Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
 

ต้นตำรับยางรถยนต์

     ล้อของรถยนต์ หรือล้อของรถ ประเภทต่าง ๆ  ที่ทำด้วยยาง ที่ใช้กัน ทั่วไปทุกวันนี้นั้น ประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ. 2382 โดยผู้เชี่ยวชาญชื่อ ชาร์ลส์  กูดเยียร์ ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน เขาพบว่า ด้วยเนื้อยางเพียงเดียว ไม่สามารถที่จะทนทานต่อสภาพ ดินฟ้าอากาศ และต่อการใช้งาน อย่างหนักได้

     เขาจึงได้นำยางดิบผสมกับกำมะถัน และตะกั่ว และลนด้วยไฟ จึงได้เนื้อ ยางที่มีความยืดหยุ่น และสามารถ คงรูปเดิมอยู่ได้ ไม่ว่าสภาพอากาศ หรืออุณหภูมิจะเปลี่ยนไป จนกระทั่ง นำมาทำเป็นล้อรถดังเช่นทุกวันนี้

จักรยานคันแรก

จักรยาน

     รถจักรยานคันแรกที่ถูกสร้างขึ้นมา ใช้งานเป็นผลงาน ของชาวสก๊อตแลนด์ ชื่อ แพทริก  แมคมิลแลน  เมื่อ ปี ค.ศ. 1839  ซึ่งต่อมา มันเป็นพาหนะที่ได้รับ ความนิยมไปทั่วโลก

     จักรยานยุคแรก ๆ  ใช้ล้อที่เป็น ยางตัน  แต่ภายหลังได้พัฒนา ยางที่สามารถสูบลมเข้าไปได้ ทำให้มีความเบา วิ่งได้เร็ว และลดแรง สะเทือน อีกทั้งยังคิดระบบเบรก เพื่อให้หยุด ได้ทุกเมื่อ อย่างมีประสิทธิภาพ

กำเนิดมอเตอร์ไซค์

มอเตอร์ไซค์

     เมื่อแพทริก  แมคมิลแลน  ประดิษฐ์ จักรยานสองล้อถีบได้ไม่นา ก็มีผู้คิด เครื่องจักรไอน้ำขนาดเล็ก นำมาติดตั้ง เข้ากับจักรยานสองล้อถีบ แต่ก็ไม่ได้ รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพ เพราะไม่มีความสะดวกสบาย ในการนำมาใช้งาน

     จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1885 ก้อทเลี้ยบ  เดมพ์เลอร์ ก็ได้คิดดัดแปลงจักรยานสองล้อ ที่สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ ที่ใช้น้ำมัน เชื้อเพลิงได้เป็นผลสำเร็จ  พร้อมทั้ง ปรับปรุงระบบกันสะเทือน ตลอดจนระบบเบรก และล้อให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 


เกร็ดสาระน่ารู้

ที่มาของแซนด์วิช

แซนด์วิช

      แซนด์วิช เป็นชื่อขุนนางอังกฤษ ในศตวรรษที่ 17 ท่านหนึ่ง ขุนนางท่านนี้ ชอบเล่นไพ่มาก แม้เวลากินข้าวก็ไม่ใส่ใจ  เขาได้สั่งให้คนรับใช้ เอาเนื้อย่างวางไว้ ระหว่างขนมปัง 2 แผ่น เขาจะได้ใช้มือข้างหนึ่งกินอาหาร และใช้มืออีกข้างหนึ่ง เล่นไพ่ ไม่ต้องใช้มีดและส้อมให้ยุ่งยากต่อไป

     วิธีการกินแบบนี้ ได้รับความนิยม และเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้คนจึงเรียกอาหารชนิดนี้ว่า "แซนด์วิช" ตามชื่อของขุนนาง ผู้ให้กำเนิดมัน

ผู้ใช้คำว่า O.K. เป็นคนแรก

     O.K. เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลาย แม้คนพูดอังกฤษไม่เป็น ก็ยังพูดว่า O.K. ส่วนประวัติความเป็นมาของคำว่า O.K. เคยมีเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างสนุกสนาน อยู่ตอนหนึ่งว่า มีคนจำนวนไม่น้อย เข้าใจว่า แอนดรูว์  แจ๊คสัน  ประธานาธิบดี คนที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า O.K. เนื่องจากท่านได้รับการศึกษา เพียงน้อยนิด จึงมักจะใช้คำว่า  All Correct ซึ่งแปลว่าถูกต้อง เป็นคำว่า Oll Kurrect  จึงคิดว่า คำว่า O.K. เป็นตัวย่อมาจากคำ 2 คำนี้

ต้นกำเนิดของเครื่องหมาย 

    กล่าวกันว่า  เครื่องหมาย   เริ่มใช้โดยครูชาวอังกฤษ เมื่อตรวจการบ้าน ของนักเรียนไม่มีข้อผิด จึงเขียนคำว่า right (ถูกต้อง) ไว้บนสมุดของนักเรียน ต่อมา เพื่อความสะดวก ครูจึงเขียนเพียงตัวอักษรตัวแรกของคำว่า right คือ r ลงบนสมุด การบ้านของนักเรียน เมื่อนานวันเข้า ตัวอักษร r ก็กลายเป็นเครื่องหมาย และกลายเป็นที่รู้จักและนิยมกันมาก

ความเป็นมาของเทศกาลคนโง่ (เทศกาลโกหก หรือหลอกกันเพื่อเฮฮาเล่น)

     ก่อนกลางศตวรรณที่ 14 ทั่วทั้งทวีปยุโรป ต่างก็ถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนต่างก็เฉลิมฉลองและแลกเปลี่ยนของขวัญกันในวันนั้น ต่อมา ในปี ค.ศ. 1564 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 กษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศส ให้เปลี่ยนใช้ปฏิทิน ใหม่ กำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ในตอนนั้น มีพวกอนุรักษ์นิยม บางกลุ่ม ไม่นิยมยึดถือวันปีใหม่ที่ได้ประกาศขึ้นใหม่นี้ ยังคงเฉลิมฉลองวันปีใหม่กัน ในวันที่ 1 เมษายนตามเดิม และเรียกตัวพวกเขาเองว่า คนโง่แห่งเดือนเมษาฯ  ต่อมา วันที่ 1 เมษายน  จึงกลายเป็น "เทศกาลคนโง่" (April Fool Day) ซึ่งเป็นวัน แห่งการหยอกล้อกันในหมู่เพื่อนฝูงนั่นเอง

ประเพณีการชนแก้ว

ชนแก้ว

     การที่พวกเราต้องชนแก้วกันเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มกัน ในขณะที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร นั้น มีเรื่องเล่ากันมาหลายเรื่อง อีกเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้คือ

     ในสมัยนั้น กษัตริย์และพวกขุนนางชั้นสูง มักจะให้ข้าทาสบริวาร จัดการแข่งขัน ตะลุมบอนกันขึ้นที่สนาม แต่ก่อนที่จะดวลกันนั้น ทั้งสองฝ่ายจะต้องดื่มเหล้าด้วยกัน แก้วหนึ่งก่อน และเพื่อแสดงให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าในเหล้าไม่ได้ใส่ยาพิษ ทั้งสองฝ่าย จะนำเหล้าในแก้วของตนรินให้ฝ่ายตรงข้ามเล็กน้อยก่อนดื่ม ประเพณี ที่ว่านี้ ค่อย ๆ  สืบทอดต่อกันมา และกลายเป็นประเพณีการชนแก้วตามงานเลี้ยง ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ประเพณีการจับมือ

เช็คแฮนด์

     การจับมือเป็นประเพณีที่เราคุ้นเคยกันในชีวิตประจำวัน ประเพณีนี้มีขึ้นในสมัย ที่คนอาศัยการล่าสัตว์ และการเพาะปลูกดำรงชีวิต สมัยนั้น เวลาที่พวกเขาล่าสัตว์ และต่อสู้กัน มักจะถือก้อนหิน ไม้ หรืออาวุธต่าง ๆ  ไว้ในมือ เพื่อป้องกันการถูกโจมตี จากผู้อื่นหรือสัตว์ป่า แต่เมื่อพบคนแปลกหน้า ถ้าหากต่างฝ่ายไม่มีเจตนาร้ายต่อกัน ก็จะวางของที่ถืออยู่ในมือลง แล้วยื่นมือออกไปให้ฝ่ายตรงข้ามสัมผัส เพื่อแสดงว่า ไม่ได้ถืออาวุธใด ๆ  ประเพณีนี้ค่อย ๆ  เปลี่ยนมาเป็นประเพณีการจับมือที่นิยมกัน ในปัจจุบัน

 

อ่านต่อด้านบนขวา

 

ความเป็นมาของเน็คไท

ผูกเนคไท

    นานมาแล้ว มีจิตรกรมีชื่อท่านหนึ่ง เวลาวาดรูป เขาชอบนำผ้า สีขาวผื่นใหญ่มาผูกไว้ที่หน้าอก  เพื่อไว้เช็ดมือหรือเช็ดพู่กัน

     อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เขาวาดรูปอยู่นั้น พระราชาได้เรียกตัวเขาให้เข้าเฝ้าด่วน เขารีบไปทันที จนลืมปลดผ้าที่หน้าอกออก เมื่อเข้าเฝ้าพระราชา เขารู้สึก ว่าเป็นการไร้มารยาท ถ้าจะทูลพระราชาว่านี่คือผ้าเช็ดมือ จึงได้แต่อ้อำ ๆ  อึ้ง ๆ  ว่า ถ้าใส่แต่เสื้อเชิ้ต จะดูเรียบเกินไป ควรจะผูกเน็คไทยสักเส้นจึงจะดูดี เมื่อพระราชาได้ฟัง จึงตรัสสั่งให้จิตรกรผู้นั้นทำเน็คไท ให้พระองค์ด้วยเส้นหนึ่ง นับแต่นั้นมา การผูกเน็คไทย ของผู้ชายจึงค่อย ๆ  เป็นที่นิยมต่อกันมา

ประเพณีการไว้อาลัย

   พิธีฌาปนกิจของชาวยุโรปนั้น เราจะเห็นว่า คนที่ไปร่วมในงานฌาปนกิจ จะต้องคล้องผ้าดำ ไว้ที่แขนเสื้อ เพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่ผู้ตาย พิธีนี้ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ

     คือเมื่อผู้ที่อยู่ในตระกูลสูงศักดิ์ตาย คนใช้ทุกคน จะต้องแต่งกายไว้ทุึกข์ ผู้ที่หาซื้อชุดไว้ทุกข์ไม่ได้ ก็จะใช้ผ้าสีดำคล้องไว้ที่แขนเสื้อ เพื่อเป็นการแสดงความ ไว้อาลัย  ต่อมาพิธีการไว้อาลัยที่เรียบง่ายนี้ ได้แพร่หลาย ไปทั่วโลก จวบจนกระทั่งปัจจุบัน

เป่าเทียนวันเกิดเพื่ออะไร ?

เค้กวันเกิด

     คุณรู้ไหมว่า ทำไมก่อนจะตัดเค้กวันเกิด จึงต้องเป่าเทียนที่ปักอยู่บนขนมเค้กให้ดับรวดเดียว เนื่องจากพ่อแม่สมัยก่อน กลัวว่าเทพแห่งความชั่วร้าย จะมาทำอันตรายลูก ๆ  ของพวกเขา จึงได้จัดพิธีเซ่นไหว้ เทพแห่งความชั่วร้ายในวันเกิดของลูก และมอบของขวัญ ให้แก่ลูก ๆ  เพื่อเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้ลูก ๆ  เจริญเติบโตต่อไป พวกเด็ก ๆ  เอง ก็จะต้องแสดงความแข็งแรง โดยการเป่าเทียนที่ปักอยู่ บนเค้กวันเกิดให้ดับรวดเดียว เป็นวิธีที่ทดสอบว่า เด็กคนนั้นมีความแข็งแกร่งจริงหรือไม่วิธีหนึ่ง

กำเนิดดวงตราไปรษณีย์

     ตอนต้นศตวรรษที่ 19 ประเทศทางยุโรป และอเมริกา ต่างก็มีการบริการทางไปรษณีย์กันแล้ว แต่อัตราค่าบริการทางไปรษณีย์ยังสูงมาก และยังต้องให้ผู้รับเป็นผู้จ่ายเงิน

     ครั้งหนึ่ง  มีบุรุษไปรษณีย์ผู้หนึ่ง ส่งจดหมายไปให้ ผู้หญิงยากจนคนหนึ่ง หญิงผู้นั้น สืบเนื่องจากไม่สามารถ ที่จะจ่ายค่าไปรษณีย์ที่มีราคาแพงนั้นได้ จึงวิตกกังวล ถึงกับร้องไห้โฮออกมา ขณะนั้น มีผู้ใจดีชื่อว่า ลอเรนซ์  ฮีลที  ได้เดินผ่านมาทางนั้นพอดี จึงช่วยหญิงผู้นั้น จ่ายค่าไปรษณีย์ ต่อจากนั้น ลอเรนซ์  ฮีลที ได้ไปที่ทำการไปรษณีย์ เสนอให้ลดอัตราค่าไปรษณีย์ และยังให้พิมพ์ดวงตราไปรษณีย์ ที่มีสัญลักษณ์ จำนวนหนึ่ง โดยให้มีราคาขายเท่ากับค่าไปรษณีย์ โดยให้ผู้ส่งจดหมาย เป็นผู้ซื้อ และติดไว้บนซองจดหมาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ข้อเสนอนี้ ของเขาเป็นที่ยอมรับ  ดังนั้น แสตมป์ หรือดวงตราไปรณีย์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น อย่างเป็นทางการ