Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว, ความรู้ทั่วไป, นานาสาระ
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ


 

ประเภทของศาสนา

    การจัดแบ่งประเภทของศาสนา สามารถจัดแบ่งได้ดังนี้ คือ

1.  จัดตามการดำรงอยู่ ของศาสนา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ศาสนาที่ตายแล้ว (Dead religion) หมายถึง ศาสนา ที่ไม่มีผู้นับถือแล้วในปัจจุบัน เช่น ศาสนาของอียิปต์ โบราณ หรือของโรมัน โบราณ
  2. ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living religion หมายถึง ศาสนา ที่ยังมีผู้นับถืออยู่ในปัจจุบัน เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ฯลฯ

2.  จัดตามแหล่งกำเนิดของศาสนา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. ศาสนาที่เกิด ในเอเชียตะวันตก ได้แก่ ยิว โซโรอัสเอตร์ คริสต์ อิสลาม
  2. ศาสนาที่เกิดในเอเชีย ตะวันออก ได้แก่ ชินโต ขงจื้อ เต๋า
  3. ศาสนาที่เกิดในเอเชียใต้ ได้แก่ พราหมร์-ฮินดู พุทธ เชน สิกข์

3.  จัดตามหลักความเชื่อ ที่เกี่ยวกับพระเจ้า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. ประเภทเทวนิยม Theism) ได้แก่ศาสนาที่มีพระเจ้า สูงสุด  มี 2 คือ เอกเทวนิยม นับถือพระเจ้าองค์เดียว มี ยูดาย คริสต์ อิสลาม ฯลฯ และพหุเทวนิยม มี เทพเจ้าหลายองค์  มี ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  2. ประเภทอเทวนิยม (Atheism) หมายถึง ศาสนาที่ไม่มี พระเจ้าสูงสุด มี พุทธ และเชน

4.  จัดตามความเกี่ยวกัน ระหว่าง ศาสนากับคำสอน

  1. ศาสนาที่ศาสด เป็นสื่อกลาง ระหว่างมนุษย์ กับพระเจ้า ซึ่งเรียกว่า ศาสดาพยากรณ์ (ผู้นำเอาบทบัญญัติ ของพระเจ้า มาแจ้ง และอธิบาย แก่ชาวโลก) ได้ คริสต์ อิสลาม
  2. ศาสนาที่ศาสดาเป็นสื่อกลาง ระหว่างมนุษย์ กับสัจธรรม เป็นศาสนาที่ศาสดา ทรงค้นพบหลักธรรม ด้วยตนเอง และนำมาเผยแพร่ แก่ชาวโลก ได้แก่ พุทธ

5.  จัดตามแหล่งผู้นับถือ

  1. ศาสนาของชาติ (National  religion) หมายถึง ศาสนา ที่นับถือกันเฉพาะชนชาติ  ไม่แพร่หลายไปทั่วโลก เช่น ชินโต นับถือกันเฉพาะชาว ญี่ปุ่น
  2. ศาสนาสากล (Universal  religion) หมายถึง ศาสนา ที่เกิดในประเทศหนึ่ง แล้วแพร่หลาย ไปเป็นศาสนาในหลาย ๆ ประเทศ เช่น คริสต์ พุทธ อิสลาม ฯลฯ

 

 

ธรรมจักร

 


 ศาสนาและประเพณี/วัฒนธรรม

เพื่อควมเข้าใจในศาสนา

    คำว่า  ศาสนา  ว่าตามหลักภาษาศาสตร์  มาจากภาษาสันสกฤต ว่า ศาสน  บาลีเป็น  สาสน  แปลตามตัวว่า การสอน  คำสอน หรือ การปกครอง  ว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542  ให้คำนิยามไว้ว่า ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิด และความสิ้นสุดของโลก  เป็นต้น อันเป็นในฝ่ายปรมัตถ์ ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาป อันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรม ประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็น หรือตามคำสั่งสอน ในความเชื่อถือนั้น ๆ

     ความจริงแล้ว  ศาสนา ก็เป็นศาสตร์ ๆ  หนึ่ง ที่มวลมนุษยชาติได้สร้างสมกันมา เหมือนกัยศาสตร์อื่น ๆ  เช่น วิทยาศาสตร์  สังคมศาสตร์  ฯลฯ  ซึ่งปัจจุบันนิยมว่า เป็นศาสตร์ที่เสนอความจริง  แต่ว่าไปแล้ว  ศาสนา ก็เสนอความจริงเหมือนกัน  ไม่ใช่ว่าเป็นความเชื่อเสียทั้งหมด  เป็นแต่ว่า  วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์ อื่น ๆ  ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาตร์ เน้นขอบเขตของวัตถุ (object) คือ สิ่งที่เห็น หรือรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย จึงจะถือว่าเป็นจริง ตามหลักวิทยาศาสตร์  แต่ความจริงแล้ว มีความจริงในสัมผัสที่ 6  คือ จิต หรือ ใจ ที่วิทยาศาตร์ไม่ยอมรับ และเข้าไม่ถึง เช่น  ความรัก  ความชัง  ความเกลียด  ความทุกข์  ความฝัน  ความโกรธ  ความเครียด ฯลฯ ถ้าว่าตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว สิ่งเหล่านี้ จะไม่มีจริง เพราะสัมผัสไม่ได้ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 แต่สัมผัสได้ด้วยจิต หรือใจ เท่านั้น แต่ถามว่า มีจริงหรือไม่ ? ทุกคนต้องยอมรับแน่นอนว่ามีจริง  ความรักมองเห็นได้ หรือไม่ ? ตอบว่า มองไม่เห็น พิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่ทุกคนมีใช่หรือไม่ คงไม่มีใครปฏิเสธ  สัมผัสที่ 6  นี่แหละครับ  เป็นขอบเขตของศาสนา ซึ่งภาษาทางศาสนา เรียกว่า นามธรรม (immateriality; incorporeality ไม่ใช่ abstractness นะครับ) ซึ่งคนบอกว่า สัมผัสไม่ได้ ทำไมจะสัมผัสไม่ได้  ก็สัมผัสด้วยใจนั่นแหละ เพราะมันเป็นขอบเขตของใจ  เช่น ความรัก ต้องสัมผัสด้วยใจ  ความชัง ต้องสัมผัสด้วยใจ  ความฝัน ต้องสัมผัสด้วยใจ จะสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ได้ แน่นอน  พระพุทธเจ้าโปรดเบญจวัคคียื

     หรือจะยกตัวอย่างประสาทสัมผัสทั้ง 5 มันก็ทำหน้าที่ของมันเฉพาะเหมือนกัน เช่น ตา ต้องเอาไว้ดูรูป  หู ต้องเอาไว้ฟังเสียง  จมูก ต้องเอาไว้ดมกลิ่น  ลิ้น ต้องเอาไว้ ล้ิมรส กาย ต้องเอาไว้สัมผัสสิ่งที่มาถูกต้องกาย เช่น ร้อนหนาว เย็น อุ่น ฯลฯ ถ้าคนเราพิการไปเสียอย่างหนึ่ง เช่น ตาบอด ก็เห็นรูปไม่ได้ จะเอาหู ไปดูแทนก็ไม่ได้ เขาจะปฏิเสธว่ารูปไม่มีก็ไม่ได้  เพราะคนอื่นเขาก็เห็นอยู่  เพราะฉะนั้น  ความจริงไม่ใ่ช่จะมีเฉพาะขอบเขตของประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น ในสัมผัสที่ 6 ก็เป็นความจริงที่คนเราต้องพบเจอทุกวัน  จึงเน้นว่า  วิทยาศาสตร์ หรือ ศาสตร์อื่น ๆ  ที่ใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ เน้นความจริงด้านประสาทสัมผัส ทั้ง 5 ดังกล่าวแล้ว  ส่วนศาสนา เน้นสัมผัสที่ 6  ก็เป็นความจริงด้วยกันทั้งนั้น อย่าบอกว่า แต่วิทยาศาสตร์เป็นความจริง  ศาสนา เป็นความเชื่อ ศาสนา ก็เป็นความจริงเหมือนกัน แต่มองคนละด้านเท่านั้น

    พูดถึงความจริงกับความเชื่อ ก็อย่างที่บอกแล้ว มีความจริงหลายอย่าง ที่วิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึง เช่น ความรัก  ความชัง  ความเกลียด  ความฝัน ่ความทุกข์ ความโกรธ ความมีเมตตากรุณา ฯลฯ ถามว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นความจริงหรือไม่ ?  ก็ตอบว่า แล้วสิ่งเหล่านี้มีหรือไม่ ?  ถ้ามีมันก็เป็นความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ ความเชื่อ คือสิ่งที่เรายังไม่เห็นจริง ยังไม่ประสบด้วยตนเอง เรียกว่า ศรัทธา (faith) คือ เอาความรู้หรือปัญญาไปฝากไว้กับคนอื่นที่เขาเห็นแล้ว และประสบด้วยตนเอง แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็เป็นความเชื่อเหมือนกัน หากเรายังไม่เห็นจริง ยังไม่ทดลอง ด้วยตัวเองให้เห็นประจักษ์ ก็เป็นได้แค่ความเชื่อเหมือนกัน คือ เชื่อนักวิทยาศาสตร์ ที่เขาทดลอง และประสบมาแล้วด้วยตนเอง  เช่น  เขาบอกว่า โลกกลม เราก็ยังไม่ได้ พิสูจน์ด้วยตนเองว่าโลกกลม คือได้แต่เชื่อตามหลักเหตุผลของนักวิทยาศาสตร์ และเชื่อตามเทคโนโลยีต่าง ๆ  เช่น  กล้องถ่ายรูปจากดาวเทียม เป็นต้น ที่ถ่ายนอกโลกแล้วเห็นว่าโลกกลม  เราก็ไม่ได้เห็นจริง แต่เห็นตามที่นักวิทยาศาสตร์ นำมาเสนอ  นั่นแหละเขาเรียกว่าความเชื่อ แต่เชื่อในที่นี้เราเรียกว่า เชื่อแบบมีหลักการ หรือเชื่อแบบมีเหตุผล (confidence)  เพราะฉะนั้น เราอย่าพึ่ง ปลงใจว่าวิทยาศาสตร์เป็นความจริง ศาสนาเป็นความเชื่อ ตราบใด ที่ยังไม่ประสบด้วยตนเอง ก็เป็นความเชื่อทั้งนั้น ต่อเมื่อประสบด้วยตนเองนั่นแหละ เราจึงชื่อว่า เห็นความจริง พระเยซูกับเด็ก ๆ

     ความจริง  คำว่า ศาสนา นักปราชญ์ยุคใหม่ บัญญัติขึ้นให้แปลจากภาษาอังกฤษ ว่า religion ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ตรงเลยเสียทีเดียว  เพราะคำว่า religion ตามความหมายของฝรั่งแล้ว หมายถึง ความศรัทธา ความจงรักภักดี ในพระเจ้า (God) ด้วยจิตใจ แต่คำว่า ศาสนา แปลว่า  การสอน คำสอน ดังกล่าวแล้ว จึงน่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า Teaching มากกว่า เพราะบางศาสนา เช่น ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน ไม่มีพระเจ้าสูงสุด จึงเข้ากับคำว่า religion ไม่ได้ ในภาษาอังกฤษ  ดังนั้น ศาสนา จึงจำเป็นมาก  อาจจะมากกว่าวิทยาศาสตร์ เสียด้วยซ้ำ  เพราะศาสนาจะเน้นความสุขด้านจิตใจมากกว่าความสุขด้านร่างกาย จึงควรจะเรียนรู้พอ ๆ  กันกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัจจุบัน มวลมนุษยชาติเมินเฉยกับมัน จึงทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ  ดังที่คนยุคนี้ประสบกันอยู่ เช่น ภาวะโลกร้อน การเกิดสงครามต่าง ๆ  ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในทุกด้าน  ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้น เพราะมนุษยชาติละเลยศาสนา เอาแต่วิทยาศาสตร์ ซึ่งมาสนอง ความต้องการ ของตนเอง จนทำลายธรรมชาติต่าง ๆ  ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวันนี้

เหตุเกิดศาสนา

    มูลเหตุที่ทำให้เิกิดศาสนา  ก็เหมือนกับศาสตร์อื่น ๆ  เช่น วิทยาศาสตร์  ฯลฯ  คือ มนุษย์อยากรู้  อยากเห็น  อยากเข้าใจ  และกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ  เช่น ฝนตก  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า  ความทุกข์กาย  ความทุกข์ใจ  คนเกิดมาได้อย่างไร  ทำไมคนนั้นถึงรวร  ทำไมคนนี้ถึงจน  ทำไมคนนี้  จึงหล่อ  ทำไมคนนี้จึงขี้เหล่  ฯลฯ  เหล่านี้  เป็นเหตุให้คนเกิดความสงสัย  อยากรู้  อยากพ้นไปจากสิ่งที่เป็นทุกข์  จึงหาวิธีการต่าง ๆ  เพื่อเป็นเครื่องมือหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านั้น  เช่น  สมัยก่อน คนกลัวฝนตก  ฟ้าร้อง  เครื่องมือและความรู้ยังมีไม่มาก  ก็คิดว่า  เบื้องหลังของเหตุการณ์ธรรมชาติเหล่านั้น คงมีอะไรบันดาลขึ้นมา  ก็เลยคิดว่า เป็นเทพเจ้าที่ตนเองไม่สามารถมองเห็น  จึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้เทพเจ้าพอใจ จึงเกิดการเซ่นสรวง  เพื่อให้เทพเจ้าพอใจ บันดาลไม่ให้ฝนตกฟ้าร้อง  เป็นต้น บางพวกก็มีความรู้สูง  ก็คิดค้นไปว่า สาเหตุที่ฝนตก  เพราะเมฆก่อตัวขึ้น และเกิดความดันอากาศ สาเหตุที่ฟ้าร้องและฟ้าแลบ เพราะกระแสไฟฟ้า ประจุบวก และลบวิ่งเข้าหากัน  เป็นต้น  พวกแรก  จึงกลายเป็นศาสนา  พวกหลัง จึงกลายเป็น วิทยาศาสตร์ สรุปแล้ว  ก็คือการพยายามที่คิดค้นหาความจริง และให้ตัวเอง ปลอดพ้นไปจากภัยธรรมชาตินั่นเอง จึงทำให้มนุษย์แสวงหาความรู้ต่าง ๆ  ขึ้นมา จนกลายเป็นศาสนาและวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อื่น ๆ  ไป แล้วแต่ศาสตร์ใด จะเป็นอย่างไร ก็ล้วนแต่มวลมนุษยชาติสร้างสมกันมา  ก็ไม่ควรไปดูถูกของใคร ว่าถูกต้องหรือจริง  ถ้าต่างคนต่างเข้าถึง  ก็กลายเป็นประสบการณ์ของผู้นั้น แล้วก็นำเสนอให้คนอื่นเห็นตาม  ถ้าเป็นทางจิตใจ หรือทางสัมผัสที่ 6 ก็จะเรียกผู้นั้น ว่าพระศาสดา  ถ้าเป็นเรื่องของประสามสัมผัสทั้ง 5 ก็เรียกผู้ค้นพบคนแรกว่า นักวิทยาศาสตร์ หรือนักศาสตร์อื่น ๆ  เป็นต้น

     ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ 5 ศาสนา ที่มีอยู่ในประเทศไทย นอกนั้น จะกล่าวถึง วัฒนธรรม และประเพณีต่าง ๆ  ของไทย

อ่้านต่อด้านบนขวา

 
> ศาสนาพุทธ  
> ศาสนาคริสต์  
> ศาสนาอิสลาม  
> ศาสนาพราหมณ์/ฮินด  
> ศาสนาสิกข์  
> ศาลพระภูมิ  
> บั้งไฟพญานาค  
> ประเพณีบุญพระเวส  
> ประเพณีไหลเรือไฟ  
>ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง  

จุดมุ่งของหมายของแต่ละศาสนา

    คนส่วนมากจะพูดกันว่า ทุกศาสนาเหมือนกัน คือสอนให้คนเป็นคนดี อันนี้เป็นเพียงจุดมุ่งหมาย พื้นฐาน แต่ถ้าเราศึกษา จุดมุ่งหมายสูงสุด ของแต่ละศาสนาแล้ว จะไม่เหมือนกัน เช่น ศาสนาคริสต์  จุดมุ่งหมายสูงสุด คือ การได้อยู่กับพระเจ้า (พระยะโฮวา) ชั่วนิรันดร์  จุดมุ่งหมายของศาสนาพราหมณ์ คือ การได้เข้าร่วมกับ พระพรหม พระยะโฮวา กับพระพรหม ไม่ใช่องค์เดียวกัน หรือศาสนาอิสลาม คือ พระอัลเลาะห์ ก็ไม่ใช่องค์เดียวกัน กับพระยะโฮวา จุดมุ่งหมายสูงสุด ของศาสนาพุทธ คือ การหมดสิ้นกิเลส ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือ นิพพาน ไม่ได้เข้าหาพระเจ้าองค์ใด นิพพาน ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่เทพ นิพพานพบได้ในปัจจุบัน ไม่ใช่หลังจากตาย เหมือนกับเทพเจ้า นิพพานคือการหลุดพ้นจากกิเลส จะเห็นว่า  แต่ละศาสนามีจุดมุ่งหมายสูงสุด ไม่เหมือนกัน จะเหมือนกันอยู่บ้างก็คือจุดมุ่งหมายพื้นฐาน

     ความจริงจุดมุ่งหมายของศาสสนาทุกศาสนา ตามความเห็นของผู้จัดทำแล้ว เห็นว่า จะดีกว่า จุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์เสียด้วยซ้ำ เพราะจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์ คือ รู้ความจริงของธรรมชาติ แต่ไม่ได้บอกข้อปฏิบัติไว้ คือ จะปฏิบัติอย่างไรกับธรรมชาติ นี่คือข้อบกพร่อง ของวิทยาศาสตร์  แต่ศาสนาจะบอกข้อปฏิบัติไว้ เพื่อให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนา  ส่วนวิทยาศาสตร์ ส่วนมากคนเรา จะเอามาสนองความต้องการของตนเอง คือเอาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์บริสุทธิ์ ที่นักวิทยาศาสตร์เสนอไว้ให้เข้าใจปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกข้อปฏิบัติ ต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร  มาทำเป็นเทคโนโลยี สนองความต้องการของมนุษย์ เลยกลายเป็นว่า เอาความรู้บริสุทธิ์ มาทำลายธรรมชาติไป  คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ที่โลกเราประสบอยู่ ทุกวันนี้ คือ ภาวะโลกร้อน  ป่าไม้ถูกทำลาย โลกถูกมนุษย์ ทำลาย  เหล่านี้ ล้วนแต่มนุษย์เอาความรู้ที่บริสุทธิ์ ทางวิทยาศาสตร์มาสนองความต้องการของตนเอง

    ส่วนศาสนาไม่เคยสอนให้ทำลายธรรมชาติ มีแต่ให้อนุรักษ์  เช่น  ท่านจะสอนว่า ในต้นไม้ มีเทพเจ้าสิงสถิตย์อยู่ คนก็ไม่กล้าทำลายป่าไม้ ไม่ทำลายธรรมชาติ  ไม่ดูถูกดูหมิ่น ธรรมชาติ เป็นต้น เพราะมนุษย์ต้องอาศัยธรรมชาติ  เมื่อธรรมชาติสูญส้ิน มนุษยชาติ ย่อมสูญสิ้นไปด้วย  ดังที่มนุษย์เรา กลัวกันอยู่ในปัจจุบัน  เช่น  กลัวว่า จะถึงวันสิ้นโลก เหมือนที่ศาสนา หรือความเชื่อต่าง ๆ  กล่าวไว้ กลัวว่า น้ำจะท่วมโลก  อันเกิดมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้ก้อนน้ำแข็ง ที่ขั้วโลกละลาย  เป็นต้น  ดังนั้น  พวกเราควรจะเห็นคุณค่าของความรู้ ของบรรพบุรุษ ของเรา คือศาสนาให้มาก หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ นั่นแหละ คือ ควรใส่ใจศึกษาทั้งสองด้าน  เพราะอย่างที่บอกแล้ว คนเรามีประสาทสัมผัส 6 อย่าง คือ ตา  หู  วมูก  ลิ้น  กาย  และ  ใจ  (คงไม่มีใครปฏิเสธ ว่า ไม่มีจิตใจ  เป็นแต่ปรากฏการณ์ทางสมอง ถึงอย่างไร เขาก็ต้องพบกับความทุกข์  ความว้าเหว่ ความเปล่าเปลี่ยว  อันเป็นขอบเขตของจิตใจ) วิทยาศาสตร์ เป็นขอบเขต ของประสาทสัมผัส 5 อย่างแรก  ศาสนา เป็นของเขต ของประสาทสัมผัสที่ 6   เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้รูครบ หรือ ศึกษาความเป็นมนุษย์ ให้ครบ ต้องศึกษา ทั้งวิทยาศาสตร์ และศาสนา  ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ก็เหมือนคนพิการ หรือเหมือนคนมีดวงตาข้างเดียวหินกาบะ

     คนที่ศึกษาทั้งสองศาสตร์ จะได้เปรียบกว่า คนที่ศึกษาเฉพาะวิทยาศาสตร์  จะเห็นได้ว่า นักปราชญ์ ยุคปัจจุบัน จะหันมาศึกษาทางศาสนาด้วย  หรือแม้แต่ไอน์สไตน์ ที่เราบอกว่า เป็นบิดาแห่ง วิทยาศาสตร์  ท่านก็ศึกษาคำสอนทางศาสนาด้วย ลองไปศึกษาประวัติท่านดูเถิด จะเข้าใจท่านดี ท่านยังกล่าวถึงพุทธศาสนาด้วยว่า เป็นศาสนาแห่งจักรวาล (ท่านใช้คำว่า cosmic  religion) ลองอ่าน หนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทฌจ้า เห็น" ของทันตแพทย์สม  สุจีรา หรือหนังสือ ของ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์  ปยุตฺโต) เรื่อง "Thai Buddhism in the Buddhist world" ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ...


  พระอิศวรกับครอบครัว