์ ได้สำเร็จในชิลี  แม้ซิโต  อมาริลโด  และวาว่า  จะทำประตูได้ทั้งสามประตูในนัดชิงชนะเลิศ  แต่ก็ไม่มีใครได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวีรบุรุษ  การ์รินช่าเท่านั้น ที่ได้รับการตั้งฉายาว่า "เจ้านกน้อย"  ตำนานปีกขวาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของบราซิล ในวัย  25  ปี

 

 

ครั้งที่  8  (ค.ศ. 1966/พ.ศ.  2509)

สิงโตคำรามออก

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  8  จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ  ระหว่างวันที่  11 - 30  กรกฎาคม  ค.ศ.  1966 (พ.ศ.  2509)  อังกฤษได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ  เนื่องจากเป็นการฉลองครบรอบ  100  ปี ของฟุตบอลสมัยใหม่ (คือเล่นเป็นระบบ  11  คน  ซึ่งกำเนิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ)   อังกฤษเป็นแชมป์ โดยชนะเยอมนีตะวันตก  4 - 2  เป็นแชมป์ครั้งแรก และครั้งเดียวจนถึงทุกวันนี้  เป็นชาติเจ้าภาพทีมแรกที่ได้แชมป์  นับตั้งแต่อิตาลีทำได้ในปี ค.ศ.  1934 (พ.ศ.  2477) 

    รูปแบบการจัดการแข่งขันเหมือนครั้งที่แล้ว  ทีมที่เข้ารอบสุดท้าย  16  ทีม  แบ่งเป็น ทีมชาติอังกฤษ เจ้าภาพ ปี  1966 4  กลุ่ม ๆ  ละ  4  ทีม  เอา  2  ทีมที่มีคะแนนดีที่สุดเข้ารอบควอร์เตอร์ไฟนัล (ก่อนรองชนะเลิศ)  การจับสลากแบ่งกลุ่ม จัดขึ้น ที่โรงแรม โรยัล  การ์เดน  กรุงลอนดอน  ในวันที่  6  มกราคม  ค.ศ. 1966  เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดการจับสลากแบ่งกลุ่ม   อังกฤษ  เยอรมนีตะวันตก  บราซิล  และอิตาลี  เป็นทีมวาง

     แม้จะไม่มีใครสนใจบันทึกไว้ในเวลานั้น  แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้  ถือกันว่า  ทำประตูได้น้อยกว่าครั้งไหน ๆ  เนื่องจากแต่ละทีม ใช้กลยุทธการตั้งรับเป็นส่วนมาก

     กลุ่มที่  1  อังกฤษเป็นที่  1  ของกลุ่ม  (ทำได้แค่  4  ประตู  และไม่เสียประตูให้ทีมใด)  ตามด้วยอุรุกวัย  ส่งผลให้เม็กซิโกและฝรั่งเศสตกรอบแรก  ทุกนัดในกลุ่มนี้ เล่นที่สนามเวมบลีย์ ยกเว้นนัดที่อุรุกวัยกับฝรั่งเศส  เล่นที่สนามไวท์ ซิตี้

     กลุ่มที่  2  เยอรมนีตะวันตก  กับอาร์เจนตินา  เป็นที่  1  และที่  2  ตามลำดับ  สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ตกรอบแรก  (สวิตเซอร์แลนด์ แพ้รวดทั้งสามนัด)

      นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก ปี  1966  กลุ่มที่  3  เล่นที่โอลด์แทรฟฟอร์ด  และกูดิสันปาร์ค ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ  บราซิล  แชมป์เก่า ได้ที่สามของกลุ่ม  ตามหลังโปรตุเกส และฮังการี บัลแกเรีย เป็นทีมบ๊วยของกลุ่ม  บราซิลแพ้โปรตุเกส และฮังการีอย่างน่ากังขา  เนื่องจากทั้งสองนัด  ผู้ตัดสิน เป็นชาวอังกฤษ  คือ  เคนเน็ธ  ดักนัล และ จอร์จ  แม็คเคบ  ตัดสินโดยไม่สนใจการเล่นที่สกปรกหลายต่อหลายครั้ง ที่ผู้เล่นของโปรตุเกส และฮังการี ทำกับผู้เล่นคนสำคัญของบราซิล โปรตุเกส เข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก และทำได้ดีทีเดียว  พวกเขาชนะสามนัดรวดในกลุ่ม 3  โดยมีกองหน้าตัวกลั่นเป็นตัวชูโรง  ช่วยทีมได้เป็นอย่างมาก  คือ  ยูเซบิโอ  ฉายาเสือดำแห่งโมเซมบิก  เขาทำได้  9  ประตู เป็นดาวซัลโวสูงสุด ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ทีมเกาหลีเหนือ ที่ทำเซอร์ไพรส์ ปี 1966
ทีมเกาหลีเหนือ ทำเซอร์ไพรส์ ที่สุดในฟุตบอลโลก ปี 1966

     กลุ่มที่  4  เกิดการพลิกความคาดหมายมากที่สุด  เมื่อเกาหลีเหนือ ทีมจากเอเชีย ชนะอิตาลี  1 - 0 ทำให้อิตาลีแชมป์ 2 สมัย ตกรอบแรก เกาหลีเหนือ กับ สหภาพโซเวียตเข้ารอบต่อไป ชิลี ตกรอบแรกตามอิตาลี

     รอบควอร์เตอร์ไฟนัล (ก่อนรองชนะเลิศ) เยอรมนีตะวันตก ชนะอุรุกวัย  4 - 0  เป็นชัยชนะ ที่น่ากังขา  เนื่องจากนักเตะอุรุกวัยโต้เถียงกรรมการชาวอังกฤษ (จิม  ฟินนี) ที่ไม่ให้ลูกจุดโทษ ที่ชเนลลิงเกอร์ของเยอรมนี ทำแฮนด์บอลที่เส้นประตู และไล่ผู้เล่นอุรุกวัยออกจากสนาม  2  คน คือ โฮราซีโอ  โทรเช และเฮ็คเตอร์  ซิลวา  และที่เซอร์ไพรส์ที่สุด เมื่อเกาหลีเหนือนำโปรตุเกส  3 - 0  หลังจากเล่นไปได้  22  นาที  แต่เป็นซูเปอร์สตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งนี้  เสือดำแห่งโมเซมบิก  ยูเซบิโอ  ทีกลับหน้ามือเป็นหลังมือให้กับโปรตุเกส  เขาทำ  4  ประตู ในนัดนี้  ตามด้วยประตูที่  5  จากโฆเซ  ออกุสโต  ในนาทีที่  78  ทำให้โปรตุเกสชนะไป  5 - 3  หากไม่ได้ยูเซบิโอ  จะเป็นนัด ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกอีกนัดหนึ่งของเกาหลีเหนือ  (ที่รอบแรก ก็ชนะอิตาลี)

เสือดำแห่งโมซัมบิก  ยูเซบิโอ
ยูเซบิโอ  ซูเปอร์สตาร์ โปรตุเกส

        อีก  2  นัด  เฟเรนซ์  เบเน  ทำประตูสุดท้ายให้ฮังการี ก่อนที่จะพ่ายสหภาพโซเวียต ที่มีเลฟ  ยาชิน ผู้รักษาประตู เป็นซูเปอร์สตาร์อย่างเฉียดฉิว  1 - 2 และอังกฤษชนะอาร์เจนตินา 1 - 0  จากประตูโทนของเจฟฟ์  เฮิร์สท์  นัดนี้มีการทะเลาโต้เถึยงกันเกิดขึ้น  อันโตนิโอ  รัตติน  กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา  ถูกไล่ออกเป็นคนแรก ในการแข่งขันระดับชาติที่สนามเวมบลีย์  ภายหลัง  รูดอล์ฟ  ไครท์ไลน์  กรรมการชาวเยอรมนี กล่าวว่า ที่เขาไล่รัตตินออก เนื่องจากไม่พอใจที่รัตตินจ้องหน้าเขาอันโตนิโอ  รัตติน  กัปตันทีมอาร์เจนตินา  ถูกใบแดงแบบน่ากังขา (กรรมการ ไม่เข้าใจภาษาสเปนของรัตติน)   ครั้งแรกรัตติไม่ยอมออกจากสนาม  เจ้าหน้าตำรวจ ต้องคุ้มกันเขาออกจากสนาม  ผ่านไป  30  นาที อังกฤษ จึงทำได้  1  ประตูจากเฮิร์สท์ เป็นประตูเดียวของนัดนี้  ทุกวันนี้  ในประเทศอาร์เจนตินา ยังพูดกันว่า นัดนี้เป็นการปล้นชัยชนะแห่งศตวรรษ

     รอบรองชนะเลิศ  เป็นทีมจากยุโรปทั้งหมด  คู่แรกเป็นอังกฤษกับโปรตุเกส  เป็นนัดที่มีการโต้เถียงขัดแย้งกันเช่นเคย  โดยฟาดแข้งกันที่เมืองลิเวอร์พูล  เนื่องจาก เจ้าหน้าที่อังกฤษเข้ามาไกล่เกลี่ย  จึงเปลี่ยนไปแข่งที่สนามเวมบลีย์  บ๊อบบี้  ชาร์ลตัน  ทำ  2  ประตู ให้อังกฤษชนะโปรตุเกสไป  2 - 1  โปรตุเกสได้ประตูในนาทีที่  82  จากจุดโทษที่แจ๊ค  ชาร์ลตัน ทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ   อีกคู่หนึ่ง เยอรมนีตะวันตก ชนะสหภาพโซเวียต  2 - 1 เช่นกัน  ฟรานซ์  เบคเคนบาวเออร์  ทำประตูชัยให้เยอรมนี  โปรตุเกส จึงไปชิงที่สามกับสหภาพโซเวียต  และโปรตุเกสชนะไป 2 - 1 ได้ตำแหน่งที่สาม  ยอดเยี่ยมทีเดียว สำหรับทีมที่เพิ่งเข้ารอบสุดท้าย เป็นครั้งแรก

นัดชิงชนะเลิศ ปี 1966
นัดชิงชนะเลิศ ปี ค.ศ. 1966  อังกฤษกับเยอรมนีตะวันตก

     รอบชิงชนะเลิศ  สนามเวมบลีย์เป็นสังเวียนฟาดแข้ง ระหว่างอังกฤษเจ้าภาพ กับเยอรมนีตะวันตก ต่อหน้าคนดู  98,000  คน  นาทีที่  13 (12.32 นาที) เฮลมุท  ฮังเลอร์ ยิงประตูให้เยอรมนีนำก่อน 1 - 0  แต่  4  นาที่ต่อมา เจฟฟ์  เฮิร์สท์ ก็ตีเสมอให้อังกฤษเป็น 1 - 1  มาร์ติน  ปีเตอร์ ทำประตูให้อังกฤษ นำ  2 - 1  ในนาทีที่  78  เหลือเพียงหนึ่งนาที อังกฤษก็จะเป็นแชมป์โลกแล้ว  แต่กรรมการให้เยอรมนีตะวันตก ได้ลูกฟรีคิก  โวล์ฟกัง  เวเบอร์  จัดการกระแทกลูกข้ามเส้นประตู เข้าไปเป็น 2 - 2  ท่ามกลางการประท้วงของอังกฤษว่า มีการทำแฮนด์บอลในขณะที่เบียดเสียดกันในเขตโทษ แต่ก็ไร้ผล  หมดเวลา  90  นาที  เสมอกัน  2 - 2  ต้องต่อเวลาพิเศษ

    

ประตูเจ้าปัญหาของเจฟฟ์  เฮิร์สท์ ปี 1966
ประตูเจ้าปัญหาของเจฟฟ์ เฮิร์สท์

  ในนาทีที่  98  เจฟฟ์  เฮิร์สท์  กระแทกลูกชนคาน บอลกระเด้งลงกระทบเส้นประตูเร็วมาก  จนดูไม่ทันว่า เข้หรือไม่เข้าประตู  แต่กรรมการ  ก็อทท์ฟรีด  ดันส์ท  ก็เป่าให้เป็นประตู  ทำให้อังกฤษนำ  3 - 2  ท่ามกลางการประท้วงของผู้เล่น เยอมรมนี  แต่ไร้ผล   ประตูนี้ เป็นที่กล่าวขานกันเป็นเวลาถึงทศวรรษ (10  ปี) จนถึงปัจจุบัน ได้เอาภาพวิดีโอ มาตรวจสอบในระบบดิจิตอล  แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า ประตูที่สองของเจฟฟ์  เฮิร์สท์ ในนัดนี้ ไม่ข้ามเส้นประตู     

 

พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 มอบถ้วยจูลส์  ริเมต์ให้อังกฤษ ปี 1966
อังกฤษแชมป์โลกปี 1966
อังกฤษแชมป์โลก ค.ศ. 1966

   นาที่สุดท้าย  เป็นเจฟฟ์ เฮิร์สท์อีกครั้ง ที่เลี้ยงบอลเข้าไปยิงประตูที่สามของเขาอย่างง่ายดาย  ทำให้ชนะเยอรมนีตะวันไป  4 - 2  ประตูนี้เป็นตอกย้ำชัยชนะของอังกฤษ ตัดปัญหาประตูที่สอง ที่น่ากังขาของเขาไปได้  หมดเวลา  อังกฤษ  ชนะ  4 - 2  พระราชินีอลิซาเบธที่  2  ทรงพระราชทานถ้วยจูลส์  ริเมต์  ให้ผู้เล่นอังกฤษด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ณ สนามเวมลีย์  เป็นแชมป์โลกครั้งแรก  และครังเดียวของอังกฤษ ต้นกำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่  จนถึงทุกวันนี้

 

 

 

ครั้งที่  9 (ค.ศ. 1970/พ.ศ. 2513)

บราซิลทำแฮตริก เป็นแชมป์โลก  3  ครั้ง ครองถ้วยจูลส์  ริเมต์ เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  9  จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่  31  พฤษภาคม ถึง 21  มิถุนายน  ค.ศ.  1970 (พ.ศ. 2513)  เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ (ค่อนไปทางกลาง) และเป็นครั้งแรกที่จัดนอกทวีปอเมริกาใต้ และยุโรป  บราซิลเป็นแชมป์โลกครั้งที่  3  ฟีฟ่า เลยมอบถ้วยจูลส์  ริเมต์ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร

    ทีมบราซิลชุดนี้  มีซูเปอร์สตาร์หลายคน  เช่น  เปเล่ (เล่นฟุตบอลโลก ครั้งนี้เป็นครั้งที่  4  และเป็นครั้งสุดท้ายของเขา) คาร์ลอส  อัลแบร์โต  โคลโดอัลโด  เกอร์สัน  แจร์ซินโฮ  ริเวลิโน  และทอสเทา  ถือกันว่าเป็นทีมที่เล่นเร้าใจที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้  ได้เห็นการพลิ้ว ลากเลื้อย การเล่นที่เร้าใจ หลังจากที่เล่นกันด้วยกำลังในฟุตบอลโลก  ปี ค.ศ. 1962  และ  1966  และแฟนบอลส่วนมากถือว่า  เป็นฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์

     รอบแรก  รูปแบบการจัดเหมือนกับปี ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509)  16  ทีม ที่ผ่านรอบคัดเลือก  แบ่งเป็น  4  กลุ่ม ๆ  ละ  4  ทีม  เล่นแบบพบกันหมด  เอาทีมที่ 1 และที่ 2 เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (ควอร์เตอร์ไฟนัล) เป็นครั้งแรก ที่ใช้การนับประตูได้เสีย (แทนการเล่นเพลย์อ๊อฟ และการนับประตูเฉลี่ย)  หาก  2  ทีมมีประได้เสียเท่ากัน  ก็จะจับสลาก เลือกเอาทีมที่โชคดีเข้าไปเล่นรอบต่อไป

     กลุ่ม 1  เจ้าภาพเม็กซิโก  ได้เข้ารอบรอบต่อไป  ตามด้วยสหภาพโซเวียต  แม้ว่าจะมีการประท้วง  เนื่องจากการตัดสินเข้าข้างเจ้าภาพ ในนัดที่เม็กซิโกขนะเบลเยี่ยม  1 - 0 และชนะเอล ซัลวาดอร์ 4 - 0

     กลุ่ม 2  อุรุกวัย  แชมป์อเมริกาใต้ และอิตาลีแชมป์ยุโรป เข้ารอบต่อไป  ส่วีเดนและอิสราเอล ตกรอบแรก

     กลุ่ม 3  มีเหตุการณ์น่าจดจำไว้  คือ  นัดที่บราซิลปะทะกับแชมป์เก่า อังกฤษ ซึ่งเปเล่เล่าว่า มีลูกหนึ่งที่เขายิงอย่างแม่นยำ และแน่ใจว่าเข้าแน่ ๆ แต่กอร์ดอน  แบ๊งค์  นัดหนึ่งในฟุตบอลโลก  1970ผู้รักษาประตูอังกฤษกลับเซฟได้ เป็นการเซฟที่มหัศจรรย์ที่สุดของแบ๊งค์   บราซิลกับอังกฤษ เข้ารอบต่อไป  โรมาเนีย กับเชโกสโลวะเกีย ตกรอบแรก

     กลุ่ม 4  เยอรมนีตะวันตก กับเปรู  เข้ารอบต่อไป บัลแกเรีย กับโมร็อกโก ตกรอบแรก

     รอบก่อนรองชนะเลิศ (ควอร์เตอร์ไฟนัล)  รอบรองชนะเลิศ และชิงที่สาม

     รอบก่อนรองชนะเลิศ  อิตาลีพบกับเจ้าภาพเม็กซิโก  เม็กซิโกนำก่อน 1 - 0 จากประตูของโฆเซ่  กอนซาเลส  แต่อิตาลีก็ตีเสมอเป็น 1 - 1 จากการเข้าประตูตัวเองของกุสตาโว  เปนา ของเม็กซิโก  ก่อนหมดครึ่งแรก  เร่ิมครึ่งหลัง อิตาลีเล่นได้เหนือกว่า  ทำได้อีก  3  ประตู จากลุยจิ ริว่า  2  ประตู และอีก  1  ประตู จากจิอันนี  ริเวรา  อิตาลีชนะไป 4 - 1  เข้ารอบรองชนะเลิศ บราซิลพบกับเปรู และถล่มไป  4 - 2  เข้ารอบรองชนะเลิศ อุรุกวัยพบกับสหภาพโซเวียต  90  นาที เสมอกัน 0 - 0 ต้องต่อเวลาพิเศษ  จนกระทั่งเหลือ  5  นาทีจะหมดเวลา ของการต่อเวลาพิเศษ ยังเสมอกัน 0 - 0  อุรุกวัยจึงได้ประตูชัย จากวิคเตอร์  เอสปาร์ราโก ชนะสหภาพโซเวียตไป 1 - 0  เข้ารอบรองชนะเลิศ  คู่สุดท้าย  อังกฤษแชมป์เก่า  พบกับคู่ชิงชนะเลิศครั้งที่แล้ว เยอรมนีตะวันตก เป็นนัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนัดหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก อังกฤษต้องเสียกอร์ดอน  แบ๊งค์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง เนื่องจากป่วยด้วยอาหารเป็นพิษ  ผู้รักษาประตูสำรอง ปีเตอร์  โบเน็ตติ  จึงลงเฝ้าเสาแทน  ครึ่งแรกเสมอกัน 0 - 0  เริ่มครึ่งหลัง อังกฤษนำเยอรมนีอยู่ 2 - 0  และดูเหมือนว่าจะชนะอยู่แล้ว แต่เยอรมนี ก็ตีตื้นได้ 1 ประตู ในนาทีที่ 68 จากฟรานซ์  เบคเคนเบาเออร์ เยอรมนีตามมาเป็น 1 - 2 กุนซืออังฤษ อัลฟ์  แรมเซย์ กลัวทีมจะเพลี่ยงพล้ำ  จึงถอดบ๊อบบี  ชาร์ลตัน ซึ่งดูอ่อนโรยออก เมื่อขาดชาร์ลตัน  อังกฤษจึงขาดความเชื่อมั่น  เยอรมนีจึงตีเสมอจนได้ ก่อนหมดเวลา  8  นาที จากการโหม่งของอูเว่  ซีเลอร์ อังกฤษ 2  เยอมรมนีตะวันตก 2  หมดเวลา เสมอกัน 2 - 2  ต้องต่อเวลาพิเศษ  เริ่มเล่นในการต่อเวลาพิเศษ เกมเปลี่ยนไปทันที  เยอรมนีเล่นได้ดีกว่าอังกฤษอย่างเห็นชัด และเยอรมนีก็ถอนแค้นได้ จากประตูชัยของแกร์ด  มุลเลอร์ ในนาทีที่ 108  จากการผิดพลาดของปีเตอร์  โบเน็ตติ ผู้รักษาประตูอังกฤษ เยอรมนีตะวันตก หยุดแชมป์เก่าคู่แค้นได้ 3 - 2 เข้ารอบรองชนะเลิศ  ชาวอังกฤษพูดว่า หากนัดนี้ มีกอร์ดอน แบ๊งค์ ทีมของพวกเขา ไม่แพ้แน่

     รอบรองชนะเลิศ  เป็น  4  ทีม ที่เคยเป็นแชมป์โลกมาแล้วทั้งนั้น  คู่แรก  อุรุกวัยพบกับบราซิล  คู่ที่  2  อิตาลีพบกับเยอรมนีตะวันตก  บราซิลจัดการถล่มเพื่อร่วมทวีปได้โดยไม่ยากนัก  3 - 1  อีกคู่หนึ่ง ถือว่าเป็นนัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกนัดหนึ่งเช่นเคยในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก อิตาลีนำก่อน 1 - 0 จากโรแบร์โต  โบนินเซนญ่า  ในนาทีที่ 8  ที่เล่นชิ่งกันกับลุยจิ  ริว่า อย่างยอดเยี่ยมก่อนจะซัดเข้าประตูไป แต่เยอรมนี ก็กดดันจนตีเสมอได้อย่างเฉียดฉิวก่อนหมดเวลา จากสวีปเปอร์          คาร์ล-ไฮนซ์  ชเนลลิงเกอร์ (ต่อมาไปเล่นกับสโมสร เอซี.มิลานของอิตาลี) หมดเวลาเสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ  แกร์ด  มุลเลอร์ ยิให้เยอรมนีออกนำไปก่อน ในนาทีที่ 94 สกอร์รวม 2 - 1 ก่อนที่อิตาลีจะตีเสมอได้เป็น 2 - 2 จากทาร์จิซิโอ เบอร์จนิช ผู้เล่นกองหลัง  ในนาทีที่ 104   ริว่าของอิตาลี ยิงผ่านมือเซปป์  ไมเออร์ เป็น 3 - 2 และอิตาลียิงได้อีก 1 ประตูจากจิอันนี  ริเวร่า ในนาทีที่ 111  อิตาลีชนะไป 4 - 2  เข้าไปชิงชนะเลิศกับบราซิล นัดนี้ ถือกันว่า เป็นนัดที่ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ  เยอรมนีตะวันตก ไปชิงที่สามกับอุรุกวัย และขนะไป 1 - 0 ได้ที่สาม

บราซิลชิงชนะเลิศกับอิตาลีปี ค.ศ. 1970
คู่ชิงชนะเลิศ ปี ค.ศ. 1970 บราซิลกับอิตาลี

     รอบชิงชนะเลิศ  ณ สนามอัซเตก้า บราซิลโจมตีก่อน และก็ทำประตูได้จากลูกโหม่งของเปเล่ ในนาทีที่ 8  โดยการผ่าน ของริเวลิโน แต่อิตาลีก็ตีเสมอได้ จากโรแบร์โต  เบนินโญ่ อันเกิดจากความผิดพลาด ของกองหลังบราซิล  หมดครึ่งแรก เสมอกัน 1 - 1  เริ่มครึ่งหลัง  บราซิล เล่นได้เร้าใจและสร้างสรรค์เกมได้มากขึ้น อิตาลีเอาแต่ตั้งรับ  เกอร์สัน

เปเล่ ค.ศ. 1970
เปเล่ เล่นได้ยอดเยี่ยมมาก ที่เม็กซิโก เหมือนปี 1958 ที่สวีเดน

ยิงประตูที่ 2 ให้บราซิลออกนำ 2 - 1 และเขาก็โยนลูกฟรีคิก ให้เปเล่ โหม่งต่อให้แจร์ซินโฮ ยิงเข้าไป บราซิล 3 อิตาลี 1  เปเล่โชว์ลีลาลากเลื้อย อันยอดเยี่ยมของเขาผ่านกองหลังอิตาลี ก่อนที่จะถวายพานให้กัปตันทีมคาร์ลอส  อัลแบร์โต ซัดเข้าไปเป็นประตูสุดท้าย  ก่อนที่ บราซิล จะชนะไป  4  - 1  ได้แชมป์เป็นสมัยที่ 3  และได้ครองถ้วยจูลส์  ริเมต์  เป็นกรรมสิทธิ์ ถาวร  เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก และเปเล่ได้รับฉายาว่า "ไข่มุกดำ ราชาลูกหนังโลก" ตั้งแต่นั้นมา  เป็นคนเดียวที่ได้แชมป์โลก  3  สมัย จนทุกวันนี้ ยังไม่มีใครทำได้ เหมือนเปเล่

 

ครั้งที่  10 (ค.ศ. 1974/พ.ศ. 2517)    

ถ้วยฟีฟ่าเวิร์ลด์คัพ
ถ้วยฟีฟ่าเวิร์ลด์คัพ ใช้ปี ค.ศ. 1974 เป็นคร้งแรก

   ฟุตบอลโลกครั้งที่  10  จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีตะวันตก  ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517)  เป็นครั้งแรกที่ใช้ถ้วยฟีฟ่าเวิร์ลด์คัพที่ใ้ช้อยู่ในปัจจุบัน  ออกแบบและหล่อ โดยช่างชาวอิตาลีชื่อ ซิวิโอ  กัซซานิก้า  เป็นถ้วยรางวัลแก่ทีมที่เป็นแชมป์  หลังจากถ้วยรางวัลอันแรก จูลส์  ริเมต์  เป็นกรรมสิทธิถาวรของบราซิล ที่เป็นแชมป์โลกครั้งที่ 3 ใน ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 1513) เจ้าภาพเยอรมนีตะวันตก เป็นแชมป์ หลังจากชนะเนเธอร์แลนด์ ในนัดชิงชนะเลิศ 2 - 1  เป็นแชมป์ครั้งที่ 2 ของเยอรมนีตะวันตก หลังจากที่เคยเป็นแชมป์มาแล้ว ในปึ ค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497)

     ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีผู้สอนใจค่อนข้างน้อย การแข่งขัน จัดขึ้นในสภาพอากาศที่เลวร้าย และการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากเกิดเหตุสลดใจ เมื่อมีนักกรีฑายิว  11  คน ถูกผูั้ก่อการร้าย ชาวปาเลสไตน์ ฆ่าตายในระหว่างการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี ค.ศ. 1972  (พ.ศ. 2495)  ทีมจากยุโรปตะวันตกที่ผ่านรอบคัดเลือก มีเพียงเล็กน้อย  ส่วนมากตกรอบคัดเลือกก่อน 

     คาร์ลอส  คาสเซลี ของชิลี เป็นผู้เล่นคนแรกที่ถูกใบแดงไล่ออก ในฟุตบอลโลก ในนัดที่พบกับเยอรมนีตะวันตก  ใบแดงนำมาใช้ครั้งแรก ในฟุตบอลโลก ปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 1513)  แต่ครั้งนั้น ไม่มีผู้ถูกใบแดง รูปแบบการจัดการแข่ง เปลี่ยนจากครั้งที่แล้ว  16 ทีม ที่ผ่านรอบคัดเลือก แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ  ละ  4 ทีม เอา  2  ทีมที่มีคะแนนดีที่สุดของแต่ละกลุ่ม เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มรอบ 2  ในรอบ 2 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 4 ทีม เอาทีมที่ชนะเลิศของกลุ่มไปชิงชนะเลิศ และทีมที่ได้อันดับสองของกลุ่ม ไปชิงที่สาม    

โจฮันส์  คร้อยฟ์
ทีมเนเธอร์แลนด์ ใช้เทคนิคโททั่ลฟุตบอล เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ และเร้าใจอย่างมาก

  ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีสองทีมที่เล่นได้ดีเป็นพิเศษในรอบแรก คือ เนเธอร์แลนด์ ที่ใช้เทคนิคโททั่ลฟุตบอล (คือทุกตำแหน่ง เล่นแทนกันได้หมด ตำแหน่งใดว่าง ตำแหน่งอื่นต้องมาแทน ไม่ยึดกับตำแหน่ง) ซึ่งบุกเบิกโดยสุดยอดสโมสรฟุตบอลของดัทช์ คือ สโมสรไอแอกซ์ (หรืออาแจกซ์)  ทีมดัทช์เข้ารอบสองเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม (กลุ่ม 3) โดยชนะอุรุกวัย และบัลแกเรีย เสมอสวีเดน  สวีเดินเข้ารอบสองตามทีมดัทช์  หลังจากชนะอุรุกวัย 3 - 0 อีกทีมหนึ่ง คือ โปแลนด์ ที่เป็นที่หนึ่งของกลุ่ม (กลุ่ม 4) ที่มีสองทีมดังร่วมกลุ่มด้วย คือ อาร์เจนตินากับอิตาลี  แต่พวกเขาก็ชนะอาร์เจนตินา 3 - 2 ชนะอิตาลี 2 - 1 และถล่ม เฮติ 7 - 0 ทำให้อิตาลีแชมป์โลก 2 สมัย ตกรอบแรก เนื่องจากประตูได้เสียเป็นรองอาร์เจนตินา (มี 3 คะแนนเท่ากัน อาร์เจนตินา มีประตูได้ + 2  อิตาลี + 1) อิตาลีไม่เสียประตูให้ใครมา 19 นัด ในการเล่นระดับชาติ ซึ่งดิโน ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตู มีสถิติไม่เสียประตูถึง 1142 นาที แต่มาเสียสถิติ ในนัดพบกับทีมเฮติ โดยเอ็มมานูเอล  ซานอน ของเฮติทำลายสถิติของเขา (แต่นัดนี้ อิตาลิก็ชนะ 3 - 1)

     กลุ่ม 2 มี 3 ทีมที่คะแนนเท่ากันหมด คือ ยูโกสลาเวีย บราซิล และส๊อตแลนด์ คือ 4 คะแนน  ในนัดที่พบกันเอง ทั้ง 3 ทีมเสมอกันหมด แต่ทั้ง 3 ทีม ชนะทีมแซร์หมด โดยยูโกสลาเวีย ชนะ 9 - 0 บราซิล ชนะ 3 - 0 และสก๊อตแลนด์ ชนะ 2 - 0 จึงนับประตูได้เสีย ยูโกสลาเวียเป็นที่หนึ่ง บราซิล เป็นที่ 2 เข้ารอบสอง

     กลุ่ม 1  2 ชาติเยอรมนีเข้ารอบสองด้วยกัน  โดยเยอรมนีตะวันออก เป็นที่ 1  เยอรมนีตะวันตกเป็นที่ 2 ทั้งสองทีมชนะชิลีและออสเตรีย ในนัดที่พบกัน เยอรมนีตะวันออกชนะ 1 - 0 จากประตูของ เจอร์เกน  สปาร์วาสเซอร์  การพ่ายแพ้ของเจ้าภาพในนัดนี้ เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงทีม จนทำให้พวกเขาได้แชมป์   

โจฮันส์  คร้อยฟ์
โจฮันส์  คร้อยฟ์  ตำนานหมายเลข 14 ของเนเธอร์แลนด์

รอบแบ่งกลุ่มรอบสอง  กลุ่ม เอ  โจฮันส์  คร้อยฟ์ เล่นได้อย่างเร้าใจ ช่วยให้ดัทช์ ถล่มอาร์เจนตินา 4 - 0 เขาทำได้ 2 ประตู  บราซิล ชนะ เยอรมนีตะวันออก 1 - 0  ดัทช์ ชนะ เยอรมนีตะวันออก 2 - 0 สงครามลูกหนัง ระหว่างสองมหาอำนาจลูกหนังแห่งอเมริกาใต้ บราซิล ชนะอาร์เจนตินาอย่างกระท่อนกระแท่น 2 - 1 อาร์เจนตินา เสมอเยอรมนีตะวันออก 1 - 1 ในนัดชี้ชะตา ระหว่างเนเธอร์แลนด์ กับ บราซิล เนเธอร์แลนด์ ชนะ 2 - 0 จากโจฮันส์ นีสเก้น และโจฮัสส์  คร้อยฟ์  เนเธอร์แลนด์ จึงเข้ารอบชิงชนะเลิศ  กลุ่ม  บี  เยอรมนีตะวันตก เจ้าภาพกับโปแลนด์ ชนะยูโกสลาเวียและสวีเดน  ในนัดชี้ชะตา เยอรมนีตะวันตก ชนะ 1 - 0 จากประตูโทนของแกร์ด  มุลเลอร์ ในนาทีที่ 76 ส่งเจ้าภาพไปชิงชนะเลิศกับเนเธอร์แลนด์ ส่วนโปแลนด์ ไปชิงที่สาม กับ บราซิล และชนะ 1 - 0  ได้ที่สาม

แกร์ด  มุลเลอร์
แกร์ด  มุลเลอร์  เี้อี้ยตัว ยิงให้เยอรมนีตะวันตกนำ 2 - 1

     รอบชิงชนะเลิศ  เยอรมนีตะวันตกเจ้าภาพ นำโดย ฟรานซ์  เบคเคนเบาเออร์  ตำนานยอดลิเบอโร (สวีปเปอร์) ของเยอรมีตะวันตก  ในขณะที่ดัทช์ มีซูเปอร์สตาร์ โจฮันส์  คร้อยฟ์ และระบบโททั่ลฟุตบอล ที่ทำให้การแข่งขันตื่นเต้นนเร้าใจ  เล่นไปเพียงนามีเดียว  โจฮันส์  คร้อยฟ์ ก็ลากเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษของเยอรมนีตะวันตก  ถูกอูลี  เฮอร์เนส  สกัดล้มลงในเขตโทษ  กรรมการเป่าเป็นจุดโทษ  โจฮันส์  นีสเก้นส์  ยิงเข้าไป  ดัทช์นำ  1 - 0 โดยที่ผู้เล่นเยอรมนีตะวันตก ยังไม่ได้สัมผัสบอลสักคน  เยอรมนีตะวันตนกพยายามเอากลับคืน ในนาทีที่ 26 จึงได้ลูกจุดโทษเจ้าปัญหา  เมื่อแบร์นด์  โฮลเซนไบน์ ล้มลงในเขตโทษของดัทช์  กรรมการชาวอังกฤษเป่าให้จุดโทษ ท่ามกลางการประท้วงของนักเตะดัทช์  แต่เป็นผล  พอล  ไบรท์เนอร์  จัดการตีเสมอเป็น 1 - 1  จุดโทษ  2  ลูกนี้  เป็นจุดโทษครั้งแรก ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก  เยอรมนีตะวันตกบุกหนัก  แต่ก็ทำประตูไม่ได้  จนกระทั่งในนาทีที่ 43  แกร์ด  มุลเลอร์ ก็เอี้ยวตัวยิงเข้าประตูไป จากการส่งของโฮลเซนไบน์  เยอรมนีตะวันตกนำ 2 - 1 จนหมดครึ่งแรก

เบคเคนเบาเออร์กับถ้วยฟีฟ่า
เบคเคนเบาเออร์กับลูกทีมรับถ้วยฟีฟ่า
เบคเคนเบาเออร์ กับลูกทีม รับถ้วยฟีฟ่า ค.ศ. 1974

     ครึ่งหลัง  มุลเลอร์ ซัดประตูเข้าไป แต่กรรมการไม่ให้ เพราะล้ำหน้า  ในนาทีที่ 85 โฮลเซนไบน์  ถูกทำฟาวล์อีกครั้ง  แต่ครั้งนี้ กรรมการไม่ให้จุดโทษ  ในที่สุดหมดเวลา  90  นาที  เยอรมนีตะวันตก  แชมป์ยุโรป  ปี  ค.ศ. 1972  (พ.ศ.  2515)  ก็กลายเป็นแชมป์ฺโลก อีกครั้ง เป็นครั้งที่  2  ต่อจาก ปี ค.ศ. 1954 (พ.ศ.  2497)

 

 

 

 

 

ครั้งที่  11  (ค.ศ.  1978/พ.ศ.  2521)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  11  จัดขึ้นที่ประเทศอาร์เจนตินา ระหว่างวันที่  1 - 25  มิถุนายน  ค.ศ.  1978 (พ.ศ. 2521) อาร์เจนตินา เจ้าภาพ เป็นแชมป์โลก โดยชนะเนเธอแลนด์  3 - 1  หลังจากต่อเวลาพิเศษ  ในนัดชิงชนะเลิศ  เป็นครั้งแรก ที่อาร์เจนตินาได้แชมป์ และเป็นทีมที่ 5 ที่เป็นเจ้าภาพ แล้วได้แชมป์ (4 ทีมแรก คือ อุรุกวัย  อิตาลี  อังกฤษ  และเยอรมนีตะวันตก)

    รูปแบบการจัดการจัดการแข่งขัน เหมือนกับครั้งที่แล้ว  16 ทีม ที่ผ่านรอบคัดเลือก  แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 4 ทีม  ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 2 ทีม ของแต่ละกลุ่ม จะเข้าไปเล่นในรอบสอง ซึ่งเป็นเป็น 2 กุ่ม ๆ ละ 4 ทีม ทีมชนะเลิศของแต่ละกลุ่ม จะไปชิงชนะเลิศ และทีมที่สองของแต่ละกลุ่ม จะไปชิงที่สาม

     รอบแรก  ดำเนินไป อย่างผิดความคาดหมายมาก โปแลนด์ เป็นแชมป์กลุ่ม 2 เสมอกับเยอรมนีตะวันตกแชมป์เก่า 0 - 0 และชนะตูนีเซียกับเม็กซิโก เยอรมนีตะวันตกแชมป์เก่า เล่น 2 นัด เสมอทัี้้งสองนัด โดยทำประตูไม่ได้เลย แต่ก็มาแก้ตัวได้ โดยชนะเม็กซิโก 6 - 0  กลุ่มนี้ ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลกว่า ตูนีเซีย ทีมจากอาฟริกา เป็นทีมแรกที่ชนะ ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย  โดยชนะเม็กซิโก 3 - 1

   เปรูควงคู่เนเธอร์แลนด์ เข้ารอบสองในกลุ่ม 4 สก๊อตแลนด์ ตกรอบแรกเพราะประตูได้เสียเป็นรองเช่นเคย (คะแนน  3  คะแนนเท่ากับเนเธอร์แลนด์ ประตูได้เสียเป็นรอง)  เทโอฟิโล  คูบิญาส เป็นดาวเด่นของเปรู ทำ 2 ประตูในนัดที่ชนะสก๊อตแลนด์ 3 - 1 และทำแฮตทริกได้ ในนัดที่ชนะอิหร่าน 4 - 1  ร็อบ  เรนเซนบริงค์ ทำ 3 ประตู ให้เนเธอร์แลนด์ชนะอิหร่าน 3 - 0 สก๊อตแลนด์ เสมออิหร่าน 1 - 1 และนัดสุดท้ายของกลุ่ม สก๊อตแลนด์ ชนะเนเธอร์แลนด์ 3 - 2 แต่ไม่เพียงพอที่จะเข้ารอบ อิหร่านแชมป์เอเชีย ตกรอบแรกโดยไม่ชนะเลย

     ที่เซอร์ไพรส์ที่สุด ในกลุ่ม 3 อสสเตรียเป็ฯที่ 1 ของกลุ่ม ตามด้วยบราซิล  ออสเตรียชนะสเปน และสวีเดน ในขณะที่บราซิล เสมอกับทั้งสองทีม บราซิล ต้องชนะออสเตรียสถานเดียวจึงจะเข้ารอบ และพวกเขาก็ทำได้ โดยชนะ 1 - 0 จาก โรแบร์โต  ไดนาไมต์ ดังนั้น บราซิล และออสเตรีย จึงเข้ารอบสองด้วยคะแนนเท่ากัน แต่ออสเตรีย ประตูได้เสียดีกว่า  จึงเข้าเป็นที่หนึ่ง

    กลุ่ม 1  เป็นสายที่หินที่สุึดในรอบแรก  มีอิตาลี แชมป์ 2 สมัย อาร์เจนตินา เจ้าภาพ  ฝรั่งเศส  และฮังการี  อิตาลี และอาร์เจนตินา  ชนะทั้งฝรั่งเศสและฮังการี  ต้องมาตัดสินว่า ทีมใดจะเป็นที่ 1 ของกลุ่ม  ซึ่งจะได้เล่นในกรุงบัวโนส แอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา  ซึ่งอิตาลีชนะเจ้าภาพ 1 - 0 จากโรแบร์โต  เบตเตก้า อาร์เจนตินา จึงต้องเดินทางไปเล่นที่เมืองโรซาริโอ

   

รอบสอง

     กลุ่มเอ  เป็นทีมจากยุโรปทั้งหมด เนเธอร์แลนด์ กลุ่มออสเตรีย 5 - 1  จอห์น เร็ป ทำได้ 2 ประตู  เสมอกับเยอรมนีตะวันตก แชมป์เก่า คู่ชิงชนะเลิศครั้งที่แล้ว 2 - 2 ก่อนหน้านั้น เยอรมนีตะวันตก ก็เสมอกับอิตาลี 0 - 0  อิตาลี ชนะ ออสเตรีย 1 - 0 และเมื่ออิตาลีและเนเธอร์แลนด์มาเผชิญหน้ากันในนัดสุดท้าย เพื่อแย่งกันเข้าไปชิงชนะเลิศ เออร์นี  บรานดท์ส ของเนเธอร์แลนด์ ทำเข้าประตูตัวเองให้อิตาลีนำก่อน 1 - 0 ในครึ่งแรก แต่เขาก็มาแก้ตัวได้ในครึ่งหลัง นาทีที่ 50 ตีเสมออิตาลีเป็น 1 - 1 ก่อนที่อารี  ฮาน  จะทำประตูชัยได้ ในนาทีที่ 75 ทำให้เนเธอร์แลนด์ ชนะไป 2 - 1 เข้าไปชิงชนะเลิศ เป็นครั้งที่สองติดต่อกัน เยอรมนีตะวันตก ทำเซอร์ไพรส์ที่สุด เมื่อพ่ายแพ้ต่อออสเตรีย 2 - 3 ทำให้พลาดการเข้าไปชิงชนะเลิศ

ทีมดัทช์ ปี ค.ศ. 1978
ทีมดัทช์ เข้าชิงชนะเลิศ เป็นปีที่สองติดต่กัน

    กลุ่ม บี  เป็นสงครามลูกหนัง ระหว่างอาร์เจนตินากับราซิล มีข้อที่น่ากังขา  นักแรกของกลุ่ม บราซิลชนะเปรู 3 - 0 ในขณะที่อาร์เจนตินา ชนะ โปแลนด์ 2 - 0  บราซิล กับอาร์เจนตินา เล่นกันอย่างตึงเครียด และรุนแรง จบลงด้วยการเสมอกัน 0 - 0 มี 3 คะแนนเท่ากัน ต้องไปตัดสินว่า ทีมใดจะเข้าชิงชนะเลิศ  บราซิลมีภาษีดีกว่า ตรงที่มีประตูได้เสียมากกว่า 1 ประตู  ในนัดสุท้าย บราซิลพบโปแลนด์ เล่นก่อนคู่อาร์เจนตินาพบเปรู หลายชั่วโมง ทำให้เป็นที่น่ากังขา 

อาร์เจนตินากับโปแลนด์ ปี ค.ศ. 1978
เจ้าภาพอาร์เจนตินา ชนะโปแลนด์ 2 - 0

บราซิล ชนะโปแลนด์ 3 - 1 อาร์เจนตินา จะต้องชนะเปรูถึง 4 - 0 จึงจะเข้าไปชิงชนะเลิศ  ซึ่งพวกเขาทำได้ง่าย อย่างน่ากังขา ครึ่งแรกนำอยู่ 2 - 0  ครึ่งหลัง เปรูเล่นแบบไม่ตั้งใจ จึงทำให้อาร์เจนตินา ถลุงไปอีก 4 ประตู ชนะไปในที่สุด 6 - 0 เข้าชิงชนะเลิศกับเนเธอร์แลนด์ได้สำเร็จ  บราซิลจึงวิจารณ์ว่า เปรูช่วยเจ้าภาพให้เข้าไปชิงชนะเิลิศ โดยไม่ตั้งใจเล่น (โดยเฉพาะ ผู้รักษาประตู รามอน ควิโรก้า  ที่เกิดในอาร์เจนตินา) แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์  บราซิลจึงไปชิงที่สามกับอิตาลี และได้ที่สาม ซึ่งโค้ช เคลาดิโอ  คูตินโญ่ ให้สมญานามบราซิลว่า "เป็นแชมป์ โดยชอบธรรมอย่างแท้จริง"  เนื่องจากพวกเขาไม่ได้แชมป์โลก แต่ก็ไม่แพ้ทีมใดเลยในฟุตบอลโลกครั้งนี้

   

รอบชิงชนะ   

โจฮันส์  คร้ยฟ์
โจฮัสน์  คร้อยฟ์ ในนัดชิงชนะ้เลิศ กับเจ้าภาพเช่นเคย ในปี 1978

    อาร์เจนตินา กับเนเธอร์แลนด์ ก็มีข้อน่ากังขาเช่นเคย  ดัทช์กล่าวหาว่า อาร์เจนตินา ใช้กลยุทธ์ถ่วงเวลา เพื่อเล่นต่อเวลาพิเศษ ทีมเจ้าภาพ ออกมาล่าช้า และขอร้องให้เรเน่  เดอ เคอร์คอฟ ถอดเฝือกปูนปาสเตอร์ ที่แขนออก ทำให้ทีมดัทช์ ไม่พอใจ เดินออกจากสนาม  กรรมการก็ไกล่เกลี่ยให้เริ่มการแข่งขันได้  ในเวลา 90 นาที เสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

มาริโอ  เคมเปส
มาริโอ  เคมเปส กองหน้าอาร์เจนตินา ทำได้  2 ประตู ในนัดชิงชนะเลิศ

      ในช่วงต่อเวลาพิเศษ อาร์เจนตินา เจ้าภาพ เป็นต่อในด้านเสียงเชียร์ ยิงได้อีก 2 ประตู จากมาริโอ เคมเปส  และเป็นดาวซัลโวสูสุด ของการแข่งขันครั้งนี้ คือ 6 ประตู เนเธอร์แลนด์ พ่ายในนัดชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งก็พ่ายแพ้แก่เจ้าภาพ

 

 

พาสซาเรลล่า กัปตันทีม ชูถ้วยฟีฟ่าเวิร์ดคัพ
  ดาเนียล  พาสซาเรลล่า กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ชูถ้วย ฟีฟ่า เวิร์ลด์คัพ

        ครั้งที่แล้ว (ค.ศ. 1974) ก็พ่ายแก้เยอรมนีตะวันตก ซึ่งเป็นเจ้าภาพครั้งนั้น  อาร์เจนตินา เป็นแชมป์โลกครั้งแรก  ดาเนียล  พาสซาเรลล่า  กัปตันทีมอาร์เจนตินา นำลูกทีม รับถ้วยฟีฟ่าเวิร์ดคัพ  ฉลองชัย ด้วยความยินดีปรีดา

 

อ่านต่อข้างบนขวา

 

ครั้งที่  12  (ค.ศ. 1982/พ.ศ. 2525)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่  12  จัดขึ้นที่ประเทศสเปน  ระหว่าง วันที่ 13 มิถุนายน ถึง วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)  อิตาลีเป็นแชมป์โลกครั้งที่ 3 เท่ากับราซิล (หลังจาก เป็นแชมป์โลก ปี ค.ศ. 1934 และ 1938) โดยชนะเยอรมนีตะวันตก 3 - 1 ในนัดชิงชนะเลิศ การแข่งขันครั้งนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่ และดีที่สุดเป็นครั้งที่สอง ต่อจากปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) และเป็นครั้งแรก ที่เพิ่มทีมเข้ารอบสุดท้าย จาก 16 ทีม เป็น 24 ทีม

   รอบแรก

    รูปแบบการแข่งขัน เปลี่ยนแปลงจากครั้งที่แล้ว  24 ทีม ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ๆ  ละ  4 ทีม เอาทีมที่ 1 และที่ 2 เข้ารอบสอง ในรอบสอง จะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ  ละ 3 ทีม ผู้ชนะเลิศของแต่ละกลุ่ม จะเข้ารอบรองชนะเลิศ การเพิ่่มทีม จาก 16 ทีม เป็น 24 ทีม ของฟีฟ่า เพื่อเป็นการเปิดโอกาส ให้ทีมเข้าร่วมการแข่งขันให้มากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อเปิดโอกาส ให้ทีมจากอเมริกาเหนือ  อาฟริกา และเอเชีย

    รอบแรก มีการเซอร์ไพรส์ เมื่อทีมอ่อนชั้น เล่นได้ยอดเยี่ยม ในกลุ่ม 1 คาเมรูน ที่เข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก เสมอกับทีมชั้นนำอย่างโปแลนด์ และอิตาลี (ซึ่งต่อมา เป็นแชมป์ครั้งนี้) และก็ตกรอบแรก เพราะประตูได้เสียน้อยกว่าอิตาลี แต่ก็มีข้อกังขาในกลุ่มนี้ คือ นัดที่เปรูพบกับคาเมรูน  กองหน้าคาเมรูน โรเจอร์ มิลล่า ยิงประตูเข้าไป แต่กรรมการไม่ให้ อ้างว่าลำหน้า แต่ดูจากภาพรีเพลย์  มิลล่า ไม่ล้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นข้อถกเถียงว่า ถ้าได้ประตูนี้ คาเมรูนจะเข้ารอบ แทนที่จะเป็นอิตาลี ผลออกมา โปแลนด์ และอิตาลีเข้ารอบสอง

   กลุ่ม 2 อัลจีเรีย ทำเซอร์ไพรส์ เมื่อชนะเยอรมนีตะวันตก แชมป์ยุโรป และแชมป์โลก 2 สมัย 2 - 1 ในกลุ่มนี้ ก็มีข้อกังขา คือ มีการถกเถียงกันว่า เยอรมนีตะวันตก เล่นแบบรู้กัน (ซูเอี๋ย) กับออสเตรีย คือ ถ้าเยอรมนีตะวันตก ชนะออสเตรีย 1 หรือ 2 ประตู พวกเขาจะเข้ารอบสองด้วยกัน แต่ถ้าเยอรมนีตะวันตก ชนะออสเตรียมากกว่านั้น อัลจีเรียจะเข้ารอบสอบแทน ผลปรากฏว่า ทั้งสองทีมเล่นแบบรู้กัน เยอรมนีตะวันตก ชนะ 1 - 0 ทำให้ทั้งสองทีมเข้ารอบสองดังคาด และทำให้อัลจีเรียตกรอบแรก แบบน่ากังขา เพราะประตูได้เสียน้อยกว่า (ทั้ง 3 ทีม มี 4 คะแนนเท่ากัน เยอรมนีกับออสเตรีย มีประตูได้เสีย + 3  แต่อัลจีเรีย มีประตูได้เสีย + 2) จึงตกรอบแรกอย่างชอกช้ำใจ

    กลุ่ม 3  ก็มีเซอร์ไพรส์อีก ในนัดเปิดสนาม เมื่ออาร์เจนตินา แชมป์เก่า ซึ่งเป็นต่อเบลเยียม แต่พ่ายแพ้ 0 - 1 โดย เออร์วิน  ฟาน แดนเบิร์ก เป็นผู้ทำประตูชัย ที่สนามคัมป์นู เมืองบาร์เซโลนา โดยอาร์เจนตินา มีคาวรุ่งดวงใหม่ร่วมด้วย คือ ดิเอโก  มาราโดนา  แต่อาร์เจนตินา ก็เอาตัวรอดเข้ารอบตามเบลเยียมไปด้ ในกลุ่มนี้ มีการทำประตูมากมาย ในนัดที่ฮังการี พบกับ เอล ซัลวาดอร์ โดยฮังการี ชนะ 10 - 1 รวมเป็น  11 ประตู เป็นการทำประตูมากเป็นดับสองในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (เท่ากับคู่บราซิลกับโปแลนด์ 6 - 5 ในปี ค.ศ. 1938 และฮังการีกับเยอรมนีตะวันตก 8 - 3 ในปี ค.ศ. 1954) นัดที่ทำประตูมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ นัดที่ออสเตรีย พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ 7 - 5 รวมเป็น 12 ประตู ในปี ค.ศ. 1954    

ไบรอัน  ร็อบสัน ทำประเร็ว ค.ศ. 1982
  ไบรอัน  ร็อบสัน ของอังกฤษ ทำประตูเร็วที่สุด 27 วินาที  ในนัดพบกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1982

กลุ่ม 4 มีการบันทึกการทำประตูที่สุด ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดยไบรอัน ร็อบสัน มิดฟิลด์ ของอังกฤษ ในนัดที่ชนะฝรั่งเศส 3 - 1 ซึ่งเล่นไปเพียง 27 วินาทีเท่านั้น แต่ฝรั่งเศสก็เข้ารอบสองตามอังกฤษ

     กลุ่ม 5  ฮอนดูรัส เสมอเจ้าภาพสเปน 1 - 1 ก่อนที่เจ้าภาพ จะพ่ายแพ้ต่อไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งมีนักเตะอายุน้อยที่สุด ในฟุตบอลโลก เพียง 17 ปี คือ นอร์แมน  ไวท์ไซด์ 0 - 1  แต่สเปนก็เอาตัวรอดเข้ารอบตามไอร์เหนือจนได้ เมื่อชนะยูโกสลาเวีย 2 - 1  และมีลูกได้เสียดีกว่ายูโกสลาเวีย

     กลุ่ม 6  บราซิล ซึ่งมีซูเปอร์สตาร์หลายคน  เช่น  ซิโก้ (ซึ่งได้ฉายาว่า "เปเล่ขาว") โซคราเตส  ฟัลเกา  อีเดอร์ จูเนียร์ และอีกหลายคน ร่ายมนต์ขลังบราซิล เหมือนกับปี ค.ศ. 1970 (แต่พวกเขาไม่ได้แชมป์ เนื่องจากทีมอื่น ใช้กลยุทธ์ตั้งรับกับบราซิล แล้วโต้กลับ บราซิลบุกเพลิน จนหลังรั่ว) นัดแรก ชนะ 2 - 1  เป็นนัดที่เร้าใจมากนัดหนึ่ง อีกสองนัด ชนะสก๊อตแลนด์ และนิวซีแลนด์ 4 - 0 เท่ากัน บราซิล กับสหภาพโซเวียตเข้ารอบสอง ในกลุ่มนี้ มีผู้รักษาประตู ของสหภาพโซเวียต ที่เล่นได้ยอดเยี่ยม เหมือนตำนานไอ้หนวดปลากหมึก เลฟ  ยาชิน  เขา คือ เรนาต  ดาซาเยฟ

รอบแบ่งกลุ่มรอบสอง

     กลุ่ม เอ  โปแลนด์ ชนะ เบลเยี่ยม 3 - 0  ซบิ๊กเนียว  โบเนียก ทำแฮตทริก  สหภาพโซเวียต ชนะ เบลเยีย่ม 1 - 0 โปแลนด์กับสหภาพโซเวียต เสมอกัน 0 - 0 ทำให้โปแลนด์ เข้ารอบรองชนะเลิศ ด้วยประตูได้เสียดีกว่า

     กลุ่ม บี  อังกฤษกับเยอรมนีตะวันตก เสมอกัน 0 - 0 อังกฤษ เสมอเจ้าภาพสเปน 0 - 0 เยอรมนีตะวันตก ชนะเจ้าภาพสเปน 2 - 1 ทำให้เยอรมนีตะวันตก เข้ารอบรองชนะเลิศ ด้วยประตูได้เสียดีกว่าอังกฤษ อังกฤษตกรอบ โดยไม่แพใครเลย

     กลุ่ม ซี  เป็นกลุ่มแห่งความตาย (Group of Death) ซึ่ง มีบราซิล  อาร์เจนตินา  และอิตาลี   อิตาลี ชนะอาร์เจนตินา 2 - 1  นัดนี้ เคลาดิโอ  เจนติเล่ กองหลังอิตาลี จับมาราโดนา ดาวรุ่งของอาร์เจนตินา จนอยู่หมัด  บราซิล ชนะอาร์เจนตินา 3 - 1  มาราโดนา ถูกไล่ออก

มาราโดนา ถูกไล่ออก
   มาราโดนา  ดาวรุ่งอาร์เจนตินา ถูกไล่ออก ในนัดพบกับบราซิล

หลังจากไปเตะบาติสต้า ที่ี่เล่นนอกเกมบ่อย ๆ  กับมาราโดนา จนเขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่  มาราโดนา เดินออกจากสนาม ทั้งน้ำตา  บราซิลกับอิตาลิ เป็นนัดชี้ชตาว่า ทีมใดจะเข้ารอบรองชนะเลิศ  บราซิลเป็นต่อที่ประตูได้เสียดีกว่า (บราซิล + 2  อิตาลี + 1) แค่เล่นเสมอก็เข้ารอบรองชนะเลิศแล้ว  แต่บราซิล ก็คงเป็นบราซิล ตั้งรับไม่เป็น เอาแต่บุก จึงถูกทีเด็ดของอิตาลี และเปาโล  รอสซี ที่ใช้กลยุทธ์ตีหัวเข้าบ้าน (ตั้งรับ แล้วโต้กลับ - Counter Attack) 

อิตาลีพบกับบราซิล ค.ศ. 1982
          เจนติเล่ จับ ซิโก้ จนอยู่หมัด

  นัดนี้  รอสซี  แผลงฤทธิ์ ทำแฮตทริก ให้อิตาลี ชนะ บราซิล 3 - 2  เป็นนัดที่ตื่นต้นเร้าใจ อีกนัดหนึ่ง  ส่งผลให้อิตาลี ซึ่งกระท่อนกระแท่น เข้าสองมาได้แบบโชคช่วย เข้ารอบรองชนะเลิศ แบบพลิกความคาดหมาย ของวงการเกจิลูกหนัง  

เปาโล  รอสซี
 รอสซี ทำแฮตทริก นัดพบกับบราซิล

กลุ่ม ดี ฝรั่งเศส ชนะ ออสเตรีย 1 - 0 และชนะ ไอร์แลนด์เหนือ 4 - 1 เข้ารอบรองชนะเลิศ

 

 

 

รอบรองชนะเลิศ และชิงที่ 3     

มิเชล  พลาตินี ของฝรั่งเศส
มิเชล  พลาตินี นโปเลียนลูกหนัง กัปตันทีมฝรั่งเศส

ฝรั่้งเสศสพบกับเยอรมนีตะวันตก  อิตาลีพบกับโปแลนด์  เยอรมนีตะวันตก นำฝรั่งเศสก่อน 1 - 0  จาก ปิแอร์  ลิตบาสกี้ ในนาทีที่ 17   9 นาทีต่อมาฝรั่งเศสตีเสมอได้เป็น 1 - 1 จากจุดโทษของนโปเลียนลูกหนัง มิเชล พลาตินี  เล่นไปถึงประมาณกลางครึ่งหลัง แพทริก  บาสติสตอง กองหลังฝรั่งเศส ถูก ฮาราลด์  ชูมัตเกอร์ ผู้รักษาประตูเยอรมนี ทำฟาวล์จนหมดสติ และฟันหัก (ภายหลัง ชูมักเกอร์ ก็ขอโทษที่เล่นแรง) หมดเวลา 90 นาที เสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

ชูมัคเกอร์ทำฟาวล์บาสติสตองจนหมดสติ
   ชูมัคเกอร์ ทำฟาวล์บาติสตอง จนหมดสติและฟันหัก

     นาทีที่ 92 ของการต่อเวลา ฝรั่งเศส ออกนำ  2 - 1  จากกองหลัง มาริอุส  เทรซอร์  อีกหกนาทีต่อมา ฝรั่งเศส ก็นำอีก 3 - 1 จากการโต้กลับเร็ว และเป็นประตูจาก อแลง  จิแรส  แต่เยอรมนี ก็คือ เยอรมนี นาทีที่ 102  ก็ตีตื้นมาเป็น 2 - 3 จากคาร์ล-ไฮนซ์  รุมเมนิกเก้ และตีเสมอได้เป็น 3 - 3 ในนาทีที่ 108  จากเคล้าส์ ฟิสเชอร์  หมดเวลา  120  นาที เสมอกัน 3 - 3  ต้องแตะจุดโทษ  จิแรส, มานเฟรด  คัลซ์, อาโมโรส, ไบรท์เนอร์ และโรเชตู  ยิงเข้า แต่อูลิ  สตีลิเก้ ถูก เอ็ทโตริเซฟไว้ได้ ทำให้ฝรั่งเศสเป็นต่อ 3 - 2  แต่แล้ว ชูมัคเกอร์ ก็ซับน้ำตาสตีลิเก้ไว้ได้ ด้วยการปัดลูกยิงของดิดิเยร์ ซิกซ์ ไว้ได้  ลิตบาสกี้จัดการตีเสมอเป็น 3 - 3  พลาตินี ยิงเป็น 4 - 3  รุมเมนิกเก้ ตีเสมอเป็น 4 - 4 ลดความเครียดของเยอรมนีลงได้  ต้องวัดกันด้วยการยิงลูกต่อลูก คนแรกของฝรั่งเศส แม็กซิม บ๊อสซิส  ถูกชูมัคเกอร์ปัดได้ เยอรมนีเป็นต่อ ฮรูเบช จัดการยิงประตูตัดสิน ด้วยความมั่นใจเป็น 5 - 4 (รวมในเวลา เป็น 8 - 7) ส่งผลให้เยอรมนีตะวันตก เข้าไปชิงชนะเลิศได้สำเร็จ  นัดนี้ถือว่าเป็นนัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลกอีกนัดหนึ่ง อีกคู่หนึ่ง อิตาลีจัดการกับโปแลนด์ เพื่อร่วมกลุ่มในรอบแรก อย่างไม่ยากนัก 2 - 0 เปาโล รอสซี แผลงฤทธิ์ ยิงทั้ง 2 ประตู เขายิงไปแล้ว  5 ประตู (เท่ากับซบิ๊กเนียว โบเนียก ของโปแลนด์) ทำให้อิตาลีเข้าไปชิงชนะเลิศกับเยอรมนีตะวันตก ส่วนโปแลนด์ ไปชิงที่สามกับฝรั่งเศส และชนะฝรั่งเศส 3 - 2 ได้ที่สาม

รอบชิงชนะเลิศ

รอสซี ในนัดชิงชนะเลิศกับเยอรมนีตะวันตก
   รอสซี ทำได้ 1 ประตู ในนัดชิงชนะเลิศกับ เยอมรมนีตะวันตก

     นัดชิงชนะเลิศ  อิตาลี ใช้กลยุทธ์ การประกบตัวต่อตัว ล็อกกองหน้าเยอรมนีตะวันตก และใช้กลยุทธ์ตั้งรับแล้วโต้กลับ (Counter Attack)  ครึ่งแรก เสมอกัน 0 - 0  เริ่มครึ่งหลัง กลยุทธ์ ของอิตาลี ประสบผลสำเร็จ เปาโล  รอสซี แผลงฤทธิ์อีก ยิงนำเป็น 1 - 0 เขายิงไป 6 ประตูแล้ว นำเป็นดาวซัลโว มาร์โก  ทาร์เดลลี ยิงเป็น 2 - 0 

ลิตบาสกี้
   ลิตบาสกี้ กองหน้าเยอรมนี ถูกเจนติเล่ จับจนอยู่หมัด

    เยอรมนียังตั้งตัวไม่ติด อิตาลี ก็ยิงนำห่างออกไปอีก 3 - 0  จากกองหน้าตัวสำรองของ ฟรังซิสโก กราซิอานี  อเลสซานโดร  อัลโตเบลลี ก่อนที่เยอรมนีตะวันตก จะตีไข่แตกได้ เป็น 1 - 3  จากจุดโทษของ พอล ไบรท์เนอร์ ในนาทีที่ 83  ตามไม่ทันแล้ว  หมดเวลา 90 นาที อิตาลี เป็นแชมป์โลกครั้งที่  3  (ต่อจาก ปี ค.ศ. 1934 และ 1938) เท่ากับบราซิล เปาโล รอสซี เป็นดาวซัลโว ได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ และได้รับรางวัลลูกบอลทองคำ ในฐานะผู้เล่นที่ทรงคุณค่า 

ดิโน  ซอฟฟ์กัปตันทีมอิตาลี ปี 1982
อิตาลีแชมป์โลก 1982
   ดิโน  ซอฟฟ์  กัปตันทีมอิตาลี นำลูกทีมรับถ้วยฟีฟ่าเวิร์ลคัพ

     ดิโน  ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตู กัปตันทีมชาติอิตาลี กลายเป็นผู้เล่น ที่อายุมากที่สุด  40  ปี ที่ได้แชมป์โลก

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 13 (ค.ศ. 1986/พ.ศ. 2529)

หัตถ์พระเจ้า (Hand of God) ของมาราโดนาแผลงฤทธิ์

    ฟุตบอลโลกครั้งที่ 13  จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก  ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) อาร์เจนตินา เป็นแชมป์ครั้งที่ 2 ต่อจากปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521)  โดยชนะเยอรมนีตะวัน 3 - 2 ในนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามอัซเตก้า กรุงเม็กซิโกซิตี้

รอบแรก

     รูปแบบการแข่งขัน เปลี่ยนแปลงจากครั้งที่แล้ว 24 ทีมที่ผ่านรอบคัดเลือก แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ  ละ 4 ทีม เอาที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคะแนนดีที่สุดของแต่ละกลุ่ม อีก 4 ทีม เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยการแข่งขันแบบน็อกเอ๊าท์ ไม่แบ่งกลุ่มเหมือนครั้งที่แล้ว

     กลุ่ม  เอ  อิตาลีแลมป์เก่า เปิดสนามเสมอบัลแกเรีย 1 - 1 อาร์เจนตินา ชนะเกาหลีใต้ 3 - 1  อิตาลีกับอาร์เจนตินา เสมอกัน 1 - 1 ในสภาพอากาศที่ร้อนระอุ  มาราโนา และอัลโตเบลลี ยิงประตูให้ทั้งสองทีม เกาหลีใต้เสมอกับบัลแกเรีย 1 - 1 นัดสุดท้าย อาร์เจนตินาชนะบัลแกเรีย 2 - 0 อิตาลี ชนะ เกาหลีใต้ 3 - 2 อย่างตื่นเต้น อาร์เจนตินากับอิตาลี เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ตามด้วยบัลแกเรียที่มีคะแนนอันดับ 3 ดีที่สุด

   กลุ่ม บี  เจ้าภาพเม็กซิโก ชนะเบลเยี่ยม 2 - 1 เสมอปารากวัย 1 - 1 และชนะอิรัก 1 - 0 เข้ารอบ 16 ทีมแน่นอน ปารากวัย กับเบลเยี่ยม ชนะอิรักทั้งคู่ แต่ในนัดที่พบกัน พวกเขาเสมอกัน เม็กซิโก  ปารากวัย และเบลเยี่ยมเข้ารอบ

   กลุ่ม ซี  สหภาพโซเวียต เสมอกับแชมป์โรปฝรั่งเศส 1 - 1 ฝรั่งเศส ชนะ แคนาดาอย่างหืดจับ 1 - 0 และชนะฮังการี 3 - 0  สหภาพโซเวียต ชนะฮังการี 6 - 0  สหภาพโซเวียต เข้ารอบ 16 ทีม กับฝรั่งเศส

     กลุ่ม  ดี   บราซิลทีมเต็งหนึ่งตลอดกาล ชนะสเปน 1 - 0  ไอร์แลนด์เหนือเสมออัลจีเรีย  บราซิลชนะไอร์แลนด์เหนือ 3 - 0 เข้าเป็นที่ 1 ตามด้วยสเปน ที่ชนะอัลจีเรียในนัดสุดท้าย 3 - 0

     กลุ่ม  อี  เป็นกลุ่มแห่งความตาย (Group of Death) เดนมาร์ก ชนะ สก๊อตแลนด์ 1 - 0 ถล่มอุรุกวัย 6 - 1 พรีเบน เอลแจร์ ลาร์เซ่น ทำแฮตทริกได้ และที่ประทับใจที่สุด คือ นัดที่พวกเขาชนะ เยอรมนีตะวันตก 2 - 0 แจสเปอร์  โอลเซ่น กับ จอห์น  อีริกสัน ทำคนละประตู   เยอรมนีตะวันตก ชนะ สก๊อตแลนด์ 2 - 1 เสมออุรุกวัย 1 - 1 ทำให้เยอรมนีตะวันตกกับอุรุกวัย เข้ารอบ 16 ทีม ตามเดนมาร์ก

     กลุ่ม เอฟ  โมร็อกโก เป็นที่หนึ่ง เสมอโปแลนด์ กับ อังกฤษ 0 - 0 ชนะโปรตุเกส 3 - 1 จึงเป็นทีมจากอาฟริกาทีมแรก ที่เข้ารอบสองได้  อังกฤษเริ่มต้นด้วยความทุลักทุเล แพ้โปรตุเกส 0 - 1 เสมอโมร็อกโก แต่ในนัดสุดท้าย พวกเขาชนะโปแลนด์ 3 - 0 แกรี่  ลินิเกอร์ ทำแฮตทริกได้  โปแลนด์ชนะโปรตุเกส ทำให้อังกฤษ  โปแลนด์ เข้ารอบน็อกเอ๊าท์ ตามโมร็อกโก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบน็อกเอ๊าท์

     สหภาพโซเวียต กับเบลเยี่ยม ยิงกันถึง 7 ประตู เป็นนัดที่ตื่นเต้นเร้ใจ อีกอร์ เบลานอฟ ทำแฮตทริกได้ แต่ทีมของพวกเขาก็พ่ายแพ้ 90 นาที เสมอกัน 2 - 2 ต้องต่อเวลาพิเศษ สเตเฟน  เดโมล และนิโคล  คลาเซ่น ยิงให้เบลเยี่ยมนำ 4 - 2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เบลานอฟ ยิงประตูที่ 3 ของเขา ให้สหภาพโซเวียตตามมาเป็น 3 - 4 แต่ก็ทำได้แค่นั้น เบลเยี่ยมจึงเข้ารอบต่อไป  สองทีมที่ยิ่งใหญ่จากยุโรป ฝรั่งเศส กับอิตาลี พบกันที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ แชมป์ยุโรป หยุดแชมป์เก่า ด้วยการชนะ 2 - 0 จากประตูของนโปเลียนลูกหนัง มิเชล พลาตินี าและ ยันนิค สโตปิรา ฝรั่งเศสเข้ารอบต่อไป  สองทีมเพื่อนบ้าน อเมริกาใต้ อาร์เจนตินา กับอุรุกวัย อาร์เจนตินา ชนะ 1 - 0 จากประตูโทนของ เปโตร  ปาสคุลลี ในนาทีที่  42

    เดนมาร์ก ม้ามืดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พบกับสเปน เจสเปอร์ โอลเซน ยิงจุดโทษให้เดนมาร์ก นำก่อน 1 - 0 แต่สเปนก็ยิง 5 ประตูรวด โดยบูตราเกโนยิงถึง 4 ประตู สเปนชนะไป 5 - 1 เข้ารอบต่อไป ม้ามืดเดนมาร์กตอกรอบแบบไม่สวยงาม  อังกฤษ พบกับปารากวัย และชนะไป 3 - 0 เข้ารอบต่อไป  บราซิล ชนะโปแลนด์ 4 - 0 เข้ารอบต่อไป เยอรมนีตะวันตก ผ่านโมร็อกโกไปได้ แบบหืดจับ เนื่องจากผู้รักษาประตู ของโมร็อกโก อีซากิ ซากิ เล่นได้อย่างโดดเด่น เซฟช่ยทีมได้เป็นอย่างมาก จนกระทั่้ง ถึงนาทีที่ 87 โลธาร์  มัตเธอุส ก็จัดการยิงลูกฟรีคิกโค้งเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ทำให้เยอรมนีตะวันตก ชนะไป แค่ 1 -0 เข้ารอบต่อไป เม็กซิโกเจ้าภาพ ชนะบัลแกเรีย 2 -0 เข้ารอบต่อไป

รอบ  8 ทีมสุท้าย

     นัดที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดในรอบนี้ บราซิลกับฝรั่งเศส กาเรก้า ยิงให้บราซิลนำก่อนในนาทีที่ 18 แต่อีก 4 นาทีต่อมา มิเชล พลาตินี ก็ตีเสมอให้ฝรั่งเศสเป็น 1 - 1 จากการโยนมาให้ของ โดมินิก  โรเชตู เป็นประตูที่ 41 ของพลาตินี ในนามทีมชาติ และเป็นการฉลองวันเกิดครบ 31 ปี ของเขา  ในครึ่งหลัง บราซิล ได้จุดโทษ จากการที่โจเอล  บัตส์  ผู้รักษาประตูไปทำฟาวล์ บรังโก ในเขตโทษ แต่ซิโก้ยิงไม่เข้า ถูกบัตส์เซฟไว้ได้ หมดเวลา เสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

ซิโก้ ของบราซิล
 ซิโก้ ยิงจุดโทษ พลาด

     ครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษ ฝรั่งเศสเล่นได้ดีกว่า แต่ก็ทำประตูกันไม่ได้ จึงต้องยิงจุดโทษหาผู้ชนะ โวคราติส ของบราซิลยิงคนแรก ไม่เข้า ที่เหลือของ 2 ทีม ยิงเข้าหมด มาเสมอกันที่ 3 - 3 ฝรั่งเศส เป็นต่ออยู่ 2 คน แต่พลาตินี ยิงเหินข้ามคาน โอกาสของบราซิลกลับมาทันที แต่จูลิโอ  เซซาร์ กลับยิงชนเสาออกไป โอกาสจึงเป็นของฝรั่งเศสทันที และลูอิส  แฟร์นองเดซ ไม่พลาด ปิดสกอร์ให้ฝรั่งเสศชนะ 4 - 3 (รวม 5 - 4) ผ่านเข้ารอบต่อไป

     เบลเยี่ยมกับสเปน ก็ตัดสินด้วยลูกจุดโทษเช่นเดียวกัน แจน  คูเลอมองส์ ยิงให้เบลเยี่ยมนำก่อน 1 - 0 ในนาทีที่ 35  แต่อีก 5 นาทีต่อมา สเปนก็ตีเสมอได้เป็น 1 - 0 จากตัวสำรอง ซินญอร์ หมดเวลา เสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ ครบ 120 นาที ก็ยังเสมอกัน 1 - 1 เบลเยี่ยมชนะ ด้วยการยิงจุดโทษ 5 - 4 ผ่านเข้ารอบต่อไป เยอรมนีตะวันตกกับเจ้าภาพ หลังการต่อเวลาพิเศษ เสมอกัน 0 - 0 ยิงจุดโทษตัดสิน เยอรมนีชนะไป 4 - 1 เข้ารอบต่อไป 

แฮนด์อ๊อฟก๊อดของมาราโดนา
  Hand of God ของมาราโดนา

     อาร์เจนตินากับอังกฤษ เกิดตำนาน หัตถ์พระเจ้า (Hand of God) ของมาราโดนา ซึ่งเขาทำ 2 ประตูในนัดนี้ ประตูแรก เขาใช้มือขกบอลผ่านผู้รักษาประตู ปีเตอร์  ชิลตัน ของอังกฤษ เข้าไป กรรมการมองไม่เห็น จึงให้เป็นประตู ท่ามกลางการประท้วง ของผู้เล่นอังกฤษ หลังจากการแข่งขัน มาราโดนา อ้างว่า ลูกนั้นมาจากหัวของเขาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง มาจากหัตถ์ของพรเจ้า ประตูที่สองของเขา ถูกโหวตให้เป็น ประตูแห่งศตวรรษ (Goal of the Century) โดยเขาได้บอลจากกลางสนาม เลี้ยงผ่านผู้เล่นอังกฤษถึง 5 คน ก่อนจะยิงผ่านมือปีเตอร์ ชิลตันเข้าไปเป็น 2 - 0

มาราโดนาลุยผ่านกองหลังอังกฤษ
ประตูแห่งศตวรรษ ของมาราโดนา

     อังกฤษตีตื้นขึ้นมาเป็น 1 - 2 จากแกรี  ลินิเกอร์ ซึ่งเป็นประตูที่ 6 ของเขา ทำให้เขาเป็นดาวซัลโว ได้รับรางวัลรองเท้าทองทองคำ แต่ก็ช่วยอังกฤษไม่ได้  แพ้อาร์เจนตินาไป 1 - 2 ตกรอบอย่างชอกช้ำ เพราะ Hand of God ของมาราโดนา

รอบรองชนะเลิศ และชิงที่สาม

     ฝรั่งเศสกับเยอรมนีตะวันตก  อันเดรีย  เบรเม่ห์ ยิงให้เยอรมนี นำก่อน 1 - 0 ในนาทีที่ 9  ฝรั่งเศสรุกหนักตลอดเกมการแข่งขัน แต่เยอรมนีก็ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น  จนกระทั่งเหลือเวลา 2 นาที เยอรมนีตะวันตกโต้กลับ รูดี้  โฟลเลอร์ ก็ปิดฝาโลงฝรั่งเศส เป็น 2 - 0 เข้ารอบชิงชนะเลิศ เป็นปีที่สองติดต่อกัน อีกคู่หนึ่ง มาราโดนา ทำ 2 ประตู ให้อาร์เจนตินาชนะเบลเยี่ยม 2 - 0 เช่นกัน  เบลเยี่ยม ชิงที่ 3 กับฝรั่งเศส ทั้งสองทีมขนตัวสำรองลงเล่นค่อนทีม ฝรั่งเศส ชนะไป 4 - 2 ได้ที่สาม

มาราโดนากับถ้วยฟีฟ่า
มาราโดนา รับถ้วยฟีฟ่า

     รอบชิงชนะเลิศ

     อาร์เจนตินาพบเยอรมนีตะวันตก โฆเซ่ หลุยส์ บราวน์ โหม่งให้อาร์เจนตินาขึ้นนำ 1 - 0 จนหมดครึ่งแรก  ครึ่งหลัง เจอร์เก้  วัลดาโน  ยิงประตูให้อาร์เจนตินานำอีก 2 - 0  ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ ทีมเชพ ของเยอรมนีตะวันตก จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ส่งคาร์ล-ไฮน์  รุมเมนิกเก้ และรูดี้ โฟลเลอร์ ลงมาปั้นเกมส์สำเร็จ  ในนาทีที่ 74 รุมเมนิกเก้ ก้ตีตื้นขึ้นมาเป็น 1 - 2 ก่อนที่ 6 นาทีต่อมา รูดี้  โฟลเลอร์ จะโหม่งตีเสมอให้เยอรมนี เป็น 2 - 2 เกมตกเป็นของเยอรมนีตะวันตกทันที

มาราโดนาถูกเพื่อร่วมทีมชูแสดงความดีใจ
มาราโดนา ถูกเพื่อนร่วมทีมยก แสดงความดีใจอย่างยิ่งใหญ่

    เยอรมนีตะวันตกบุกหนัก หวังทำประตูชัยให้ได้ จนลืมระวังหลัง  มาราโดนา ก็แผลงฤทธิ์ ส่งบอลให้ โฆเซ่  เบอร์รูชาก้า เลี้ยงเดี่ยว เข้าไปยิงประตูให้อาร์เจนตินานำอีก 3 - 2  จนหมดเวลา 90 นาที อาร์เจนตินา เป็นแชมป์โลกครั้งที่ 2 ด้วยการเล่นอันยอดเยี่ยมของมาราโดนา ตำนานหัตถ์พระเจ้า ของอาร์เจนตินา เข้าได้รับรางวัลลูกบอลทองคำ ในฐานะผู้เล่นที่ทรงคุณค่า

ครั้งที่ 14 (ค.ศ. 1990/พ.ศ. 2533)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่ 14 จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ถึง 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) เยอรมนีตะวันตก เป็นแชมป์โลกครั้งที่ 3 เท่ากับบราซิลและอิตาลี โดยชนะคู่ชิงชนะเลิศครั้งที่แล้ว อาร์เจนตินา 1 - 0

  รอบแรก

     รูปแบบการจัดการแข่งขันเหมือนกับครั้งที่แล้ว 24 ทีม แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ  ละ  4 ทีม  เอาที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคะแนนดีที่สุดอีก 4 ทีม เข้ารอบน็อกเอ๊าท์ (รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

     กลุ่ม  เอ  อิตาลี เป็นแชมป์กลุ่ม โดยชนะออสเตรีย และสหรัฐ 1 - 0 เท่ากัน ตามด้วยชนะเชโกสโลวะเกีย 2 - 0  เชโกสโลวะเกีย ชนะสหรัฐ 5 - 1 ทำให้สหรัฐตกรอบแรกเป็นทีมแรก โดยแพ้รวดทั้ง 3 นัด  อิตาลีกับเชโกสโลวะเกีย เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

     กลุ่ม  บี  มีการเซอร์ไพรส์มากที่สุด เมื่อาร์เจนตินาแชมป์เก่า แพ้คาเมรูน ซึ่งมีผู้เล่น 9 คน 0 - 1  และเข้ารอบเป็นที่ 3 ของกลุ่ม ในฐานทีมที่มีคะแนนดีที่สุด อาร์เจนตินากดดันคาเมรูน ตลอดทั้งเกม  ครึ่งหลัง อันเดร  คานา ของคาเมรูนถูกไล่ออก ดูเหมือนแชมป์เก่าจะคุมเกมได้หมด แต่ 6 นาทีต่อมา  คาเมรูน ซึ่งเล่น 10 คน ก็ออกนำก่อน 1 - 0 จากฟรานซิสโก  โอมัม บียิก โหม่งลงพื้นเด้งผ่านผู้รักษาประตูอาร์เจนตินา เนรี ปุมปิโด เข้าไป  อาร์เจนตินากดดันเพื่อตีเสมอให้ได้ จนกระทั่ง เบนจามิน  แมสซิ่ง ของคาเมรูน ถูกใบแดงไล่ออกในนาทีที่ 89 แต่คาเมรูนก็ช็อกคนทั้งโลก ด้วยการชนะไป 1 - 0 ทั้งที่เล่น 9 คน กับทีมแชมป์เก่าที่มีซูเปอร์สตาร์ ดิเอโก  มาราโนา อยู่ในทีม  ต่อมาคาเมรูนพบกับโรมาเนีย เล่นไปถึงนาทีที่ 58 เสมอกัน 0 - 0 โค้ชคาเมรูนจึงส่งโรเจอร์ มิลล่า กองหน้าตัวเก๋า วัย 38 ปี ลงมาแก้เกม เหลือ 15 นาที มิลล่า ก็ทำประตูได้ และวิ่งไปแสดงความดีใจด้วยการโยกย้ายส่ายสะโพก จนกลายเป็นสัญลักษณ์แสดงความดีใจ  นาทีที่ 85 เขาก็ทำประตูให้คาเมรูนหนีไปเป็น 2 - 0 และแสดงความดีใจแบบเดิมอีก แม้โรมาเนียจะตีตื้นขึ้นมาเป็น 1 - 2 ก็ไล่ไม่ทัน คาเมรูนชนะไป 2 - 1  พวกเขายังทำเซอร์ไพรส์อีก ด้วยการชนะสหภาพโซเวียต 4 - 1 เข้าเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม ตามด้วยโรมาเนีย และอาร์เจนตินา ในฐานะทีมที่สาม ที่มีคะแนนดีที่สุดของกลุ่ม

     กลุ่ม  ซี  บราซิล เป็นที่หนึ่งของกลุ่ม ด้วยการชนะสวีเดน 2 - 1 ชนะคอนตาริกา และสก๊อตแลนด์ 1 - 0 เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ตามด้วยคอนตาริกา

     กลุ่ม  ดี มีการทำประตูกันมากมายกว่ากลุ่มอื่น  เยอรมนีตะวันตก เข้าเป็นที่หนึ่ง โดยชนะ สหรัฐอาหรับ เอมิเรต (UAE) 5 - 1 ชนะ ยูโกสลาเวียอย่างประทับใจ 4 - 1  โคลัมเบีย ชนะ UAE 2 - 0 ยูโกสลาเวียชนะ UAE 4 - 1 ยูโกสลาเวีย เป็นที่สอง และโคลัมเบียเป็นที่สามที่มีคะแนนดีที่สุด

     กลุ่ม อี สเปน เป็นที่หนึ่งของกลุ่ม ตามด้วยเบลเยี่ยม และอุรุกวัย

     กลุ่ม  เอฟ  อังกฤษเป็นที่หนึ่งของกลุ่ม ตามด้วย เนเธอร์แลนด์ และสาธารณะรัฐไอร์แลนด์

รอบน็อกเอ๊าท์ หรือ รอบ 16 ทีมสุดท้าย

    รอบนี้ มีสองคู่ที่น่าสนใจ คือ อาร์เจนตินากับบราซิล และ อิตาลีกับอุรุกวัย ซึ่งทุกทีมเคยเป็นแชมป์โลกมาแล้ว เยอรมนีตะวันตกพบกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศ ปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517)   อาร์เจนตินากับบราซิล เล่นกันอย่างรัดกุม และชนะกันอย่างหวุดหวิด โดยชัยชนะเป็นของอาร์เจนตินา จากประตูชัยของ เคลาดิโอ  คานิกเกีย ในนาทีที่ 80 โดยรับลูกจากการเลี้ยงอันมหัศจรรย์ของมาราโดนา ผ่านแนวรับของบราซิล และที่ลืมไม่ได้ คือการเล่นอันโดดเด่น และเซฟลูกอันตรายหลายครั้งของผู้รักษาประตูอาร์เจนตินา เซอร์จิโอ  กอยโกเชีย  อิตาลีชนะอุรุกวัย 2 - 0 จาก ซัลวาตอเร  สคิลลาชี และอัลโด เซเรนา 

ไรจ์การ์ดถ่มน้ำลายใส่โฟลเลอร์
ไรจ์การ์ด ถ่มน้ำลายใส่โฟลเลอร์ อย่างน่าเกลียด

   เยอรมนีตะวันตก กับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเคยปะทะกันมาแล้ว ในรอบรองชนะเลิศยูโร'88 ซึ่งเนเธอร์แลนด์ชนะไป 2 - 1  การแข่งขันดำเนินไปอย่างน่าเกลียด ผ่านไป 22 นาที รูดี  โฟลเลอร์ และแฟรงค์  ไรจ์การ์ด ถูกไล่ออก เนื่องจากทั้งคู่ปะทะกันอย่างรุนแรง  และที่น่าเกลียดที่สุด คือ ไรจ์การ์ด ถ่มน้ำลายใน่โฟลเลอร์ ขณะเดินออกจากสนาม  ในช่วงเริ่มครึ่งหลัง เจอร์เก้น  คลิ้นสมันน์ ก็ยิงให้เยอรมนีตะวันตกนำก่อน 1 - 0 ตามด้วย อันเดรีย เบรเม่ห์ ในนาทีที่ 82 สกอร์เป็น 2 - 0 ก่อนที่เนเธอร์แลนด์ จะตีตื้นเป็น 1 - 2 ในนาทีที่ 89 จากโรนัล  คูมัน  แต่ก็ไล่ไม่ทัน เยอรมนี ชนะไป 2 - 1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศต่อไป

     คาเมรูนกับโคลัมเบีย เล่น 90 นาที เสมอกัน 0 - 0 ต้องต่อเวลาพิเศษ โรเจอร์ มิลล่า กองหน้าตัวเก๋าของคาเมรูน ที่ลงมาในนาทีที่ 49 ในเวลาปกติ ก็วาดลวดลาย ทำ 2 ประตูใน 4 นาที ให้คาเมรูน นำ 2 - 0 ในช่วงครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษ ประตูที่สองของเขาได้มาแบบโชคช่วย เนื่องจากเรเน่  ฮิกิตา ผู้รักษาประตูโคลัมเบีย ที่ชอบเล่นแผลง ๆ อย่างมีสีสัน และชอบขึ้นไปเล่นในสนามกับเพื่อน ในขณะที่เขาเลี้ยงบอล ไปกลางสนาม ถูกมิลล่าฉกบอลไปยิงประตูอย่างโล่ง ๆ  แบร์นาโต  เรดิน ตีตื้นให้โคลัมเบียเป็น 1 - 2 ในนาทีที่ 85 แต่ก็ไล่ไม่ทัน "สิงห์ทรหด" โคลัมเบีย จึงพ่ายไป 1 - 2  คาเมรูน จึงเข้ารอบต่อไป เป็นทีมจากอาฟริกาทีมแรก ที่เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (ควอร์เตอร์ไฟนัล) ในฟุตบอลโลก

    คอสตาริกา แพ้เชโกสโลวะเกีย 1 - 4  โทมัส  สคูห์ราวี ทำแฮตทริกได้  ยูโกสลาเวีย ชนะ สเปน 2 - 1 หลังต่อเวลาพิเศษ ดราแกน  สตอยโกวิช ทำได้ทั้งสองประตู  สาธารณรัฐไอร์แลนด์ กับโรมาเนีย เสมอกัน 0 - 0 หลังจากต่อเวลาพิเศษ และไอริช ก็ชนะด้วยการดวลจุดโทษ 5 - 4  เป็นครั้งแรกของสาธารณรัฐ ไอร์แลนด์ ที่เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย  คู่สุดท้าย อังกฤษกับเบลเยี่ยม อังกฤษ ชนะ 1 - 0 จากประตูของ เดวิด แพล็ท ในนาทีสุดท้ายของการต่อเวลาพิเศษ

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

     อังกฤษกับคาเมรูน อังกฤษออกนำก่อน 1 - 0 จากเดวิด  แพล็ด แต่คาเมรูน ก็ตีเสมอได้เป็น 1 - 1 จากจุดโทษของ เอ็มมานูเอล  คุนเด้  และออกนำอังกฤษเป็น 2 - 1 ในนาทีที่ 65 จากยูกีน อีเกเก้ เหลือ 8 นาที่ คาเมรูนจะเข้ารอบรองชนะเลิศ แต่อังกฤษ ก็พลิกกลับมาได้อย่างสวยงาม ตีเสมอเป็น 2 - 2 จากจุดโทษของ แกรี ลินิเกอร์ จนหมดวเวลา 90 นาที ต้องต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 106 อังกฤษได้จุดโทษ ลินิเกอร์ ซัดเข้าไปไม่เหลือ อังกฤษ นำ 3 - 2 จนกระทั่งหมดเวลา อังกฤษเข้ารอบรองชนะเลิศ

   อิตาลีเจ้าภาพ ชนะ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 1 - 0 จากประตูโทน ของสคิลลาชี เยอรมนีตะวันตกกับเชโกสโลวะเกีย เล่นกันอย่างจืดชืด ก่อนที่เยอรมนีจะชนะไป 1 - 0 จากจุดโทษของ โลธาร์ มัตเธอุส ในนาทีที่ 25 อาร์เจนตินากับยูโกสลาเวีย เสมอกัน 0 - 0 หลังจากต่อเวลาพิเศษ แม้ว่ายูโกสลาเวีย จะเหลือ 10 คน เนื่องจาก เรฟิก ซาบาดโซวิก ถูกไล่ออก อาร์เจนตินา ชนะด้วยการยิงจุดโทษ 3 - 2 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ

รอบรอบชนะเลิศ และชิงที่สาม

     อิตาลีเจ้าภาพ พบกับแชมป์เก่า อาร์เจนตินา โตโต้  สคิลลาชี ยิงประตูให้อิตาลีออกนำก่อน 1 - 0 ในนาทีที่ 17 แต่อาร์เจนตินา ก็ตีเสมอได้เป็น 1 - 1 จาก เคลาดิโอ  คานิกเกียในครึ่งหลัง  หมดเวลา 90 นาที เสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ ก็ยังเสมอกัน 1 - 1 แต่อาร์เจนตินาถูกใบแดงไล่ออกคนหนึ่ง คือ ริคาร์โด  จิอุสติ  ในนาทีที่ 13 ของการต่อเวลาพิเศษ (นาทีที่ 103) อาร์เจนตินาชนะด้วยการดวลจุดโทษ 4 - 3 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ เป็นครั้งที่สองติดต่อกัน

น้ำตาของแกสคอยน์
แกสคอยน์ ถูกใบเหลือ ใบที่สอง โดนไล่ออก จนเขาร้องไห้ เดินออกจากสนาม

     อีกคู่หนึ่ง เยอรมนีตะวันตกกับอังกฤษ ครึ่งแรกเสมอกัน 0 - 0 ครึ่งหลัง นาทีที่ 60 อันเดรีย เบรเม่ห์ ยิงกระทบพอล ปาร์กเกอร์ เข้าประตู เยอรมนีนำ 1 - 0 แต่แล้ว อังกฤษ ก็ตีเสมอได้ เมื่อเหลือเวลา 10 นาที จากแกรี  ลินิเกอร์ โดยการผ่านของพอล ปาร์เกอร์ เป็นการแก้ตัวของเขา  หมดเวลา 90 นาที เสมอกัน 1 - 1  ช่วงต่อเวลาพิเศษ พอล แกสคอยน์ ของอังกฤษ ถูกใบเหลืองเป็นใบที่สอง ถูกไล่ออกในนาทีที่ 99 เขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เป็นเหตุการณ์ ที่น่าจดจำที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หากอังกฤษเข้าชิง เขาจะอดเล่นในนัดชิงชนะเลิศทันที

ลูกตีเสมอของแกรี  ลินิเกอร์
แกรี  ลินิเกอร์ ตีเสมอให้อังกฤษ

   หมดเวลา 120 นาที ก็ยังเสมอกัน 1 - 1 จึงยิงจุดโทษตัดสิน เยอรมนีตะวันตก ชนะไป 4 - 3 เข้าไปชิงชนะเลิศเป็นปีที่สามติดต่อกัน  คู่ชิงที่สาม อิตาลี เจ้าภาพ กับอังกฤษ เล่นกันแบบไร้แรงบันดาลใจ เจ้าภาพอิตาลี ชนะไป 2 - 1 ได้ที่สาม

รอบชิงชนะเลิศ

มาราโดนาในนัดชิงชนะเลิศ ปี 1990
มาราโดนา ถูกกองหลัง เยอรมนี ประกบอยู่หมัด

    เยอรมนีตะวันตก กับ อาร์เจนตินา คู่ชิงครั้งที่แล้ว ไบรอัน  แกรนด์วิลล์ นักวิจารณ์ชาวอวังกฤษ วิจารณ์ว่า อาจเป็นนัดชิงชนะเลิศที่ห่วยที่สุด น่าเบื่อที่สุด มีบรรยากาศที่สุดเซ็ง ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เล่นไปได้ 65 นาทีของครึ่งหลัง เปโดร  มอนซอน ของอาร์เจนตินา ก็ถูกไล่ออก หลังจากไปทำฟาวล์เจอร์เก้น  คลิ้นสมันน์ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ถูกไล่ออกในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก คลิ้นสมันน์ ถูกกล่าวหาว่า เป็นจอมดีดดิ้น แสดงอาการเกินเหตุ ทำให้กรรมการลงโทษเข้มงวดเกินไป เหลือ 4 นาทีจะหมดเวลา กุสตาโว  เดซอตติ ก็ถูกใบแดงไล่ออกเป็นคนที่สอง ของอาร์เจนตินา หลังจากเขาดึงเจอร์เก้น คลิ้นสมันน์ ลงไปกองกับพื้น กรรมการชาวเม็กซิโก เอ็ดการ์โด  โคเคอซัล เมนเดซ จึงให้จุดโทษแก่เยอรมนีตะวันตก อันเดรีย เบรเม่ห์ ยิงเข้าไป เยอรมนีนำ 1 - 0 หมดเวลา เยอรมนีตะวันตก ชนะไป 1 - 0 ล้างแค้นได้สำเร็จ อาร์เจนตินาเป็นทีมแรกที่ทำประตูไม่ได้ ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก เยอรมนีตะวันตก กลายเป็นแชมป์โลกครั้งที่ 3 เท่ากับบราซิลและอิตาลี

โลธาร์  มัตเธอุส ชูถ้วยฟีฟ่า พร้อมเพื่อนร่วมทีม
เยอรมนีตะวันตกฉลองแชมป์
โลธาร์  มัตเธอุส ฉลองแชมป์โลก พร้อมเพื่อร่วมทีม

     เยอรมนีตะวันตก ได้แชมป์ครั้งที่สาม (และรองแชมป์ สามครั้ง) ครั้งนี้ กลายเป็นชาติ ที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด ในฟุตบอลโลก ก่อนที่บราซิล จะเป็นแชมป์โลก 4 สมัย ในปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2539)  ฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์  ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนีตะวันตก กลายเป็นนักฟุตบอลคนที่สอง หลังจาก มาริโอ ซากาโล อขงบราซิล ที่เป็นแชมป์โลก ทั้งในฐานะผู้เล่น (ค.ศ. 1974) และผู้จัดการทีม  (ค.ศ. 1990) และกลายเป็นกัปตันทีมคนแรกที่เป็นแชมป์โลก และต่อมาเป็นผู้จัดการทีม ซัลวาตอเร  สคิลลาชี  ได้รับรางวัล รองเท้าทองคำ ในฐาะผู้ทำประตูสูงสุึด 6 ประตู และได้รับรางวัล ลูกบอลทองคำ ในฐานะผู้เล่นที่ทรงคุณค่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ถือว่าเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน เนื่องจากเฉลี่ยแต่ละนัด มีการทำประตูกันน้อย และแจกใบแดงถึง 16 ใบ มีทีมที่เล่นตั้งรับ มากที่สุด กรรมการก็เข้มงวดมาก ในรอบน็อกเอ๊าท์ หลายทีมเล่นอย่างระมัดระวังมาก เพื่อให้ครบ 120 นาที และดวลจุดโทษวัดดวงกัน ซึ่งค่อนข้างเสี่ยงต่อการเข้ารอบต่อไป ไอร์แลนด์กับอาร์เจนตินา เป็นตัวอย่าง  ทีมไอริช ทำเช่นนี้ จนถึงรอบควอร์ไฟนัล หลังจากทำได้เพียง 2 ประตู ใน 5 นัด เสมอทั้ง 5 นัด จนกระทั่งแพ้อิตาลี ในขณะที่อาร์เจนตินา ทำได้ 5 ประตู เท่านั้น จนถึงรอบชิงชนะเลิศ คาเมรูน เป็นหนึ่งใน 2 - 3 ทีม ที่ใช้รูปแบบการบุก

ครั้งที่ 15 (ค.ศ. 1994/พ.ศ. 2537)

     ฟุตบอลโลก ครั้งที่ 15 จัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐ ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) บราซิล เป็นชาติแรกที่เป็นแชมป์ครั้งที่ 4 โดยชนะอิตาลี ด้วยการยิงจุดโทษ 3 - 2 หลังต่อเวลาพิเศษแล้ว ยังเสมอกัน 0 - 0 เป็นนัดชิงชนะเลิศนัดแรก ที่ตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ

รอบแรก

     ฟีฟ่าตัดสินใจ จัดการแข่งขันที่สหรัฐ แทนโมร็อกโก และบราซิล เป็นที่น่าประหลาดใจ เนื่องจากผู้คนในสหรัฐ ไม่ค่อยสนใจในกีฬาชนิดนี้ ทีสหรัฐเรียกกีฬาชนิดนี้ว่า ซอคเกอร์ (Soccer - ในสหรับ Football หมายถึง อเมริกันฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตของพวกเขา)  ฟีฟ่าปรารถนาที่จะยกระดับกีฬาซอคเกอร์ ให้เจริญเติบโต เป็นที่สนใจของคนอเมริกา จึงจัดการแข่งขันขึ้นที่นี่ (อีกเงื่อนไขหนึ่งของฟีฟ่า คือ การสร้างลีกซอคเกอร์อาชีพ เรียกว่า เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ (Major League Soccer) เริ่มเล่นใน ค.ศ. 1996) แม้จะจัดที่ประเทศไม่ชอบกีฬาชนิดนี้ แต่ก็ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีคนดูเฉลี่ยแล้ว นัดละเกือบ 69,000 คน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก อเมริกายังมีความพร้อมเป็นอย่างมาก ในด้านสนามแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรปและลาตินอเมริกา  เยอรมนี บราซิล  อาร์เจนตินา เบลเยี่ยม  อิตาชี และสหรับอเมริกา เป็นทีมวาง ในการจับสลากแบ่งสายที่ลาสเวกัส ในวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536)

     รูปแบบการจัดการแข่งขัน เหมือนกับครั้งที่แล้ว  24 ทีมที่ผ่านรอบคัดเลือก แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ  ละ 4 ทีม ่คัดเอาที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มีคะแนนดีที่สุดของแต่ละกลุ่มอีก 4 ทีม เข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย  เป็นครั้งสุดท้ายที่ใช้รูปแบบนี้ เนื่องจากครั้งต่อไป ใน ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541 จะเพิ่มทีมที่เข้าสุดท้ายเป็น 32 ทีม ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ที่ใช้การให้คะแนน 3 คะแนนแก่ทีมชนะแทน 2 คะแนน เพื่อให้ทุกทีมสร้างสรรค์เกบุกมากกว่าตั้งรับ เหมือนที่หลายทีมทำใน ค.ศ. 1990 ที่อิตาลี

     อันเดรส  เอสโคบาร์ ของโคลัมเบีย เป็นสัญลักษณ์โศกนาฏกรรมของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ เมื่อเขาถูกลอบสังหาร หลังจขากทีมโคลัมเบียตกรอบแรก สาเหตุคือเขาทำเข้าประตูตัวเอง ในนัดที่พ่ายสหรัฐอเมริกา 1 - 2 เขาถูกยิงในเมืองเมเดลลิน บ้านเกิดของเขาเอง

     การแข่งขันในรอบแรกที่เซอร์ไพรส์ที่สุด คือ ทีมบัลแกเรีย ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่เคยชนะเลยในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก บัลแกเรีย ชนะ 2 นัด ในกลุ่ม 3 เข้ารอบสองไปพบเม็กซิโก และชนะด้วยการยิงจุดโทษ 3 - 1 เข้าไปพบแชมป์เก่าเยอรมนีตะวันตก ในรอบควอร์เตอร์ไฟนัล ซึ่งเป็นนัดที่น่าจดจำของบัลแกเรีย เมื่อชนะแชมป์เก่า 2 - 1 จากการโหม่งประตูชัยของ ยอร์ดาน เลทช์คอฟ สหรัฐ เจ้าภาพ เข้ารอบสองในฐานะทีมที่ 3 ที่มีคะแนนดีที่สุด แม้พวกเขา จะแพ้บราซิล 0 - 1 ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวง สำหรับประเทศที่ไม่นิยมกีฬาชนิดนี้    

ท่ากล่อมลูกของเบเบโต้
ท่ากล่อมลูกของเบเบโต

  เส้นทางของบราซิลแชมป์ครั้งนี้ ดูเรียบง่าย พวกเขาชนะ เนเธอร์แลนด์ ในรอบควอร์เตอร์ไฟนัล 3 - 2 ซึ่งนัดนี้ เบเบโต้ กองหน้าตัวจิ๋วและคล่องแคล่ว ได้ทราบข่าวว่า ภรรยาคลอดลูก เมื่อเขาทำประตูชัยได้ จึงแสดงความดีใจด้วยท่ากล่อมลูก ต่อมาก็เป็นสัญลักการแสดงความดีใจไปทั่วโลก ในรอบรอบชนะเลิศ พวกเขาชนะสวีเดน ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ส่วนอิตาลีทำงานหนักมากกว่าจะเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ในรอบแบ่งกลุ่ม อิตาลีเริ่มอย่างตะกุกตะกัก และเข้ารอบสองอย่างเฉียดฉิว แม้จะพ่ายแพ้ต่อสาธารณรัฐไอร์แลนด์ 0 - 1  โรแบร์โต  บักโจ ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นดาวรุ่ง ก็ทำประตูไม่ได้ ในรอบ 16 ทีม พวกเขาพบกับไนจีเรีย ขณะตามหลังไนจีเรีย 0 - 1 บักโจ ก็ทำประตูตีเสมอได้ในนาทีสุดท้ายเป็น 1 - 1 จึงต้องต่อเวลาพิเศษ บักโจ ก็ทำประตูชัยชนะไนจีเรีย 2 - 1 จากจุดโทษ ผ่านเข้ารอบต่อไป ในรอบควอร์เตอร์ไฟนัล บักโจก็ยิงประตูชัย ชนะสเปน 1 - 0 และทำอีก 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศ ชนะบัลแกเรีย ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับบราซิล

ดุงก้ากับเพื่อนร่วมทีมชูถ้วยฟีฟ่าวิ่งฉลองชัย
บราซีลแชมป์โลกปี 1994
ดุงก้ากับเพื่อนร่วมทีม แชมป์โลก
    
รอบชิงชนะเลิศ ที่สนาม โรส โบวล์ เล่นกันอย่างระมัดระวัง หมดเวลา 90 นาที เสมอกัน 0 - 0 ต่อเวลาพิเศษ ก็ยังเสมอกัน 0 - 0 นัดนี้ยังถือว่า เป็นการเผชิญกันของทีมที่มีกองหน้า ดีที่สุดคือบราซิล กับทีมที่มีกองหลังดีที่สุดคืออิตาลี ผลก็คือ กินกันไม่ลง

   ต้องยิงจุดโทษหาผู้ชนะเลิศ เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่ตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ หลังจากยิงไปแล้วข้างละ 4 คน บราซิลนำอยู่ 3 - 2 บักโจ ที่ลงเล่นโดยได้รับบาดเจ็บอยู่ ต้องยิงประตูตีเสมอ เพื่อช่วยชีวิตของอิตาลี แต่เขายิงพลาด มันเหินข้ามคาน บราซิลจึงเป็นแชมป์โลกครั้บที่ 4

บักโจกับบาเรซีซึม
บักโจ กับบเรซี่ เศร้า

     นัดชิงที่สาม ระหว่างบัลแกเรีย กับสวีเดน  สวีเดน เป็นทีมที่ทำประตู ได้มากกว่าทีมอื่น ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และชนะบัลแกเรียไป 4 - 0 ได้ตำแหน่งที่สาม รางวัลรองเท้าทองคำ เป็นของโอเลก  ซาเลงโก ของรัสเซีย ที่ทำได้ถึง 5 ประ ในนัดทีพบกับคาเมรูน ส่วนรางวัลลูกบอลทองคำ เป็นของ โรมาริโอ ในฐานะผู้เล่นที่ทรงคุณค่า

ครั้งที่ 16 (ค.ศ. 1998/พ.ศ. 2541)

    ฟุตบอลโลกครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึง วันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) ฝรั่งเศสเจ้าภาพ เป็นแชมป์โลกครั้งแรก โดยชนะบราซิลในนัดชิงชนะเลิศ 3 - 0 เป็นชาติที่ 7 ที่ได้แชมป์โลก (ต่อจาก อุรุกวัย  อิตาลี  เยอรมนีตะวันตก  บราซิล  อังกฤษ และอาร์เจนตินา) และเป็นเจ้าภาพชาติแรก ที่ชนะเลิศ  หลังจากอาร์เจนตินาทำได้ใน ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521)

     รูปแบบการจัดการแข่งขัน แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เนื่องจาก เพิ่มทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จาก 24 ทีม เป็น 32 ทีม จึงแบ่งเป็น 8 กลุ่ม ๆ  ละ 4 ทีม เอาทีมที่ 1 และที่ 2 เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบน็อกเอ๊าท์ ครั้งนี้ ยังนำกฎประตูทอง (Golden goal) มาใช้ตัดสินในรอบน็อกเอ๊าท์อีกด้วย  หากามีการต่อเวลาพิเศษ

 รอบแรก

    กลุ่ม  เอ  นอรเวย์เข้ารอบกับแชมป์เก่าบราซิล

     กลุ่ม  บี  อิตาลีเข้ารอบกับชิลี

     กลุ่ม  ซี  ฝรั่งเศสเจ้าภาพ เข้ารอบกับเดนมาร์ก

     กลุ่ม  ดี  ไนจีเรียเข้ารอบกับปารากวัย

     กลุ่ม  อี  เนเธอร์แลนด์เข้ารอบกับเม็กซิโก

    กลุ่ม  เอฟ  เยอรมนี (รวมตะวันตกกับตะวันออกเข้ากันแล้ว) เข้ารอบกับยูโกสลาเวีย

     กลุ่ม  จี  โรมาเนียเข้ารอบกับอังกฤษ

     กลุ่ม  เอช  อาร์เจนตินาเข้ารอบกับโครเอเชีย

รอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบน็อกเอ๊าท์

     อิตาลีชนะนอรเวย์ 1 - 0  บราซิลถล่มชิลี 4 - 1  โรล็องต์  บล็องซ์ของฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่ทีำประตูทอง (Golden goal) ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ทำให้เจ้าภาพฝรั่งเศส ชนะปารากวัย 1 - 0  เดนมาร์กถล่มไนจีนเรีย 4 - 1 เยอรมนี ชนะเม็กซิโก 2 - 1 เนเธอร์แลนด์ชนะยูโกสลาเวีย 2 - 1 โครเอเชีย ชนะโรมาเนีย 1 - 0  อาร์เจนตินาชนะอังกฤษ ด้วยการดวลจุดโทษ หลังจากต่อเวลาพิเศษเสมอกัน 2 - 2 นัดนี้ เจ้าหนูน้อย เบบี้โกลด์ ของอังกฤษ ไมเคิล  โอเวน ในวัย 18 ปี ทำประตูมหัศจรรย์ได้ นัดนี้อังกฤษเสียเปรียบตัวผู้เล่น เมื่อเดวิด  เบ๊คแฮม  ถูกไล่ออก หลังจากไปเตะดิเอโก  ซิเมโอเน

เบบี้โกลด์ ไมเคิล  โอเวน ของอังกฤษ
เบบี้โกล์ไมเคิล โอเวน ของอังกฤษ

รอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฝรั่งเศสชนะอิตาลี ด้วยการยิงจัดโทษ หลังจากต่อเวลาพิเศษ เสมอกัน 0 - 0 บราซิลชนะเดนมาร์ก อย่างตื่นเต้น 3 - 2   โครเอเชียทำช็อกที่สุด เมื่อถล่มเยอรมนี 3 - 0 เยอรมนีถูกไล่ออกคนหนึ่ง เกมเลยตกเป็นรองโครเอเชีย  เนเธอร์แลนด์ กับอาร์เจนตินา เป็นนัดที่เล่นกันรุนแรง อาร์เทอร์  นูมัน ของเนเธอร์แลนด์ ถูกไล่ออก หลังจากทำฟาวล์ดิเอโก  ซิเมโอเน จนได้รับบาดเจ็บ ถูกหามออกไปรักษาที่ข้างสนาม ต่อมา ผู้ัเล่นซูเปอร์สตาร์ ของอาร์เจนตินา อาเรียล  ออร์เตกา ก็ได้รับใบแดง เนื่องจากเอาหัวโขกผู้รักษาประตูเนเธอร์แลนด์ เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ ที่เล่นถ่วงเวลา เพื่อให้เสมอแล้วเตะจุดโทษ เนเธอร์แลนด์ จึงชนะไป 2 - 1 จากประตูชัยของ เดนิส  เบิร์กแคมป์

รอบรองชนะเลิศ/ชิงที่สาม

     บราซิลชนะเนเธอร์แลนด์ ด้วยการยิงจุดโทษ หลังต่อเวลาพิเศษ เสมอกัน 1 - 1  อีกคู่หนึ่ง ลิลิยง  ดูราม กองหลังฝรั่งเศส ทำ 2 ประตู ให้ทีมเจ้าภาพชนะโครเอเชีย เข้าไปชิงชนะเลิศกับบราซิล  นัดชิงที่สาม โครเอเชีย ชนะเนเธอร์แลนด์ ได้ที่สาม

โรนัลโด้
โรนัลโด้ ซีม หลังจากทีมแพ้

รอบชิงชนะ

     เป็นครั้งแรกที่เจ้าภาพ พบกับแชมป์เก่า ฝรั่งเศสกับบราซิล ซีเนดีน  ซีดาน ทำประตู จากการโหม่งลูกเตะมุม ทั้งสองประตู ในนาทีที่ 27 และนาทีที่ 45 ของครึ่งแรก ครึ่งหลัง บราซิลบุกหนัก ทำให้กองหลังเปิดชอ่งโหว่ ฝรั่งเศส โต้กลับ เอ็มมานูเอล  เปอตี ยิงตอกฝาโลง ให้เจ้าภาพชนะแชมป์เก่า 3 - 0 เป็นแชมป์โลกครั้งแรก ของฝรั่งเศส  นัดนี้ ซูเปอร์สตาร์ของบราซิล โรนัลโด้ เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ข่าวว่า เขาท้องเสียก่อนที่จะลงสนาม จึงเล่นไม่ออก แต่ทำไมโค้ชจึงยังส่งเขาลงเล่น ยังเป็นคำถาม ?

ซีดาน ชูถ้วยฟีฟ่า
ฝรั่งเศส แชมป์โลก 1998
ฝรั่งเศสเจ้าภาพ ฉลองแชมป์โลก

   ฝรั่งเศส แชมป์โลก ปึ 1998

  ซีดาน ได้รับรางวัล ผู้เล่นที่ทรงคุณค่า ส่วนรางวัลรองเท้าทองคำ เป็นของ ดาวอร์  ซุเคอร์ ของโครเอเชีย 6 ประตู

 

 

 

 

ครั้งที่ 17 (ค.ศ. 2002/พ.ศ. 2545)

     ฟุตบอลโลกครั้งที่ 17 จัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) เป็นครั้งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่ใช้ 2 ประเทศเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นทวีป เอเชียอีกด้วย  บราซิลกลายเป็นแชมป์โลกครั้งที่ 5 โดยชนะ เยอรมนี 2 - 0

รอบแรก

     กลุ่ม เอ  เริ่มต้นก็เกิดการตกตะลึง  เมื่อแชมป์เก่า ฝรั่งเศส ซึ่งไม่มี ซีเนดีน  ซีดาน ที่ได้รับบาดเจ็บลงเล่น  พ่ายแพ้แก่ทีม เซเนกัล ที่เพิ่งเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก 0 - 1 นัดที่สอง เสมอกับอุรุกวัย 0 - 0 เธียร์รี  อองรี  กองหน้าถูกไล่ออก  นัดสุดท้าย พวกเขาพ่ายเดนมาร์ก 0 - 2  แชมป์เก่าตกรอบแรก ผิดความคาดหมาย และยิงประตูไม่ได้เลยสักลูก  เดนมาร์ก กับ เซเนกัล เข้ารอบต่อไป

     กลุ่ม  บี  สเปน ทำคะแนนได้ 9 คะแนนเต็ม จากการชนะ ปารากวัย และสโลวีเนีย ในสกอร์เท่ากัน 3 - 1 ก่อนที่จะชนะอาฟริกาใต้ 3 - 2  สเปนเป็นที่ 1 ตามด้วย ปารากวัย

     กลุ่ม ซี  บราซิลก็ชนะ 3 นัดรวด ได้ 9 คะแนน ตามด้วยตุรกี ที่มีประตูได้เสียดีกว่าคอสตาริกา  กลุ่มนี้ ทีมจีนที่เข้ารอบสุดท้าย เป็นครั้งแรก คุมทีมโดย โบรา  มิลูติโนวิก ที่กลายเป็นโค้ชคนเดียว ที่นำทีมเข้ารอบสุดท้าย 5 ครั้ง 5 ชาติ ไม่มีคะแนนเลย แม้จะทำประตูได้

     กลุ่ม  ดี  ก็เกิดการเซอร์ไพรส์ เมื่อสหรัฐ ชนะโปรตุเกส 3 - 2 เสมอกับเกาหลีใต้เจ้าภาพร่วม 1 - 1 เกาหลีใต้เจ้าภาพร่วม ชนะ โปแลนด์ 2 - 0 ชนะโปรตุเกสในนัดสุดท้าย ส่งผลให้ทีมยุโรปทั้งสองทีม กลับบ้านก่อน ทำให้สหรัฐเข้ารอบ ตามเกาหลีใต้ แม้จะแพ้โปแลนด์ในนัดสุดท้ายก็ตาม

     กลุ่ม  อี  เยอรมนี ถล่ม ซาอุดี  อารเบีย 8 - 0 มิสโลสลาฟ  โคลเซ่ ทำแฮตริกได้  สาธารณรัฐไอร์แลนด์ เล่นโดยปราศจาก กัปตันทีม รอย คีน  ที่ถูกส่งกลับบ้านก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเร่ิมแข่ง เยอรมนี เป็นที่ 1 ตามด้วยไอร์แลนด์

     กลุ่ม  เอฟ  เป็นกลุ่มแห่งความตาย ก็เกิดการพลิกล็อก เช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสตกรอบแรก อาร์เจนตินา ซึ่งก่อนฟุตบอลโลก จะเริ่มขึ้น เป็นทีมเต็งแชมป์ แต่ตกรอบแรก ผิดความคาดหมาย พวกเขาได้ที่ 3 ตกรอบพร้อมกับไนจีเรีย สวีเดนกับอังกฤษเข้ารอบ

    กลุ่ม  จี  เม็กซิโก เป็นแชมป์ของกลุ่ม ตามด้วยอิตาลี

     กลุ่ม  เอช  ญี่ปุ่น เจ้าภาพร่วม เข้ารอบกับเบลเยี่ยม

รอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบน็อกเอ๊าท์

     เยอรมนีชนะปารากวัย 1 - 0 จากโอลิเวอร์  นอยวิลล์ อังกฤษ ถล่มเดนมาร์ก 3 - 0 สเปนกับไอร์แลนด์ เสมอกัน 1 - 1 ตลอด 120 นาที สเปนเข้ารอบ ด้วยการยิงจุดโทษชนะ  สวีเดนกับเซเนกัล เสมอกัน 1 - 1 อองรี  กามารา ทำประตูทอง (Golden goal) ให้เซเนกัลชนะ เข้ารอบต่อไป สหรัฐชนะเม็กซิโก 2 - 0 บราซิล ชนะเบลเยี่ยม 2 - 0 ตุรกีชนะเจ้าภาพร่วมญี่ปุ่น 1 - 0 เจ้าภาพร่วมอีกทีม เกาหลีใต้ ชนะอิตาลีด้วยประตูทอง 2 - 1

รอบก่อนรองชนะเลิศ

     บราซิลชนะอังกฤษ 2 - 1 เยอรมนีชนะสหรัฐ 1 - 0 เกาหลีใต้ เจ้าภาพร่วม ชนะสเปนด้วยการยิงจุดโทษ หลังจากต่อเวลา 120 นาที เสมอกัน 0 - 0 เกาหลีใต้ เป็นทีมเอเชียทีมแรก ทีี่เข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก ทำลายสถิติที่ทีมเชื้อสายเดียวกัน แต่ต่างกันด้านการเมือง เกาหลีเหนือ ที่ทำไว้เมื่อ ปี ค.ศ. 1966 (พ.ศ. 2509) เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ถึงแม้จะมีข้อกังขามากมาย สำหรับเกาหลีใต้ ที่ได้รับชัยชนะแบบกรรมเข้าข้าง ตุรกี ชนะเซเนกัล ทีมที่มาถึงรอบนี้เกินความคาดหมาย 1 - 0 ด้วยประตูทอง

รอบรองชนะเลิศ และชิงที่สาม

   คู่แรก เยอรมนีกับเกาหลีใต้เจ้าภาพร่วม มิชาเอล  บัลลัค ทำประตูให้เยอรมนี ชนะ 1 - 0 ซึ่งในนัดนี้ บัลลัค ยังได้รับใบเหลืองด้วย ทำให้เขาพลาดนัดชิงชนะเลิศ เนื่องจากได้รับใบเหลืองรวม 2 ใบแล้ว โรนัลโด ทำประตูที่ 6 ของเขาให้บราซิลชนะตุรกี 1 - 0 เป็นการหวนกลับมาพบกันอีก หลังจากรอบแรกพบกันแล้วในกลุ่ม  ซี

     นัดชิงที่สาม ตุรกีชนะเกาหลีใต้เจ้าภาพร่วม 3 - 2 เป็นนัดที่สนุกสนานและเพลิดเพลินมาก ประตูแรกของนัดนี้ ถือว่าเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ฮาคาน  ซูเคอร์ ยิงได้ในวินาที 10.8  ทำลายสถิติของไบรอัน  รอบสัน ของอังกฤษ ที่ทำไว้ในปี ค.ศ. 1982 (27 วินาที)

นัดชิงชนะเลิศ

โรนัลโด
โรนัลโด ทำ 2 ประตู

     บราซิลแชมป์ 4 สมัย พบกับ เยอรมนี แชมป์ 3 สมัย บราซิล เข้าชิงชนะเลิศ เป็นปีที่สาม ติดต่อกัน หลังจากเยอรมนีตะวันตก ทำได้ ใน ปี ค.ศ. 1982, 1986 และ 1990  ครึ่งแรก เสมอกัน 0 - 0 ครึ่งหลัง บราซิลแก้เกม โรนัลโด ทำได้ 2 ประตู ทำให้บราซิล ชนะไปในที่สุด 2 - 0 เป็นแชมป์โลกครั้งที่ 5 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

โอลิเวอร์  คาห์น เศร้า
โอลิเวอร์  คาห์น เศร้า

     โรนัลโด เป็นดาวซัลโวสูงสุด 8 ประตู ได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ คาฟู กัปตันทีมบราซิล เป็นนักเตะคนแรก ที่เล่นนัดชิงชนะเลิศถึง 3 ครั้ง (ค.ศ. 1994, 1998 และ 2002)

 

โรนัลโดชูถ้วยฟีฟ่า
ริวัลโดกับโรนัลโด จูบถ้วยฟีฟ่า
โรนัลโดกับริวัลโดแสดงความดีใจ

     บราซิล เป็นแชมป์โลก สมัยที่ 5

ในภาพ  โรนัลโด ซึ่งทำ 2 ประตู ในนัดชิงชนะเลิศ  กำลังชูถ้วยฟีฟ่า เวิร์ลด์คัพ (ภาพบน)

    ริวัลโด  กับ โรนัลโด จูบถ้วยฟีฟ่า เวิร์ลด์คัพ  บราซิลใช้กองหน้า 3 คน ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำให้ทีมอื่น หยุดยาก โดยได้ฉายาว่า 3 R  คือ  โรนัลโด (Ronaldo), ริวัลโด (Rivaldo) และ โรนัลดินโญ่ (Ronaldinho)

 

 

 

ครั้งที่ 18 (ค.ศ. 2006/พ.ศ. 2549)

    ฟุตบอลโลกครั้งที่ 18 จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) อิตาลี เป็นแชมป์โลกครั้งที่ 4 โดยชนะฝรั่งเศส ด้วยการยิงจุดโทษ 5 - 3 หลังจากต่อเวลาพิเศษ เสมอกัน 1 - 1 เป็นการยิงจุดโทษ หาผู้ชนะเลิศครั้งที่ 2 หลังจาก บราซิล กับ อิตาลี ใน ปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) ที่สหรัฐ  ส่วนเยอรมนี เจ้าภาพได้ที่สาม โดยชนะโปรตุเกส 3 - 1

รอบแรก

     รูปแบบการจัดการแข่งขัน เหมือนครั้งที่แล้ว 32 ทีม ที่ผ่านรอบคัดเลือก แบ่งเป็น 8 กลุ่ม ๆ  ละ 4 ทีม เอาทีมที่ 1 และที่ 2 เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

     กลุ่ม  เอ  นัดเปิดสนาม เยอรมนีเจ้าภาพพบกับคอสตาริกา เป็นนัดที่สนุึกสนาน ซึ่งเจ้าภาพเยอรมนีชนะไป 4 - 2 เป็นการทำประตูสูงสุดในนัดเปิดสนาม ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เยอมรมนีกับคอสตาริกา เข้ารอบ

     กลุ่ม  บี  อังกฤษและสวีเดน เข้ารอบ

     กลุ่ม  ซี  อาร์เจนตินาและเนเธอร์แลนด์ เข้ารอบ

     กลุ่ม  ดี  โปรตุเกส และ เม็กซิโก เข้ารอบ

     กลุ่ม  อี  อิตาลีและกานา เข้ารอบ

     กลุ่ม  เอฟ  บราซิลและออสเตรีเลียเข้ารอบ

     กลุ่ม  จี  สวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส เข้ารอบ

     กลุ่ม  เอช  สเปนและยูเครน เข้ารอบ

รอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบน็อกเอ๊าท์

     เยอรมนีเจ้าภาพ ชนะ สวีเดน 2 - 0 จาก ลูคัส  โพโดลสกี้ ทั้ง 2 ประตู  อาร์เจนตินาพบเม็กซิโก มาร์เกส ทำประตูให้เม็กซิโก นำก่อน 1 - 0 ในนาทีที่ 6 ก่อนที่เฮอร์นัน  เครสโป จะตีเสอมให้อาร์เจนตินา 1 - 1 ในาทีที่ 10 หมดเวลา เสมอกัน 1 - 1 ต้องต่อเวลาพิเศษ จนกระทั่งนาทีที่ 8 (นาทีที่ 98) ของการต่อเวลาพิเศษ แม็กซี  โรดริเกซ จึงทำประตูชัยให้อาร์เจนตินาชนะไป 2 - 1 อิตาลี พบออสเตรเลีย อิตาลี เล่น 10 คน หลังจาก มาร์โค  มาเตราซซี ถูกใบแดงอันน่ากังขาไล่ออกจากสนาม แต่อิตาลี ก็ได้จุดโทษในนาทีสุดท้าย จาก ต็อตติ ทำให้ตาลีชนะไป 1 - 0  สวิตเซอร์แลนด์พบกับยูเครน เป็นนัดที่เล่นกันอย่างน่าเบื่อ เสมอกัน ตลอด 120 นาที 0 - 0 ยูเครนชนะด้วยการยิงจุดโทษ 3 - 0 สวิตเซอร์แลนด์ ถูกบันทึกไว้ว่า เป็นทีมแรกที่ทำประตูไม่ได้เลย ในการยิงจุดโทษ  อังกฤษชนะเอกวาดอร์ 1 - 0 จากลูกฟรีคิกของเดวิด เบคแฮม ในนาทีที่ 60  บราซิลชนะกานา 3 - 0 นัดนี้ โรนัลโด ยิงประตูที่ 15 ของเขาได้ เป็นสถิติสูงสุด หลังจากจัสต์ ฟองแตง ของฝรั่งเศส ทำได้ 14 ประตู   โปรตุเกส ชนะเนเธอร์แลนด์ 1 - 0 เป็นนัดที่ห่วยที่สุดนัดหนึ่ง ในประวัิติศาสตร์ฟุตบอลโลก มีการแจกใบเหลืองถึง 16 ใบ และผู้เล่นถูกไล่ออกถึง 4 คน ฝรั่งเศสชนะสเปน 3 - 1

รอบก่อนรองชนะเลิศ

     อาร์เจนตินาพบกับเจ้าภาพเยอรมนี เล่นกันอย่างสนุกสนาน เร้าใจ เสมอกัน 1 - 1 หลังจากต่อเวลาพิเศษ 120 นาที เยอรมนี ชนะด้วยการยิงจุดโทษ 4 - 2  อังกฤษ กับโปรตุเกส เป็นนัดที่น่าเกลียดอีกนัดหนึ่ง เวย์น รูนีย์ ของอังกฤษถูกไล่ออก หมดเวลา 120 นาที เสมอกัน 0 - 0 โปรตุเกสชนะด้วยการยิงจุดโทษ 3 - 1 เข้ารอบรองชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี (หลังจากทำได้ในปี ค.ศ. 1966 ที่อังกฤษ)  อิตาลึชนะยูเครน 3 - 0 ฝรั่งเศส ชนะคู่ชิงชนะเลิศ ปี ค.ศ. 1998 และแชมป์เก่า บราซิล 1 - 0 นัดนี้ ซีเนดีน ซีดาน เล่นได้ยอดเยี่ยมมาก เป็นแมนอ๊อฟเดอะแม็ตช์ เขาโยนลูกฟรีคิกให้ เธียร์รี อองรี ทำประตูชัย

รอบรองชนะเลิศ และชิงที่สาม

     เมื่ออาร์เจนตินากับบราซิล สองมหาอำนาจลูกหนังอเมริกาใต้ ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ รอบรองชนะเลิศ จึงมีแต่ทีมจากยุโรป (ต่อจาก ค.ศ. 1934, 1966 และ 1982) เยอรมนีเจ้าภาพ พบอิตาลี เล่นกันอย่างสนุกสนานและตื่นเต้น  จนถึงนาทีที่ 118 ของการต่อเวลาพิเศษ เสมอกันอยู่ 0 - 0 อิตาลี จึงทำได้ 2 ประตู จากฟาบิโอ  กรอสโซ และ อเลสซานโดร  เดล  ปิเอโร ในาทีที่ 119 และ 120 ตามลำดับ เข้ารอบชิงชนะเลิศ อีกคู่หนึ่ง ฝรั่งเศส ชนะ โปรตุเกส 1 - 0 จากจุดโทษของซีเนดี  ซีดาน  อิตาลี จึงชิงชนะเลิศกับฝรั่งเศส  ส่วนเยอรมนีชิงที่สามกับโปรตุเกส และชนะไป 3 - 1 จากการเล่นอันยอดเยี่ยมของ บาสเตียน  ชไวสไตเกอร์ เยอรมนีเจ้าภาพ จึงได้ที่สาม

รอบชิงชนะเลิศ

ซีดานเอาศีรษะโขกมาเตราซซี
ซีดานเอาศีรษะโขกมาเตราซซี
ซีดานถูกใบแดงไล่ออก
ซีดานถูกใบแดงไล่ออก

     อิตาลีชนะฝรั่งเศส ด้วยการดวลจุดโทษ 5 - 3 หลังจาก 120 นาที เสมอกัน 1 - 1 นัดนี้ ซีดาน เอาศีรษะโขกมาเตราซซี ถูกใบแดงไล่ออก ภายหลัง ซีดาน กล่าวว่า เขาถูกมาเตราซซี กล่าวยั่วยุ ถึงบรรพบุรุษของเขา ตลอดทั้งเกม จนเขาตบะแตก  อิตาลีเป็นแชมป์โลก ครั้งที่ 4 ต่อจากปี 1934, 1938 และ 1982 และเป็นครั้งที่สอง ของฟุตบอลโลกที่ใช้การเตะจุดโทษ ตัดสิน ต่อจากปี 1994 ทีสหรัฐ  

คันนาวาโรกัปตันทีมรับถ้วยฟีฟ่า
อิตาลีแชมป์โลก ปี 2006
อิตาลีเป็นแชมป์นโลกสมัยที่ 4

 

ครั้งที่ 19 (ค.ศ. 2010/พ.ศ. 2553)

เจ้าภาพ   :   อาฟริกาใต้

แชมป์     :   สเปน

รองแชมป์ : เนเธอร์แลนด์

ที่สาม : เยอรมนี

     สเปนเป็นแชมป์โลกสมัยแรก และเป็นทีมจากยุโรปทีมแรก ที่ได้แชมป์นอกทวีปเหมือนกับบราซิล และเป็นชาติที่ 8 ที่ได้แชมป์โลก ต่อจาก อุรุกวัย อิตาลี บราซิล เยอรมนี (ตะวันตก) อังกฤษ อาร์เจนตินา และฝรั่งเศส ตามลำดับ โดยชนะเนเธอร์ 1 - 0 หลังการต่อเวลาพิเศษ 120 นาที ได้ประตูชัยจาก อันเดรส อินิเอสตา ในนาทีที่ 116 และเป็นทีมที่ 2 ต่อจากเยอรมนี (ตะวันตก) ที่ได้แชมป์ยุโรป แล้วมาได้แชมป์โลกติดต่อกัน นับเป็นปีทองของสเปนโดยแท้...

ทีมชาติสเปนแชมป์โลกครั้งที่ 19
สเปนแชมป์โลกครั้งล่าสุด

 

<<คลิกเพื่ออ่านรายละเอียด>>