Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 


 
 หัวรถจักรไอน้ำ
 

ประวัติรถไฟ

     รถไฟเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ใน ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณ  สามร้อยปีมาแล้ว เดิมทีเดียว สร้างขึ้น พื่อใช้บรรทุกถ่านหิน รถนั้นมีล้อ แล่นไปตามราง และใช้ม้าลาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2357 จอร์จ สตีเฟนสัน (George Stephenson) ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์รถจักรไอน้ำ ชื่อว่า ร็อคเก็ต (Rocket) ซึ่งสามารถแล่นได้ ด้วยตนเอง ป็นผลสำเร็จ นำมาใช้ลากจูงรถแทนม้า ในเหมืองถ่านหิน ภายหลังจากนั้น ก็ได้มีผู้ประดิษฐ์รถจักรไอน้ำ และรถจักรชนิดอื่นๆ ขึ้นอีกหลายแบบ รถไฟได้เปลี่ยนสภาพจาก รถขนถ่านหิน มาเป็นรถสำหรับขนส่งผู้โดยสาร และสินค้า ดังเช่นในปัจจุบัน

     กิจการรถไฟของไทยนั้น ได้เกิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2429 ตรงกับรัตนโกสินทร์ศกที่ 105 ไทยได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ชาวเดนมาร์ก สร้างทางรถไฟสายแรกจาก กรุงเทพมหานคร ถึงสมุทรปราการ เป็นระยะทาง 21 กิโลเมตร ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้า ให้ตั้งกรมรถไฟหลวงขึ้น โดยสังกัดกระทรวงโยธาธิการ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระองค์เสด็จประกอบ พระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟ ระหว่าง กรุงเทพมหานครถึงอยุธยา เป็นระยะทาง 71 กิโลเมตร ซึ่งทางการได้ถือเอาวันนี้ เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟหลวง ปัจจุบันทางรถไฟ ที่สำคัญของประเทศไทย มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นรวมสี่สาย คือ สายเหนือ ถึงจังหวัดเชียงใหม่และสุโขทัย สายใต้ ถึงประเทศมาเลเซีย สายตะวันออก ถึงจังหวัดสระแก้ว และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวและอุบลราชธานี รวมเป็นระยะทาง 3,855 กิโลเมตร

รถไฟไทยประเภทต่าง ๆ

  • ขบวนรถด่วนพิเศษ ให้บริการเฉพาะ ชั้น1และ2 (ยกเว้น ข.37-38 เพราะมีชั้น 3)
  • ขบวนรถด่วน ให้บริการครบทุกชั้น (ยกเว้น ข.51-52เพราะไม่มีชั้น1)
  • ขบวนรถเร็ว ให้บริการเฉพาะ ชั้น 2 และ 3 (ยกเว้น ข.105-106 พราะเป็นรถดีเซลราง)
  • ขบวนรถธรรมดา ให้บริการเฉพาะ ชั้น2และ3 เช่นเดียวกันกับรถเร็ว (ยกเว้นบางขบวน)
  • ขบวนรถชานเมือง ให้บริการชั้น3 บางขบวนอาจจะมีรถชั้น 2 พ่วงมาบ้าง (ยกเว้น ข.355-356,สายแม่กลอง,ข.391-392  พราะเป็นรถชั้น 2 ทั้งขบวน)
  • ขบวนรถท้องถิ่น ให้บริการชั้น 3 ส่วนใหญ่ จะเป็นรถดีเซลรางชั้น 3
  • ขบวนรถรวม ให้บริการ  ทั้งรถโดยสารและสินค้า
  • ขบวนรถนำเที่ยว ให้บริการชั้น 3 อาจมีรถปรับอากาศชั้น 2 พ่วงในบางขบวน
  • ขบวนรถวิ่งระหว่าง เมืองใหญ่ เป็นรถดีเซลราง ปรับอากาศ ชั้น 2 ทุกขบวน (ยกเว้น ขบวน 75-78 เพราะมีรถชั้น 3พ่วงมาด้วย)
  • ขบวนรถสินค้า เป็นรถที่ใช้ในการ ขนส่งสินค้า ส่วนใหญ่ จะเป็นรถปูนซีเมนต์ และรถโบกี้ตู้ใหญ่

 

จุดท่องเที่ยวบนทางรถไฟ

  • สะพานพระราม 6 - เป็นสะพานรถไฟ ที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
  • อุโมงค์ขุนตาน - อุโมงค์ที่ยาวที่สุด ของการรถไฟฯ ตั้งอยู่จังหวัดลำปาง
  • สะพานข้ามแม่น้ำแคว - เป็นสถานที่ ทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง สร้างขึ้น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

 

    บางส่วน จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 


 ประวัติรถไฟไทย

     เมื่อ พ.ศ. 2459  สมเด็จพระนางเจ้าควีนวิคตอเรีย พระเจ้าแผ่นดิน ประเทศอังกฤษ ได้โปรดให้ เซอร์ยอน โบว์ริง เจ้าเมืองฮ่องกง เป็นราชทูต เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี และขอทำหนังสือสัญญาใหม่  ได้นำเครื่องราชบรรณาการ "รถไฟเล็ก"  และอื่น ๆ  มาถวายแด่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

     สำหรับรถไฟเล็กนี้  ได้จำลองโดยการย่อส่วนมาจากรถจักไอน้ำ และรถพ่วงโบกี้  ซึ่งเป็นของจริง ที่ใช้วิ่งอยู่ในประเทศอังกฤษ ในเวลานั้น รถไฟเล็กดังกล่าว  ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

     รถไฟเล็กนี้นี่แหละ ที่เป็นเครื่องดลพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงฝักใฝ่ในเรื่องรถไฟตั้งแต่วาระนั้นเป็นต้นมา

      จึงอาจกล่าวได้ว่า  ชาวอังกฤษเป็นผู้แรกเริ่มให้ความคิดเห็นในเรื่อง การรถไฟแก่คนไทย  แต่ในรัชกาลที่ 4  ก็ยังไม่มีการรถไฟขึ้น เพราะยังเป็นของใหม่เกินไปในสมัยนั้น  และที่สำคัญที่สุด ก็คือยังไม่เห็นความสำคัญ  และจำเป็นของการมีรถไฟนั่งเอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รถไฟสมัยแรก

พระบาทสมเด็จ พระจุลจมอเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินินาถ ทรงประกอบพิธีเปิด ทางรถไฟสายนครราชสีมา

รถไฟสมัยแรกมี

      ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5  เมื่อ พ.ศ. 2413  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ และเมืองเบตาเวีย และเมื่อ พ.ศ. 2418  พระองค์ได้เสด็จประพาศอินเดีย  ซึ่งในการเสด็จประพาสทั้งสองคราว พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร การสร้างรถไฟ ที่เมืองเบตาเวีย และได้ประทับรถไฟในประเทศอินเดีย จนเป็นที่ทรงประทับพระราชหฤทัย ของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง  ทำให้พระองค์ ตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมในด้านการรถไฟตั้งแต่นั้นมา

      ครั้นเมือถึง พ.ศ. 2430  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระราชโองการ สำรวจพื้นที่เพื่อทำการสร้างทางรถไฟหลวงขึ้น จาก "ประกาศเซอร์เวทางรถไฟ"  มีข้อความตอนหนึ่งว่า

      "สมเด็จพระปรมินทร มหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้า เจ้ากรุงสยาม ทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ แลดินแดนทั้งหลาย ที่ใกล้เคียง คือ ลาวเฉียง ลาวกาว มลายู กเหรี่ยง ฯลฯ

      .....ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า บัดนี้ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ เลฟ เตแนน เยเนอราล  เซอร์ แอคูคลาก รอแยลอินซเนีย กับนายห้างวิลเลี่ยม เฮนรี ปันซาด  วิลเยียมเบล แมกตัดคาตผรานซิส วิลเลี่ยมเลาเถอ แลวิลเลี่ยม ชาร์ลส์ ปันชาด  เหล่านี้  ตระเตรียมทำการเซอรเวทางรถไฟใหญ่ ที่จะไปจาากรุงเทพฯ ถึงเมืองนครเชียงใหม่ ผ่านไปตามทางบางปอิน กรุงเก่า และตามฝั่งซ้ายลำน้ำปาศัก ไปยังพระพุทธบาทเมืองลพบุรี เมืองนครสวรรค์ เมืองอุตรดิฐ  เมืองแพร่ เมืองนครลำปาง แลเมืองลำพูน แลมีทางแยกตามนี้คือ

  1. ตั้งแต่เมืองสระบุรี ไปถึงเมืองนครราชสีมา
  2. ตั้งแต่เมืองอุตรดิฐ ไปยังตำบลท่าเดื่อ
  3. ตั้งแต่เมืองนครเชียงใหม่ ไปยังเมืองเชียงรายและเชียงแสน... ประกาศแต่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  ณ วันที่ 6 เดือน 5 ขึ้น 4 ค่ำ ปีชวด ยังเป็นนพศก จุลศักราช 1249 เป็นวันที่ 7066 ฤๅปีที่ 20 รัชกาลประจุบันนี้ฯ

      ต่อมาอีก 3 ปี คือหลังจากที่ทำการสำรวจพื้นที่ เพื่อทำการสร้างทางรถไฟเสร็จแล้ว  ก็ได้มีพระบรมราชโองการ "ประกาศสร้างทางรถไฟสยาม แต่กรุงเทพฯ ถึงนครราชสีห์มา" เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2433 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

     "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ มีพระราชหฤทัย รำพึงถึงเหตุการ ซึ่งจะทรงทนุบำรุงกรุงสยามให้รุ่งเรืองเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า  การสร้างหนทางรถไฟเดินไปมา  ระหว่างหัวเมืองไกล เป็นเหตุให้เกิดความเจริญ  แก่บ้านเมืองได้เป็นอย่างสำคัญอันหนึ่ง เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมือง ซึ่งตั้งอยู่ไกลไปมาถึงกันยาก ให้กลับเป็นหัวเมืองใกล้  ไปมาถึงกันได้สดวกเร็วพลัน  การย้ายขนสินค้าไปมา  ซึ่งเป็นการลำบาก ก็สามารถจะย้ายขนไปมาถึงกันได้โดยง่าย... เป็นการเปิดโอกาสให้ อาณาประชาราษฎร มีทางตั้งการทำมาหากินกว้างขวางออกไป แลทำทรัพย์สมบัติกรุงสยาม ให้มากมียิ่งขึ้น ด้วยทั้งเป็นคุณประโยชน์ ในการบังคับบัญชา ตรวจตราราชการ บำรุงรักษาพระราชอาณาเขตร ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นศุกข์ได้โดยสดวก อาไศรยเหตุทั้งปวงนี้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชดำริห์ พร้อมด้วยความคิดท่านเสนาบดี เห็นสมควรจะสร้างทางรถไฟ  ตั้งแต่กรุงเทพฯ  ถึงเมืองนครราชสีห์มา เป็นสายแรก..."

     ในการสร้างทางรถไฟสายแรกนี้  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ กรมหมื่นนคราธิปประพันธ์พงษ์  รองเสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  ประกาศขายหุ้น ลงทุนในการสร้างทางรถไฟหลวง สายนครราชสีมา ให้แก่ประชาชนด้วย  ดดยแบ่งเป็นหุ้น  ไม่เกิน160,000 หุ้น  ในราคาหุ้นละ 1 ชั่ง 20 บาท (100 บาท)

     สำหรับเงินทุน  ที่จะใช้ในการก่อสร้างนั้น  ปรากฏว่า ได้กำหนดกันไว้ ไม่เกิน 200,000  ชั่ง  และกำหนดเวลาสร้าง  ตั้งแต่เดือนกันยายน  พ.ศ. 2434  ให้แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2439

      ในที่สุด  การสร้างทางรถไฟหลวงสายแรก ก็ได้เริ่มต้นขึ้น  โดยกระทรวงโยะาธิการ  เจ้าสังกัดกรมรถไฟ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ว่าจ้าง มิสเตอร์ ยี มูเร  แคมป์เบลล์  ซึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ในประเทศอังกฤษ เป็นผู้ทำทางรถไฟสายแรก โดยกำหนดวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 เป็นวันที่จะเริ่มพูนดินถมทางรถไฟ

      ครั้นวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434  เวลา  17.00  น. เศษ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  สยามมกุฏราชกุมาร ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีทำพระฤกษ์ เริ่มการสร้างทางรถไฟหลวง  ณ ปรำพิธี  ที่ฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ตรงข้ามวัดเทพศิรินทราวาส

     เมื่อถึงเวลาพระฤกษ์  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ประทับที่พระราชบัลลังก์ ท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ทูตานุทูต และชาวต่างประเทศ ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

     ต่อจากนั้น  พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขันนริศรานุวัตติวงษ์ เสนาธิบดีกระทรวงโยธาธิการ  ได้กราบบังคมทูลรายงาน แล้วพระองค์ ทรงมีพระราชดำรัสตอบ เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินจากพระราชบัลลังก์ ประทับที่ตรงดิน ซึ่งจะขุดเป็นพระฤกษ์ มิสเตอร์ มิศเชล ผู้แทนมิสเตอร์แคมป์เบลล์ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ทางรถไฟหลวงสายแรก จึงกราบบังคมทูลพระกรุณา เสร็จแล้ว ทูลเกล้าฯ ถวายเสียมเงิน และเกวียนเล็ก สำหรับพระฤษ์ขุดดิน

      ครั้นมีพระราชดำรัสตอบแสดงพระราชหฤทัยยินดีสมควรแล้ว พระองค์ ก็ทรงหลั่งน้ำลงเหนือแผ่นดิน ที่จะขุดเป็นพระฤกษ์ แล้วทรงใช้เสียมเงิน ตักดินเทลงในเกวียนเล็ก ขณะนั้น พระสงฆ์ถวายชัยมงคลคาถา ชาวประโคม ประโคมดุริยดนตรี ทหารถวายคำนับ และบรรเลงเพลงแตรสรรเสริญพระบารมี  เมื่อทรงตักดินเทลงในเกวียนพอสมควรแล้ว  ก็โปรดฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ ทรงไสเกวียนดินไปตามราง ซึ่งวางไปตามปรำ

      เมื่อถึงที่ต้นทาง  ที่จะทำทางรถไฟแล้ว  พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเทดินลงถมที่นั้น  แล้วคนงานทั้งหลาย จึงได้ลงมือขุดดิน  ตามแนวทางที่ได้ปักกรุยไว้

      นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  การก่อสร้างทางรถไฟหลวงสายแรก ก็ได้ทำกันอย่างไม่หยุดยั้ง  แต่ต่อมากรมรถไฟหลวง  ซึ่งมี มิสเตอร์  เบทเก  เป็นเจ้ากรมรถไฟก็ได้บอกเลิกสัญญารับเหม ที่มิสเตอร์ แคมป์เบลล์ทำหว้ เพราะผู้รับเหมา ไม่ทำตามสัญญา (ผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟ ต่อจากมิสเตรอ์ แคมป์เบลล์ ไม่ทราบว่าเป็นใคร เพราะไม่มีรายงานบอกไว้)

รถไฟปล่องกระโถน
รถด่วน
รถไฟปล่องกระโถน กับโบกี้ รุ่นคุณปู่
รถด่วน กำลังจะออกจากสถานี รถไฟกรุงเทพฯ

      หลังจากที่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธี สร้างทางรถไฟหลวงสายแรกแล้ว  ต่อมาอีก  5  ปีเศษ  การสร้างทางรถไฟหลวงสายแรก ก็ได้สำเร็จลงตอนหนึ่ง คือ ตอนตั้งแต่ กรุงเทพฯ ถึงกรุงเก่า เป็นระยะทาง 79 กิโลเมตร  สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ 480,000 บาท

      ดังนั้น จึงจัดให้มีพระราชพิธีเปิดทางรถไฟสายนครราชสีมา ระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงเก่าขึ้น ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439

 

อ่านต่อด้านบนขวา

        รายละเอียด พระราชพิธี มีดังนี้

     เวลา  10.00  น. พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนรถพระที่นั่ง ออกจากพระบรมมหาราชวัง เลี้ยวไปตามถนนบำรุงเมือง  แล้วเลี้ยวไปทางถนน  หน้าวัดเทพศิรินทราวาส ถึงสพานกรมรถไฟ ข้ามสพานไปเทียบพะรที่นั่ง ณ ที่พักรถม้า ในบริเวณรถไฟ  พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น พิทยลาภพฤติธาดา  เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ  และข้าราชการกระทรวงโยธาธิการและกรมรถไฟ พร้อมกันรับเสด็จอยู่ที่นั่น

      ครั้นเสด็จฯ  ลงจากรถพระที่สั่งแล้ว หม่อมเจ้าหญิงมุมนมาลย์  ใน  พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติธาดา  ได้ทูลเกล้าฯ ถวายดอกกุหลาบมัดแด่ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราินีนาถ

      เมื่อมีพระราชดำรัส  พอสมควรแล้ว ได้เสด็จพะรราชดำเนิน ไปตามทางซึ่งดาดปรำตกแต่งเป็นระยะทาง 3 เส้น  จึงถึงโรงพระราชพิธี ซึ่ง  ณ ที่นั้น มีพระบรมวงศานุวงศ์ หม่อมห้าม เจ้านาย ข้าราชการ และภรรยา  ตลอดจนทูตานุทูต และภรรยา  กับผู้มีบรรดาศักดิ์ และพ่อค้าบรรดาที่ได้รับเชิญ ได้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นจำนวนมาก

      เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส กับบรรดาที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพะรบาท บางท่านแล้ว  ก็ทรงจุดเทียนนมัสการ ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จพระราชดำเนินสู่ที่ ซึ่งจะได้ทำพระราชพิธี ที่หน้าพลับพลา ตรงที่ได้เทมูลดิน ซึ่งทรงขุดกระทำพระฤกษ์ เริ่มการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2434  ทรงตรึงหมุดที่รางทองรางเงิน ข้างเหนือให้ติดกับหมอนไม้มริดคาดเงิน มีอักษรจารึก เป็นพระฤกษ์  พระสงฆ์ราชาคณะผู้ใหญ่  15  รูป  มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นประธาน สวดคาถาชัยมงคล เจ้าพนักงานประโคมสังข์แตรพิณพาทย์ และแตรวงขึ้นพร้อมกัน แล้ว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ จึงทรงตรึงรางเงินรางทอง ลงเหนือหมอนไม้มรดคาดเงิน  มีอักษรจารึก ซึ่งทอดไว้ทางด้านใต้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และทูตานุทูต ทั้งชายหญิง ช่วยกันตรึงต่อไป  จนเสร็จทั้ง 2 ราง ซึ่งนับว่าทางรถไฟ ในระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงเก่าติดต่อกันแล้ว  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

     ต่อจากนั้น  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่โรงพิธี ประทับหน้าพระบัลลังก์ ซึ่งจัดตั้งพระราชอาศน์คู่หนึ่งอยู่ใต้เพดานแพร มีธงบรมราชธวัชดาดอยู่ด้านหลังพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น พิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ทรงอ่านคำกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว มิสเตอร์เบทเก เจ้ากรมรถไฟ อ่านรายงานกราบบังคมทูพระกรุณา ต่อจากนั้น พระองค์ได้มีพระราชดำรัส แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พะรราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นบำเหน็จ  แก่เจ้าพนักงานกระทรวงโยธาธิการและกรมรถไฟ

     ต่อมา เจ้าพนักงานกรมรถไฟ  ได้เคลื่อนขบวนรถไฟฟพระที่นั่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินประทับ เป็นพระฤกษ์ เข้ามาเทียบ ที่หน้าพลับพลา  เมื่อพระองค์ทรงเจิมรถไฟพระที่นั่งแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระชัยแนาวโลหะขึ้นสู่รถนำ  พร้อมด้วยพระราชาคณะผู้ใหญ่ 3 รูป มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ และ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตดัติยานุวัตร กับพระราชาคณะฝ่ายรามัญ 1 รูป ฝ่ายวิปัสสนาธุระ  1 รูป  สำหรับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และโปรยทรายไปในรถนำ ซึ่งอยู่หน้าพระที่นั่งแล้ว พระองค์ก็เสด็จพะรราชดำเนินขึ้นสู่รถพระที่นั่ง (ส่วนสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถนั้น ไม่ได้โดยเสด็จด้วย  เมื่อส่งเสด็จจนรถพระที่นั่งเคลื่อนออกจากหน้าพลับพลาแล้ว จึงได้เสด็จพะรราชดำเนินกลับพระบรมมหาราชวัง) โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูตและพ่อค้า ตามเสด็จขึ้นสู่รถพ่วงคัน ต่อจากรถพระที่นั่งตามลำดับ

     ครั้นพร้อมแล้ว  ขบวนรถไฟฟพระที่นั่ง ซึ่งนับเป็นรถโดยสารขบวนแรก ก็เคลื่อนออกจากที่พระสงฆ์ ที่ยังเหลือ 10 รูป มีสมเด็จพระวันรัต เป็นประธานสวดคาถาถวายชัยมงคลอีกครั้งหนึ่ง  ชาวประโคม ก็ประโคมสังข์  แตรและพิณพาทย์พร้อมกัน

     รถพระที่นั่งดังกล่าว ได้วิ่งผ่านสถานีรายทางซึ่งตกแต่ง ประดับประดาด้วยธงและรายทางซึ่งตกแต่งประดับประดา ด้วยธงและไบไม้ไปตามลำดับ  จนกระทั่ง13.00 น. เศษ  จึง่ถึงพลับพลาหลวง สถานีพระราชวังบางปะอน ที่นี่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินลงจากรถพระที่นั่ง ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน  พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย และทูตานุทูต

     ครั้นเสวยแล้ว  พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิธาดา  เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ จึงกราบบังคมทูลพระกรุณา ถวายชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าอยู่หัว แล้วพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และทูตานุทูต พร้อมกันถวายชัยมงคล  ต่อจากนั้น พระองค์ได้พระราชทานพร แก่เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ แะลกรมรถไฟ แล้วพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นประทับรถไฟพระที่นั่งไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ส่วนผู้ที่ไม่ได้ตามเสด็จทางกรมรถไฟ ได้จัดรถไฟอีกขบวนหนึ่ง นำกลับเข้ากรุงเทพฯ)

     เมื่อขบวนรถไฟพระที่นั่ง เคลื่อนออกจากสถานีบางปะอิน บรรดาข้าราชการ และทูตานุทูต ชาวต่างประเทศ ที่ไม่ได้ตามเสด็จ ได้โห่ถวายชัยมงคล 3 ลา ต่อจากนั้น ขบวนรถไฟพระที่นั่ง ก็ได้วิ่งมาถึงสถานีกรุงเก่า  ณ ที่นั่น มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า และข้าราชการหัวเมือง มาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เป็นจำนวนมาก ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากที่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกระทำพิธีเปิด ศาลาว่าการรัฐบาลแล้ว  เวลา 16.00 น. เศษ พระองค์ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับรถไฟพระที่นั่ง กลับกรุงเทพฯ  ถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. เศษ

     ต่อจากนั้นอีก  2 วัน คือวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2439 กรมรถไฟก็ได้เปิดการเดินรถไฟ ระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงเก่าขึ้น โดยจัดรถไฟวิ่งไปมาวันละ 4 ขบวน  คือ ขบวนรถไฟ นัมเบอร์ 2 และ 4  ออกจากสเตชั่น หรือโรงพัก (สถานี) กรุงเทพฯ เวลาเช้าย่ำรุ่ง 45 (06.45 น.) กับเวลาเย็น 3 โมง 19 (15.19 น.) ตามลำดับ ส่วนรถไฟขบวนนัมเบอร์ 1 และ 3  ออกจากสเตชั่นกรุงเก่า เวลาเช้าย่ำรุ่ง 41 กับเวลาเย็น 3 โมง 15  ตามลำดับ  มาถึงสเตชั่นกรุงเทพฯ เวลา 3 โมง 16 กับเวลาเย็น 5 โมง 40 ตามลำดับ  หรือพูดกันง่าย ๆ  ก็คือวิ่งไปมาเช้า  2  ขบวน เย็น 2 ขบวนนั่นเอง

     ส่วนราคาค่ารถโดยสาร  จากสเตชั่นกรุงเทพฯ ถึงสเชั่นกรุงเก่า ชั้นที่ 1 ราคา 4 บาท 24 อัฐ  ชั้นที่ 2 ราคา 16 อัฐ  และชั้นที่ 3 ราคา 1 บาท 7 อัฐ

     อีกหนึ่งปีต่อมา  เมื่อทางรถไฟสร้างเสร็จถึงแก่งคอย กรมรถไฟก็ได้จัดการเดินรถไฟ ถึงแก่งคอย  แะหลังจานั้น อีก 4 ปี ทางรถไฟสายนครราชสีมา ซึ่งเป็นทางรถไฟหลวงสายแรกของเมืองไทย  ก็สร้างสำเร็จลงโดย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเปิดทางรถไฟสายนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม  พงศ.  2443  ทางรถไฟสายนครราชสีมา มีระยะทางทั้งหมด 265 กิโลเมตร เป็นทางขนาด 1.435 เมตร (ปัจจุบันขนาด 1 เมตร) สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งส้ิน 17,585,000 บาท  คิดเฉลี่ยค่าก่อสร้าง กิโลเมตรละ 66,360 บาท
 

รถไฟสมัยแรก
รถไฟสมัยแรก ประเภทปล่องกระโถน

ที่มา : กรุงเทพฯ ในอดีต โดย เทพช   ทับทอง สนพ. สุขภาพใจ