Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว, ความรู้ทั่วไป, นานาสาระ
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ
 
 หนังสือ
 

น่ารู้ในโลกและจักวาล

1.  ภาษาที่มีคนพูดมากที่สุด ในโลก คือ ภาษาจีนกลาง หรือ แมนดาริน

2.  ประเทศที่มีภาษาพูด มากที่สุด คือ ประเทศอินเดีย มีสองร้อยกว่าภาษา

3.  ประเทศที่มีรถไฟ หนาแน่นที่สุด คือ เบลเยี่ยม

4.  ประเทศที่ไม่มีทางรถไฟ คือ ลาว

5.  ประเทศที่มีการจราจร ติดขัดมากที่สุด  กรุงโตเกียว  ประเทศญี่ปุ่น

6.  ประเทศที่มีสายการบิน มากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา

7.  ประเทศที่ใช้โทรศัพท์ มากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา

8.  ประเทศที่มีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ที่เก่าแก่ที่สุด คือ กรีซ

9.  ประเทศที่ได้ชื่อว่า เป็นดินแดงแห่งโรงสีลม คือ ฮอลแลนด์ หรือ เนเธอแลนด์

10. ประเทศที่ได้รับสมญานามว่า ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ เที่ยงคืน คือ นอรเย์

11.  ประเทศที่มีชื่อเสียง ในการผลิตนาฬิกา  คือ สวิตเซอร์แลนด์

12.  ประเทศในยุโรป ที่มีชื่อเสียง ในการผลิตเบียร์ คือ เยอรมนี

13.  ประเทศในยุโรป ที่มีชื่อเสียง ในด้านแฟชั่น เครื่องแต่งกาย  คือ  ฝรั่งเศส

14.  ประเทศในยุโรป ที่มีชื่อเสียง ในการผลิตเหล็กกล้า ที่ดีที่สุด คือ  สวีเดน

15.  ประเทศแรก ที่เก็บภาษีเงินได้  คือ อังกฤษ

16. ประเทศแรก ที่รู้จักผลิตกระดาษ คือ จีน

17.  มนุษย์อวกาศคนแรก ของโลก คือ ยูริ กาการิน  ชาวรัสเซีย

18. กระสวยอวกาศลำแรก ของโลก คือ ยานโคลัมเบีย ของสหรัฐอเมริกา

19. ดาวเทียมดวงแรก ของโลก คือ สปุตนิค ของรัสเซีย

20.  สิ่งที่ใหญ่โตที่สุด ในระบบสุริยะ คือ ดวงอาทิตย์

21. ดาวเคราะห์ ที่ใหญ่ที่สุด ในระบบสุริยะ คือ ดาวพฤหัสบดี

22. ดาวเคราะห์ ที่เล็กที่สุด ในระบบสุริยะ คือ ดาวพลูโต

23.  ดาวเคราะห์ ที่อยู่ใกล้โลก มากที่สุด คือ ดาวศุกร์

24. ดาวเคราะห์ ที่อยู่ไกลโลกที่สุด คือ ดาวพลูโต

25.  ดาวเคราะห์ ที่ไม่มีดวงจันทร์ คือ ดาวพุธ และดาวศุกร์

26. ดาวเคราะห์ ที่มีดวงจันทร์ เป็นบริวาร มากที่สุด คือ ดาวพฤหัสบดี

29.  ดาวเคราะห์ ที่แปลประหลาดที่สุด คือ ดาวเสาร์ และ ดาวพฤหัสบดี คือ มีวงแหวนล้อมรอบ

30.  เกาะมรกต หมายถึง เกาะไอร์แลนด์

31.  หมู่เกาะที่รับฉายาว่า หมู่เกาะเครื่องเทศ คือ หมู่เกาะ โมลุกกะ  ประเทศอินโดนีเซีย

32.  แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ในทะเลทราย เรียกว่า  โอเอซิส

33. พระพุทธรูปทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ พระพุทธรูปวัดไตรมิตร  กรุงเทพฯ

34. เจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุด คือ เจดีย์ชเวดากอง  เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า

35.  ร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ ศูนย์อุตสาหกรรมร่ม บ่อสร้าง  อ. สันกำแพง  จ. เชียงใหม่

36. นกที่เป็นสัญลักษณ์ สันติภาพ คือ นกพิราบ

37. ศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศ (ศาลโลก) อยู่ที่ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์

38.

ดาวพุธ โคจรรอบดวงอาทิตย์ ด้วยความเร็ว

39. ประเทศ ที่ริเริ่มการพิมพ์หนังสือ คือ ประเทศ จีน

40.  ประเทศ ที่เป็นผู้ออกแสตมป์ ประเทศแรกของโลก คือ อังกฤษ

41.  แสตมป์ดงแรกของโลก คือ แบลคเพนนี  ของประเทศอังกฤษ

42. ชาติที่ใช้เข็มทิศ ในการเดินเรือ เป็นชาติแรก คือ  จีน

43. เมืองที่มีคลองมากที่สุด คือ เมืองเวนิส  ประเทศอิตาลี (ในอดีต กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยเรา ก็ได้ชื่อว่าเวนิสตะวันออก เพราะมีคลองมาก เหมือนเมืองเวนิส)

44. ดินแดน ที่ได้ชื่อว่า เป็นหลังคาโลก คือ ธิเบต

45. เมืองที่ได้ชื่อว่า เป็นเมืองแห่งความศักดิ์สิทธิ์ คือ เมืองเยรูซาเลม  อิสราเอล

46. ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด คือ ศาสนาพราหมณ์

47. ศาสนาอิสลาม  กำเนิดในประเทศ ซาอุดิอาระเบีย

48. ศาสนาคริสต์ กำเนิดในประเทศ อิสราเอล

49. ศาสนาพราหมณ์ กำเนิดในประเทศอินเดีย

50. ศาสนาพราหมณ์ พัฒนาเลียนแบบศาสนาพุทธ เรียกว่า ศาสนาฮินดู (พราหมณ์ผสมพุทธ)

 

 

 

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ

      มีอายุตั้งแต่  5,000  ปีก่อนคริสต์กาล - ค.ศ.  500

1.  พีระมิดแห่งเมืองกิซา

     อยู่ที่เมืองกิซา  ประเทศอียิปต์  ปัจจุบันยังคงอยู่  ประกอบด้วยมหาพีระมิด  3  องค์  ซึ่งก่อสร้าง เมื่อประมาณ  2,575 - 2,465  ปี ก่อนคริสต์กาล  ได้แก่

      พีระมิดของฟาโรห์คูฟู  (กษัตริย์คีออปส์) เป็นองค์ที่เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุด

      พีระมิดของฟาโรห์คาฟเร (หรือเคเฟรีน) ซึ่งเป็นโอรสของฟาโรห์คูฟู มีขนาดครองลงมา

      พีระมิดของฟาโรห์เมนเกาเร  (หรือในเซรินุส)  ซึ่งเป็นพระนัดดา ของฟาโรห์คูฟู มีขนาดเล็กกว่าอีกสององค์

      ฟาโรห์ของอียิปต์ สร้างพีระมิดเพื่อเตรียมเป็นสุสาน  เนื่องจากขาวอียิปต์โบราณ เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย  ภายในพีระมิด จึงมีห้องต่าง ๆ  เพื่อบรรจุข้าวของเครื่องใช้และสมบัติต่าง ๆ  สำหรับใช้ในปรโลก  พีระมิดของฟาโรห์คูฟู เมื่อแรกสร้างมีความสูงถึง 146.6  เมตร  และมีขนาดใหญ่มาก  ฐานแต่ละด้าน ยาว  230  เมตร  การสร้างใช้ก้อนหินหนัก  2.5  ตัน  ถึง  2.5  ล้านก้อน  ตั้งเรียงกัน  โดยไม่ใช้ปูนยึดเลย  ใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ  30  ปี  ใช้แรงงานประมาณ  100,000  คน  เป็นหนึ่งเดียวในสิ่งมหัศจรรย์ทั้งเจ็ด ที่ยังคงสภาพเดิมเกือบสมบูรณ์กว่า  5,000  ปี

ปิรามิด มหาวิหารเดียนา
ปิรามิดแห่งเมืองกิซา มหาวิหารเดียนา

2. มหาวิหารเดียนา

      อยู่เมืองเอเฟซัส (Ephesus) ประเทศกรีซ  ปัจจุบันยังมีซากหลงเหลืออยู่  มหาวิหารเดียนา  สร้างขึ้นเมื่อประมาณ  500  ปีก่อนคริสต์กาล  เพื่อถวายแด่เทพีเดียนา (หรือเทพีอาร์เดมิส : เทพีแห่งดวงจันทร์)  วิหารนี้สร้างจากหินปูน  และหินอ่อน  ตั้งอยู่บนฐานยกพื้น  กว้าง  79  เมตร  ยาว  1  เมตร  ประกอบด้วย  เสาหินอ่อน  127  ต้น  แต่ละต้นสูง  20  เมตร  ประดับด้วยรูปปั้นอันงดงาม  เป็นวิหารที่ใหญ่โตโอฬารที่สุดแห่งหนึ่ง ในยุคกรีก  ต่อมาวิหารแห่งนี้ ถูกไฟไหม้ ในปี  356  ก่อนคริสต์กาล  และได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่  ปัีจจุบันมีเพียงโครงสร้างของเสา ที่หลงเหลือให้เห็นอยู่

3.  สุสานของกษัตริย์มอโซลัส

     อยู่ที่เมื่องฮาลิคาร์นาสซัส  ปัจจุบัน คือ  เมืองโบตรัม  ประเทศตุรกี  ปัจจุบันยังมีซากหลงเหลืออยู่

      สุสานของกษัตริย์มอโซลัส (Mausoleum) สร้างขึ้นจากพระดำริ ของกษัตริย์มอโซลัสแห่งคาเรีย (377 - 353  ก่อนคริสต์กาล) กับพระมเหสีอาร์เตมิเซีย  เพื่อเป็นสุสานอันยิ่งใหญ่อลังการ สำหรับพระองค์  ที่นครฮาลิคาร์นาเซีย แม้ว่ากษัตริย์มอโซลัสสิ้นพระชนม์ก่อนที่สุสานจะสร้างเสร็จ  พระนางอาร์เตมิเซีย  ก็ดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จ เมื่อประมาณ  350  ปีก่อนคริสต์กาล  สุสานแห่งนี้สร้างจากหินอ่น  มีความสูง  43  เมตร  ฐานโดยรอบยาว  140  เมตร  ตัวอาคารสุสาน  ประกอบด้วยฐานที่เรียงซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป  3  ชั้น  แต่ละชั้นประดับด้วยประติมากรรมอันงดงาม  ยอดอาคารเป็นรูปสลักของกษัตริย์มอโซลัสประทับรถศึกเทียมม้า  มีพระอังคารของพระองค์และมเหสีบรรจุในโกศทองคำฝังอยู่ใต้อาคาร  ต่อมาในยุคกลางประมารคริสต์ศตวรรษที่  16  เกิดแผ่นดินไหว ทำให้สุสานนี้พังทลาย  เหลือเพียงซากปรักหักพังบางส่วน  รูปสลักบางชั้นยังคงเหลืออยู่ และถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ 

สุสานของกษัตริย์มอโซลัส สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน
สุสานของกษัตริย์มอโซลัส สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน

  4.  สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน

     อยู่ที่ประเทศอิรัก  ปัจจุบันพังทลาย ไม่เหลือซาก  สันนิษฐานว่า  สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ  600  ปี ก่อนคริสต์กาล  โดยพระเจ้าเนบูคัตเนสซาร์ที่  2  แห่งบาบิโลน (604 - 562  ก่อนคริสต์กาล)  เพื่อเป็นอุทยานพักผ่อนของเจ้าหญิงอาไมติส  พระมเหสีของพระองค์  สวนลอยแห่งนี้สร้างเป็นภูเขาจำลอง สูง  40  เมตร  มีลักษณะเป็นชั้น ๆ  แต่ละชั้นปลูกพันธุ์ไม้หลายชนิด ที่รวบรวมจากทั่วจักรวรรดิบาบิโลน และดินแดนอื่น ๆ  มีระบบทดน้ำขึ้นไปหล่อเลี้ยงต้นไม้  ต่อมาอาณาจักรบาบิโลนเสื่อมโทรมลง  นครบาบิโลน เหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น  และสวยลอยแห่งบาบิโลนก็ได้พังทลายสูญหายไปหมดแล้ว  นักโบราณคดีได้ขุดพบฐานรูปทรงสี่เหลี่ยมของส่ิงก่อสร้าง ขนาดมหึมา ใกล้ ๆ  กับพระราชวังทางทิศใต้ ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นซากของสวนลอยแห่งนี้ก็ได้

5.  เทวรูปเทพเจ้าซีอุส

     อยู่ที่เมืองโอลิมเปีย  ประเทศกรีซ  ปัจจุบันพังทลาย ไม่เหลือซาก

     เทวรูปเทพเจ้าซีอุส สร้างขึ้นเมื่อประมาณ  435  ปี ก่อนคริสต์กาล  โดยประติมากรที่มีชื่อเสียงที่สุดในขณะนั้นชื่อ  ฟีติแอส  เขาสลักรูปเทพเจ้าซีอุสในท่าประทับนั่ง หัตถ์ซ้ายถือคทา ที่หัวเป็นนกอินทรี  ส่วนหัตถ์ขวาถือรูปปั้นเทพไนกี (เทพแห่งชัยชนะ)  เทวรูปนี้ สูง 13 เมตร  ฉลองพระองค์ และเครื่องประดับ ทำด้วยทองคำทั้งหมด  พระฉวีทำจากงาช้าง ประกบเข้ากับโครงที่ทำด้วยไม้  ต่อมามีการขนบ้ายเทวรูปนี้ ไปยังคอนสแตนติโนเปิล และเมื่อพระราชวัง ที่ประดิษฐานเทวรูปนี้ ถูกไฟเผาเมื่อปี ค.ศ.  462  เทวรูปเทพเจ้าซีอุส จึงถูกทำลายลงด้วย

เทวรูปเทพเจ้าซีอุส โคโซซุสแห่งเกาะโรดส์
เทวรูปเทพเจ้าซีอุส โคโซซุสแห่งเกาะโรดส

  6.  โคโซซุสแห่งเกาะโรดส์

     อยู่เกาะโรดส์  ประเทศกรีซ  ปัจจุบันพังทลาย ไม่เหลือซาก

     โคโซซุสแห่งเกาะโรดส์ (Colosus  of  Rhodes) เป็นเทวรูปสำริด  ขนาดมหึมา ของเทพเจ้าเฮลิออส (อะพอลโล : เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์) มีความสูง  32  เมตร ยืนอยู่ปากอ่าวเกาะโรดส์  สร้างเสร็จ เมื่อ 282 ปี ก่อนคริสต์กาล  ใช้เวลาสร้างนาน  12  ปี  เทวรูปนี้มีโครงสร้างภายในเป็นเหล็ก  ส่วนล่างถ่วงน้ำด้วยหิน  แต่เหล็กสมัยนั้น ไม่แข็งแรงเท่าเหล็กในปัจจุบัน  ดังนั้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในปี  226  ก่อนคริสต์กาล  เทวรูปนี้จึงพังทลายลงมา  เศษซากเทวรูป ถูกกองทิ้งไว้ โดยไม่มีใครแตะต้องทำอะไรนานเกือบ  900  ปี  จนกระทั่งพวกมุสลิมอาหรับเข้ามายึดเกาะโรดส์ได้ ใน  ค.ศ.  654  พวกเขาจึงขายเศษซากโลหะเหล่านี้ให้กับพ่อค้ายิวจากซีเรีย  ซึ่งต้องบรรทุกไปด้วยอูฐถึง  980  เที่ยว

   7.  ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย

ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย
ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย

     อยู่เกาะฟาโรส  เมืองอเล็กซานเดรีย  ประเทศอียิปต์  ปัจจุบันพังทลาย ไม่เหลือซาก

     ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย สร้างเมื่อประมาณ  280 ปี ก่อนคริสต์กาล  ในสมัยของพระเจ้าปโตเลมีที่  2   ประภาคารนี้สูงประมาณ  117  เมตร  ทำจากหินอ่อน  ส่วนฐานทำจากแท่งหินขนาดมหึมา  ส่วนยอดของประภาคาร มีรูปปั้นของเทพโพสิดอนประดิษฐานอยู่ด้วย  ในหอคอยชั้นที่สามของประภาคาร มีกระโจมไฟไว้สำหรับส่งสัญญาณเตือน  โดยใช้แผ่นทองสำริดสะท้อนแสงไฟออกสู่ทะเลได้ไกลถึง  50  กิโลเมตร  ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่  2  ครั้ง  ใน  ค.ศ.  1303 และ  1323  ทำให้ประภาคารแห่งนี้พังทลายลง

สิ่งมหัศจรรย์ยุคกลาง

    มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  5 - คริสต์ศตวรรษที่  16

1.  หอเอนเมืองปิซา

        อยู่เมืองปิซา  ประเทศอิตาลี

      หอเอนเมืองปิซา เริ่มสร้าง เมื่อ ค.ศ. 1174  เพื่อเป็นหอระฆังของโบสถ์แห่งเมืองปิซา  แต่ระหว่างดำเนินการสร้างไปได้ไม่นาน หอก็เริ่มเอียง เพราะพื้นใต้ฐานเริ่มทรุดลง (และยังคงทรุดลงเรื่อย ๆ  หลังจากนั้น)  เนื่องจาก รากฐานของหอลึกเพียง  3  เมตรเท่านั้น  ไม่เพียงพอสำหรับสิ่งก่อสร้าง ที่สูง  55  เมตร  มีความพยายามที่จะแก้ไขอาการเอนของหอ  โดยสร้างส่วนบนของหอให้ด้านที่เอียงลงสูงขึ้นเล็กน้อย  เพื่อต้านการเอียง  แต่กลับทำให้หอเอนยิ่งขึ้นไปอีก  และพยายามอีกหลายวิธี ก็ไม่สามารถแก้ไขได้  หอนี้จึงเอียง  เมื่อสร้างเสร็จใน ค.ศ. 1350  เล่ากันว่า  กาลิเลโอ ซึ่งเกิดที่เมืองปิซา ได้ใช้หอเอนนี้ ทำการทดลองงานของเขาบางอย่างด้วย  หอนี้ ยังคงเอนลงเรื่อย ๆ  อย่างต่อเนื่องมาตลอด  ในช่วงกลางทศวรรษ  1900  มันเอนห่างจากแนวตรงถึง  4  เมตร  ปัจจุบัน หอเอนปิซาปิดไม่ให้คนเข้าชม และได้ม่การป้องกันไม่ให้หอเอนนี้พังลงมาก

หอเอนเมืองปิซา สนามกีฬาแห่งกรุงโรม (โคลอสเซียม)
หอเอนเมืองปิซา สนามกีฬาแห่งกรุงโรม

2.  สนามกีฬาแห่งกรุงโรม (โคลอสเซียม)

     อยู่ที่กรุงโรม  ประเทศอิตาลี

     สนามกีฬาแห่งกรุงโรม  เดิมชื่อว่า  โรงละครกลางแจ้งเฟลเวียน  ต่อมาได้ชื่อว่า  โคลอสเซียม (The Coloseum  of  Rome)  เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่  สามารถจุผู้ชมได้มากกว่า  50,000  คน  โคลอสเซียม  เริ่มสร้างใน  ค.ศ.  72  ในสมัยของจักรพรรดิเวสปาเชียน  สร้างเสร็จในปี ค.ศ.  80  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ  15  ไร่  มีที่นั่งสำหรับผู้ชม  3  ชั้น  และชั้นบนสุด เป็นที่สำหรับยืนดู  มีผ้าใบขนาดมหึมา สำหรับบังแดดให้ผู้ชมด้วย  ลานแสดงสำหรับการต่อสู้เรียกว่า  เกลดิเอเตอร์ (Gladiator)   ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างคนกับสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ   ลานแสดง สามารถปล่อยน้ำเข้ามาท่วมขังได้ เพื่อจำลองการรบทางน้ำ โดยใช้เรือจริง ๆ   พื้นใต้ลานแสดงเป็นคอกขังสัตว์ที่ใช้ในการต่อสู้  ปัจจับัน โคลอสเซียมยังคงอยู่  แต่มีบางส่วนที่ปรักหักพังไป

3.  สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย

     อยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย  ประเทศอียิปต์

     สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย (The  Catacombs  of  Alexandria) ไม่ปรากฏว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้ัสร้าง  มีลักษณะเป็นหลุมฝังศพ แบบอุโมงค์ใต้ดิน (Catacomb) โดยขุดลึกเข้าไปในภูเขาหินทราย เป็นชั้น ๆ  บางตอนมีความลึกถึง  70 - 80  ฟุต  มีทางเดินกว้าง 3 - 4 ฟุต  ทางเดินมีลักษณะวกไปเวียนมาเป็นระยะทางหลายไมล์  ผนังอุโมงค์ถูกเจาะเป็นช่อง ๆ  ลึกเข้าไปเพื่อใช้บรรจุศพ  ด้านหน้าช่องมีแท่นบูชา และตะเกียงดวงเล็ก ๆ  แขวนไว้  ปัจจุบัน สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย ยังคงสภาพสมบูรณ์เกือบครบถ้วน

สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย สุเหร่าโซเฟีย
   

 4.  สุเหร่าโซเฟีย

     อยู่ที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล  ประเทศตุรดี

      เมืองคอนสแตนติโนเิปิล เป็นนครหลวงแห่งจักรวรรดิไบฉซนไทล์ ปัจจุบันคือเมืองอิสตันบูล  ประเทศตุรกี  สุเหร่าโซเฟีย  หรือ  อาเยียโซเฟีย (Hagia  Sophai)  เมื่อแรกเริ่มสร้างนั้น เพื่อเป็นโบสถ์ของชาวคริสต์  โดยจักรพรรดิจัสติเนียน ทรงบัญชาให้สร้างขึ้น เมื่อ  ค.ศ.  532  ใช้วัสดุชั้นเลิศจากทั่วจักรวรรดิ ใช้ช่างฝีมือกว่า  10,000  คน  และใช้เวลาสร้างนานห้าปี  จึงเสร็จ เป็นโบสถ์ที่ใหญ่และสง่างามที่สุดในคริสต์จักร  โบสถ์เป็นรูปโดมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง  30  เมตร  พื้นเป็นหินอ่อน ผิวมันเรียบ  ผนังประดับโมเสกงามระยังสลับกับแผ่นหินอ่อน  เสาหินอ่อนสลักลายหลากสีก  แต่หลังจากสร้างเสร็จเพียง  21 ปี  ก็เกิดแผ่นดินไหว ทำให้พังเสียหายจนต้องสร้างใหม่บางส่วน  ต่อมาในศตวรรษที่  16  หลังจากที่พวกออตโตมัน เติร์ก  เข้ามามีอำนาจในดินแดนตุรกี  อาเยียโซเฟียได้รับการดัดแปลงเป็นสุเหร่า  และในปี ค.ศ.  1934  สุเหร่าโซเฟียถูกยกเลิกเป็นศาสนสถาน และมีฐานเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน

 

คลิกเพื่ออ่านต่อด้านขวาบน

 

5.  กำแพงเมืองจีน

    อยู่ที่ประเทศจีน

     กำแพงเมืองจีน (The Great  Wall  of  China) ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก  สร้างขึ้นเมื่อ  221  ปี ก่อนคริสต์กาล ตามพระราชบัญชาของจักรพรรดิจีน พระนามจิ๋นซีฮ่องเต้ เพื่อป้องกันศัตรูจากทางเหนือรุกราน  โดยใช้แรงงานจากทหารเกณฑ์ จากประชาชนและนักโทษ  รวมนับล้านคน  มีแรงงานเสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างนับแสนคน ในสมัยต่อ ๆ  มาก็มีการปฏิสังขรณ์และเสริมความแข็งแรงยิ่งขึ้นอีก  และมีการสร้างกำแพงครั้งใหญ่ ระยะสุดท้ายในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - 1644)  กำแพงนี้ทอดยาวคดเคี้ยว  จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่มณฑลเหเป่ย์  ไปทางทิศตะวันตก สิ้นสุดที่มณฑลกานซู  รวมระยะทางกว่า  2,400  กิโลเมตร  มีความสูงเฉลี่ย  6.7  เมตร  หนาประมาณ  6  เมตร และมีหอสังเกตการณ์ทุก ๆ  ระยะประมาณ  90 - 180  เมตร  รวมประมาณ25,000 แห่ง ปัจจุบัน สภาพกำแพงบางส่วนปรักหักพัง และบางส่วนยังคงสภาพดี

กำแพงเมืองจีน เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง
กำแพงเมืองจีน เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง

6.  เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง

     อยู่เมืองนานกิง  ประเทศจีน

     เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง  (The  Porcelain  Tower  of  Nanking)  ตั้งอยู่ที่เมืองนานกิง ทางตอนเหนือของประเทศจีน  สร้างขึ้นเมื่อประมาณคริสต์วรรษที่  14  ในสมัยราชวงศ์หมิง  มีลักษณะเป็นเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม  หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเขียวทั้งหมด  ที่ชายคาโดยรอบแขวนกระดิ่งไว้  80  ลูก  องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐประดับด้วยเครื่องเคลือบ  ยอดเจดีย์ เป็นรูปทรงกลมต่อกันขึ้นไป และเคลือบด้วยทอง  เดิมองค์เจดีย์มี  3  ชั้น  ต่อมามีการสร้างเสริมขึ้นไปอีก  9  ชั้น  มีโซ่โยงลงมาจากชายคาในแนวที่เป็นเหลี่ยมของเจดีย์  8  เส้น  และมีกระดิ่งแขวนตามโซ่อีก  72  ลูก  ต่อมาใน  ค.ศ. 1853  ถูกบฎไต้เผงเผาทำลาย  ปัจจุบันอยู่ในสภาพทรุดโทรม

กองหินประหลาด สโตนเฮนจ์
สโตนเฮนจ์

7.  กองหินประหลาด สโตนเฮนจ์

     อยู่ที่เมืองซอลส์เบอรี  มณฑลวิต์เชอร์  ประเทศอังกฤษ   สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ตั้งอยู่กลางที่ราบซอลส์เบอรี  เป็นกองหินขนาดมหึมา  ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกันหลายวง  สันนิษฐานว่า  เริ่มสร้างขึ้นเมื่อประมาณ  2,800  ปี ก่อนคริสต์กาล (บ้างก็ว่า  3,800 ปี ก่อนคริสต์กาล)  และมีการก่อสร้างดัดแปลงอีก ในช่วง  1,800 - 1,400  ปีก่อนคริสต์กาล  ปัจจุบัน คงเหลือซากปรักหักพังบางส่วน  แนวหินกว่าครึ่ง ได้หักลงบ้าง  หายไปบ้าง  บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน  นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า  สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝังศพ  แต่บางคนก็สันนิษฐานว่า เป็นที่ประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า หรือพิธีกรรมทางศาสนา  และมีนักดาราศาสตร์เสนอว่า เป็นเครื่องคำนวณยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์

สิ่งมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน

    มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  17 - คริสต์ศตวรรษที่  20

1.  ปราสาทหินนครวัด

     อยู่ที่เมืองเสียมราฐ  ประเทศกัมพูชา

     ปราสาทหินนครวัด  เป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก   สร้างขึ้นโดยพระจ้าชัยวรมัน ที่ 2 แห่งราชอาณาจักขอม  เมื่อประมาณ ค.ศ.  1345 - 1412  มีเนื้อที่ประมาณ  2.5  ตารางกิโลเมตร  สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถานบูชาพระวิษณุ และเป็นที่ไว้พระศพของกษัตริย์ เมื่อต้นศตวรรษที่  11   ปราสาทหินนครวัดประกอบด้วยพระปรางค์  5  ยอด  ปรางค์ประธานสูงถึง  60  เมตร  มีระเบียงสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ล้อมรอบพระปรางค์ ออกมาเป็นชั้น ๆ  มีภาพแกะสลักสวยงามประดับอยู่  ปัจจุบัน  ปราสาทหินนครวัด ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก

ปราสาทหินนครวัด ทัชมาฮาล
ปราสาทหินนครวัด ทัชมาฮาล

 2.  ทัชมาฮาล

     อยู่ที่เมืองอัครา  รัฐอุตตรประเทศ  ประเทศอินเดีย

     ทัชมาฮาล (Taj  Mahal) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา  สร้างโดยพระชาห์จะฮาน (Sha  jajan : ค.ศ.  1592 - 1666)  จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล (ครองราชย์  ค.ศ.  1628 - 1658)  เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน และสุสานที่ฝังพระศพแห่งพระนางมุมตัส  มาฮาล  พระชายาอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์  เริ่มก่อสร้างเมื่อ  ค.ศ.  1632  เสร็จสิ้นเมื่อ  ค.ศ.  1648  (แต่ยังมีการสร้างต่อมาอีกหลายปี)   ทัชมาฮาล สร้างด้วยหินอ่อน สีขาวเป็นรูปโดม  มีหอสูงสี่หอที่มุมของฐานทั้งสี่  มีมัสยิดหินทราย สองหลังทั้งซ้ายขวา  พระเจ้าชาห์จะฮานถูกพระโอรสถอดออกจากราชสมบัติ ใน  ค.ศ.  1658  และสิ้นพระชนม์เมื่อ  ค.ศ.  1666  พระศพของพระองค์ ได้ฝังอยู่เคียงข้างพระชายาอันเป็นที่รักในทัชมาฮาลด้วย

  3.  พระราชวังแวร์ซายส์

     อยู่กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส

     พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles)  สร้างโดยพระเจ้าหลุยส์ ที่  14  เมื่อ ค.ศ.  1661 - 1711  ใช้เวลาก่อสร้างนาน  50  ปี  เป็นพระราชวังแบบคลาสิกที่มีความงดงามมหัศจรรย์มาก  มีห้องต่าง ๆ  นับร้อย ๆ  ห้อง  ห้องที่มีเชื่อเสียงมากที่สุด  คือ ห้องกระจก  (Hall  of  Mirrors)  บริเวณอุทยานของพระราชวัง มีเนื้อที่ถึง  632.5  ไร่  พระเจ้าหลุยส์ที่  14  ทรงใช้เงิน จำนวนมหาศาล ในการสร้างพระราชวังที่หรูหรานี้ และเป็นหนึ่ในสาเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1793  ซึ่งพระราชวังนี้ถูกรื้อค้นจนพังเสียหายในเหตุการณ์ครั้งนั้น  แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่  และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เมื่อ ค.ศ. 1837  ต่อมาเป็นที่ทำการของรัฐสภา แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นวัง  หลังสงครามโลกครั้งที่  1  ใน ค.ศ.  1919  ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกันที่พระราชวังแห่งนี้

พระราชวังแวร์ซายส์ เรือโดยสารควีนแมรี
พระราชวังแวร์ซายส เรือโดยสารควีนแมร

4.  เรือโดยสารควีนแมรี

     สร้างในสกอตแลนด์  ปัจจุบันอยู่เมืองลองบีช  รัฐแคลิฟอร์เนีย  สหรัฐอเมริกา

      เรือโดยสารควีนแมรี (Queen  Mary  Liner)  สร้างขึ้น เมื่อ ค.ศ.  1939  ที่อู่ต่อเรือในสก๊อตแลนด์  และเป็นเรือเดินสมุทร ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น  เรือโดยสารควีนแมรี มีขนาดความยาว 1,004 ฟุต  สูง  180 ฟุต  หนัก  80,773 ตัน  มีอัตราความเร็ว  30 นอต บรรจุผู้โดยสารได้ประมาณ  2,075  คน  ดาดฟ้าเรือ มีเนื้อที่  3  เอเคอร์  สำหรับใช้เล่นกีฬาและจัดงานเลี้ยง  ภายในเรือ มีห้องพัก ร้านอาหาร  คลินิก  ห้องสมุด  โรงพิมพ์  สระว่ายน้ำ  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน  เรือโดยสารควีนแมรี ใช้เป็นเรือเดินสมุทรจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1967  จึงถูกดัดแปลงเป็นภัตตาคาร และโรงแรม  ปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำอยู่ที่ท่าเรือลองบีช  สหรัฐอเมริกา

 

5.  สะพานโกลเดนเกท

     อยู่เมืองซานฟรานซิสโก  รับแคลิฟอร์เนีย  สหรัฐอเมริกา

     สะพานโกลเดนเกท (Golden Gate)  ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า เป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก  ทอดข้ามช่องแคบโกลเดนเกท ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวซานฟรานซิสโกกับมหาสมุทรแปซิฟิก  สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1933 ในสมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์  เสร็จเมื่อ  ค.ศ.  1937 มีความยาวช่วงกลางสะพาน  4,200  ฟุต  กว้าง  90  ฟุต  มีหอคอยเหล็กสองฝั่งสูง 746 ฟุต เพื่อใช้โยงสายเคเบิล  4  เส้น ซึ่งแต่ละเส้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง  36  นิ้ว  บนสะพานมีช่องทางสำหรับรถยนต์  6  ช่องทาง  สำหรับรถบรรทุก  3  ช่องทาง และทางรถไฟ 2 ทาง  ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง  35  ล้านเหรียญสหรัฐ

สะพานโกลเดนเกท ตึกเอมไพร์สเตต
สะพานโกลเดนเกท ตึกเอมไพร์สเตต 

6.  ตึกเอมไพร์สเตต

     อยู่บนเกาะแมนฮัตตัน  นครนิวยอร์ก  สหรัฐอเมริกา

     ตึกเอมไพร์สเตต  (Empire  State)  เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่นานกว่า  40  ปี  คือในช่วง  ค.ศ. 1931 - 1972  ตึกนี้เริ่มสร้างเมื่อ  ค.ศ. 1929  ใช้เวลาก่อสร้างนาน  8  ปี  จึงแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1937  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี ที่ไม่เป็นสนิม  มีความสูง  1,248 ฟุต มี 102  ชั้น  มีหน้าต่าง  6,500  บาน  มีลิฟต์ขึ้นลง  63  แห่ง  มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ  2,158,000 ตารางฟุต  สามารถจุคนได้ ประมาณ  25,000 คน  บนยอดตึกมีโดมสูงขึ้นไปอีก  200 ฟุต  ภายในตึกใช้เป็นสำนักงานของบริษัท กว่า  600  บริษัท  ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ  5  ล้านปอนด์

เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์
เขื่อนยักษ์ฮูเวอร

 7.  เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์

    กั้นแม่น้ำโคโลราโด  ระหว่างรัฐเนาวาดา  กับรัฐอริโซนา  สหรัฐอเมริกา

     เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์ (Hoover Dam)  สร้างขึ้นเมื่อ  ค.ศ.  1922  ในสมัยประธานาธิบดีฮูเวอร์  เพื่อใช้ป้องกันอุทกภัยและผลิตกระแสไฟฟ้า  เขื่อนฮูเวอร์ ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน  7  ปี  เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะนั้น  ตัวเขื่อนสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  มีขนาดความสูง  228 เมตร  ยาว  391 เมตร มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  17  เครื่อง  ผลิตกระแสไฟฟ้าได้  1,835,000  กิโลวัตต์ต่อปี  เหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ชื่อ ทะเลสาบมีท  ครอบคลุมพื้นที่  582.75  ตารางกิโลเมตร

ข้อคิด

     สิ่งมหัศจรรย์ที่เล็กที่สุด  คือ  อะไร

     นักวิทยาศาสตร์  ได้ค้นพบสิ่งที่เล็กที่สุด  เรียกว่า อะตอม (Atom)  แปลว่า  สิ่งที่ตัดไม่ได้อีกแล้ว คือ ผ่าหรือแยกไม่ได้อีกแล้ว   แต่ความเป็นจริง ในสมัยต่อมา  ก็พบว่า  อะตอม  ไม่ใช่สิ่งที่เล็กที่สุด  เพราะอะตอมก็ยังตัดออกไปได้อีก  คือ มีส่วนผสม  3  ส่วน มาผสมกันเป็น  อะตอม  คือ  โปรตอน  อีเลคตรอน  และนิวตรอน เป็นนิวเคลียสวิ่งอยู่ในอะตอม  ที่เรียกว่า  โมเลกุล

    โมเลกุล  ก็คือกลุ่มอะตอมนั่นเอง  เช่น  น้ำที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้  ถ้าแยกโมเลกุลออกไป จะได้อะตอม  2 ชนิด  คือ  ไฮโดรเจน  2  อะตอม  และ อ๊อกซิเจน  1  อะตอม  ซึ่งก็แยกออกไปอีกไม่ได้แล้ว  แต่ละอย่างก็ต้องอยู่ด้วยกัน  ที่นักวิทยาศาสตร์เขียนสูตรเป็น