Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว, ความรู้ทั่วไป, นานาสาระ
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
 
 
สะพานช้างโรงสี

สะพานช้างโรงสี

    สะพานข้ามคลองคูเมืองเดมิ (คลองหลอด) ตรงปลายถนน บำรุงเมือง  แต่เดิมเรียกว่า สะพานช้าง เพราะมีการสร้าง อย่างมั่นคงแข็งแรง มีตอม่อก่ออิฐ ปูพื้นไม้ซุงเหลี่ยมให้ช้างเดินได้ การที่เรียกสะพานนี้ว่า สะพานช้างโรงสี คาดว่า คงเป็นเพราะมีโรงสีข้าว ตั้งอยู่ใกล้กัน ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานช้างโรงสีขึ้นใหม่ เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ลูกกรงสะพาน เป็นปูนหล่อชนิดโปร่ง มีลวดลาย แบนเรียบง่าย เสาปลายสะพาน มีรูปสุนัขปูนปั้น อันเป็นสัญลักษณ์ แห่งปีที่สร้างสะพานนี้เสร็จ เมื่อ พ.ศ. 2453 และยังคงปรากฏ อยู่ในปัจจุบัน

     ระหว่างปี พ.ศ. 2517 - 2518 กรุงเทพฯ ได้ปรับผิวจราจร ขยายถนนให้กว้างขึ้น จำเป็นต้องขยายความกว้าง ของสะพาน แต่ก็พยายามรักษา องค์ประกอบเดิมของสะพานนี้ ไว้ทุกประการ พร้อมกับทำแผ่นจารึก ประวัติความเป็นมา ไว้กับแทนปลายสะพาน

สะพานช้างโรงสี

 

 

เสาชิงช้าเสาชิงช้า

     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  โปรดฯ ให้สร้างขึ้น ตรงด้านหน้าโบสถ์พราหมณ์ เมื่อวันพุธเดือน 5 แรม 4 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2327  ในบริเวณที่ถือกันว่าเป็นใจกลางพระนครำหรับใช้ในพระราชพิธีตรียัมปวาย  ซึ่งถือเป็นประเพณีขึ้นปีใหมของพราหมณ์  ซึ่งจะมีพิธีโล้ชิงช้า ในเวลาเช้าวันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ และเวลาเย็น วันขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่ พิธีโล้ชิงช้า ได้มีติดต่อกันมาหลายรัชกาล จนในปี พ.ศ. 2478  พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดฯ ให้เลิกพิธีนี้เสีย คงไว้แต่พิธีบวงสรวงสังเวยพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

     เสาชิงช้า เมื่อแรกสร้างมิได้อยู่ตรงที่ตั้งปัจจุบัน  แต่อยู่ค่อนข้างลึกไปทางเหนือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการสร้างโรงแก๊ส ตรงบริเวณเสาชิงช้า จึงได้ย้ายเสาชิงช้ามาตั้งที่ปัจจุบันนี้

     เสาชิงช้า ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาหลายครั้งแล้ว  ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อคราวฟ้าผ่าลงบนยอดเสาชิงช้า ใน พ.ศ. 2361 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการย้ายมาในที่แห่งใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2444  ก็ได้ทำการยกพื้นขึ้นเป็นแทนก่ออิฐปูน และปักเสาโคนสี่มุมไว้ ในสมัยรัชกาลที่ 6  เสาชิงช้า ได้รับการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบริษัทค้าไม้ หลุย ที เลียวโนเวนส์ ได้อุทิศซุงไม้สักหลายต้น  เพื่อใช้ซ่อมแซมการบูรณะอีก ครั้งนี้สำเร็จเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2463  ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2490  เกิดไฟไหม้เสาชิงช้า  เนื่องจากมีผู้จุดธูปกราบไหว้จนเกิดไฟไหม้เสาขึ้น  รัฐบาลครั้งนั้น มีดำริจะทำการรื้อถอน  แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มา จึงระงับไว้ และมีคำสั่งให้เทศบาลนครกรุงเทพฯ ซ่อมประทังไว้ชั่วคราว จนในปี พ.ศ. 2513  สภาพของเสาชิงช้าชำรุดทรุดโทรมมาก ต้องทำการบูรณะโดยการเปลี่ยนเสาใหม่ แต่ยังรักษาลักษณะเดิมไว้ทุกประการ การบูรณะแล้วเสร็จทำพิธีเปิดเมื่อ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.  2515  และเมื่อวันที่  30  กันยายน  2539  มีการซ่อมแซมอีกครั้ง โดยสำนักการโยธา  กรุงเทพฯ  ได้ใช้สายเหล็กรัดเป็นโครงเหล็กประกับ คล้ายลักษณะเข้า่เฝือกไม้ ยึดโครงสร้างหลัก

    เมื่อดือนกุมภาพันธ์ 2548 พบว่าเสาชิงช้ามีความชำรุดทรุดโทรมมาก ปรากฏรอยผุแตกเป็นร่องลึกตลอดแนวยาว โดยเฉพาะโคนเสากลาง

  กทม.ได้ทำหนังสือขออนุญาตกรมศิลปากร เพื่อดำเนินการซ่อมแซมด้วยการเปลี่ยนเป็นเสาใหม่ทั้งหมด เน้นการแก้ไขการผุกร่อนในระยะยาว เนื่องจากสาเหตุที่เสาชิงช้าผุกร่อนได้ง่ายนั้นเป็นเพราะภายใต้ฐานเสามีน้ำซึมขัง ทางกทม.ตั้งเป้าไว้ว่าเสาชิงช้าใหม่จะยืนหยัดได้ถึง 100 ปี เมื่อเทียบกับการบูรณะครั้งก่อนหน้าที่ทำให้เสาชิงช้ามีอายุการใช้งานมากกว่า 35 ปี

     นอกจากการซ่อมบูรณะ คณะกรรมการอำนวยการบูรณะเสาชิงช้า กรุงเทพมหานครยังได้เตรียมการจัดหาไม้มาทดแทนเสาชิงช้าตามลักษณะ ขนาด และรูปแบบเดิม โดยหารือกับหน่วยงานที่มีความชำนาญในเรื่องพันธุ์ไม้ ขณะที่สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานครดำเนินการบูรณะเสาชิงช้าอยู่นั้น คณะอนุกรรมการสืบค้นหาไม้ก็เริ่มดำเนินงานโดยได้รับความร่วมมือ จากหน่วยงานและสถานบันการศึกษาต่าง ๆ ดำเนินงานในภูมิภาคได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกค้นหาต้นสักที่มีลำต้นตรง ไม่มีตำหนิขนาดใช้จริงยาวประมาณ 20 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางปลายเสาประมาณ 40 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางโคนต้นประมาณ 80 เซนติเมตร เป็นอย่างต่ำ และไม้ก่อนการตัดแต่งสูง 25 เมตร ตามแหล่งไม้สักทั่วภาคเหนือและภาคกลาง เดินทางไปสืบค้นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี สุโขทัย ตาก เพชรบูรณ์ และจังหวัดแพร่ ฯลฯ โดยมีอาจารย์จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมเดินทางไปค้นหาใช้หลักวิชาตรวจสอบต้นสักที่อยู่ในข่ายการคัดเลือกทุกแห่ง

     จนในที่สุด สามารถพบไม้สักสำคัญทั้ง 6 ต้นตามกำหนด จากป่าภาคเหนือรวม 3 แห่ง ในท้องที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ที่ยังคงสามารถรักษามรดก ธรรมชาติของท้องถิ่นไว้สืบต่อมรดกวัฒนธรรมของชาติโดยรวม นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดแพร่ ธนารักษ์พื้นที่แพร่ แขวงการทางแพร่ กรมทางหลวง ให้ความอนุเคราะห์มอบไม้ให้กรุงเทพมหานครรับไปดำเนินงานทั้ง 6 ต้น

เสาชิงช้า

     ป้องพระสุเมรุ

   ป้อมพระสุเมรุ

     เมื่อพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษก เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ใน ปี พ.ศ. 2325 แล้ว ในปี พ.ศ. 2326 ก็ได้โปรดฯ ให้ลงมือขุดคูก่อสร้างกำแพงพระนคร พระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคล ในการก่อสร้างกำแพงพระนครนั้น ได้สร้างป้อมสำหับป้องกันพระนครเป็นระยะ ๆ โดยรอบพระนคร จำนวน 14 ป้อม เรียงรายตามแนวคลองรอบกรุงและด้านแม่น้ำเจ้าพระยา ป้อมเหล่านี้ส่วนมาก ได้ถูกรื้อไปหมดแล้ว ยังคงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน เพียง 2 ป้อม คือ ป้อมมหากาฬ และ ป้อมพระสุเมรุ

  ป้อมพระสุเมรุ เป็นป้อมมุมกำแพงพระนครด้านตะวันตก ข้างเหนือ ใต้ปากคลองบางลำพูด เป็นป้อมก่ออิฐถือปูนทรง 6 เหลี่ยม หอรบและหลังคาป้อม ได้พังทลายไประหว่างรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ได้รับบูรณะซ่อมแซมครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2502 และในปี พ.ศ. 2524 กรมศิลปากร ได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยอาศัยรูปถ่ายของเดิมครั้งรัชกาลที่ 5 เนื่องในวโรกาสเตรียมการฉลอง สมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

ป้อมมหากาฬ   ป้อมมหากาฬ

    ป้อมมหากาฬ เป็นป้อมรักษาพระนคร อีกป้อมหนึ่ง ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน    อยู่ที่กำแพงพระนคร ด้านทิศตะวันออก สร้างคราวเดียวกับ ป้อมพระสุเมรุ คือ สร้างพร้อมกับการสร้างกำแพงพระนคร ในสมัยรัชกาลที่ 1 ในการก่อสร้างกำแพงพระนคร และป้อมปราการนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ลาวเมืองเวียงจันทน์ 5,000 คน และลาวหัวเมืองริมแม่น้ำโขงฟากตะวันตก รวมทั้งข้าราชการในกรุง และหัวเมือง แบ่งเป็นหน้าที่ช่วยกันขุดรากก่อกำแพงรอบพระนคร     ส่วนอื่น ๆ   ที่ใช้ก่อกำแพงพระนคร เกณฑ์ไพร่ไปรื้อมาจากกำแพงพระนครศรีอยุธยาบ้าง กำแพงเมืองธนบุรีบ้าง และป้อมวิชาเยนทร์ฟากตะวันออกบ้าง บางส่วนก็ทำขึ้นใหม่

     ป้อมมหากาฬนี้ ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2502 ครั้งหนึ่ง และได้รับการซ่อมแซมบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2524 เพื่อเตรียมการฉลองสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ในวาระครบรอบ 200 ปี

ป้อมพระสุเมรุ

 

ป้อมมหากาฬ