Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ


 
   

ภูเขาทอง วัดสระเกศ

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ที่อยู่
ริมคลองมหานาคและคลองรอบกรุง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10300

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดสะแก พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ ์และขุดคลอง รอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ซึ่งแปลว่า ชำระพระเกศา เนื่องจากเคยประทับ ทำพิธีพระกระยาสนาน เมื่อเสด็จกรีธาทัพ กลับจากกัมพูชา มาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ใน พ.ศ. ๒๓๒๕

ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้าง พระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง ทรงกำหนดให้เป็นพระปรางค์ มีฐานย่อมุมไม้สิบสอง แต่สร้างไม่สำเร็จในรัชกาล เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงทรงให้เปลี่ยนแบบเป็นภูเขา ก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ การก่อสร้างแล้วเสร็จ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

 

 

พระอุโบสถวัดสระเกศ

 

 


ตำนานแร้งวัดสระเกศ

     "แร้งวัดสระเกศ" เป็นเรื่องที่ร่ำลือระบือลั่นกันในสมัยก่อน  เมื่อฝูงแร้งมากมาย ขนาดที่เรียกได้ว่า มืดฟ้ามัวดิน แห่ลงกินซากศพ ที่กองอยู่เป็นภูเขาเลากาข้างภูเขาทอง  นับเป็นภาพที่อุจาดต่อสายตา และน่าสยดสยองอย่างมากต่อผู้พบเห็น

     ฝูงแร้งลงทึ้งซากศพของมนุษย์ แะลจิกกินเนื้อจนเห็นกระดูกขาวโพลน  แม้เจ้าหน้าที่ของวัด และบ้านเมืองจะทนดูภาพเหล่านี้ไม่ได้  แต่ก็จนปัญญาไม่รู้จะแก้ไขอย่างใด  แรก ๆ  ก็จัดคนถือไม้คอยไล่ตีแร้ง  แต่ในที่สุด ก็สูไม่ไหว  เพราะจำนวนแร้งเหลือคณานับ และศพที่เข้ามาสู่วัดแต่ละวัน ก็มากมายก่ายกอง  ทั้งฝังทั้งเผาจนไม่มีฟืนจะเผา  ต้องปล่อยให้กองทับถมกัน เป็นเหยื่อของหมาจรจัดที่หิวโชด้วย

แร้งวัดสระเกศ
ภาพวาดแสดงให้เห็นแร้งวัดสระเกศ ที่กำลังทึ้งศากซพ  โดยมีเจ้าหน้าที่คอยไล่

      ศพเหล่านี้  ล้วนแต่เป็นผู้เสียชีวิตจากอหิวาตกโรค  หรือที่เรียกกันเป็นภาษาทางการ ขณะนั้นว่า "ไข้ป่วงใหญ่"  แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า "โรคห่า"  และคนที่เป็นโรคนี้เรียกกันว่า "ห่ากิน" ซึ่งเป็นโรคเมืองร้อนระบาดในภูมิภาคย่านนี้เป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูแล้ง  ขณะนั้นความรู้ในเรื่องอหิวาตก์ยังไม่มี  ไม่รู้ทั้งสาเหตุของการเกิดโรค และการรักษา  อหิวาตก์จึงระบาดอย่างรวดเร็ว และคร่าชีวิตผู้คนปีละมาก ๆ (อหิวาตกโรค แปลตามศัพท์ ว่า โรคอันเกิดแต่ลม ซึ่งมีพิษร้ายแรงดั่งพิษงู = อหิ  แปลว่า  งู   วาตก  แปลว่า  ลม  โรค  แปลว่า  ธรรมชาติที่เสียดแทงชีวิต)

     อหิวาตก์จะเริ่มระบาดในเดือนเมษายน  เพราะยุคนั้น ผู้คนยังต้องอาศัยน้ำในแม่น้ำลำคลอง ดื่มกิน  หลังจากเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ฝนก็จะหยุดตก  น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหลาย ก็จะค่อย ๆ  เหือดแห้ง  ทั้งผู้คนยังนิยมทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแหล่งน้ำด้วย  น้ำในแม่น้ำลำคลอง เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค  อหิวาตก์จึงระบาดอย่างรวดเร็ว  จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม  ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก จึงชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายในแม่น้ำลำคลอง ให้ไหลลงสู่ทะเล  อหิวาตก์ก็หายไปเองในทันทีที่เข้าฤดูฝน

      มีหลักฐานอ้างอิงว่า อหิวาตก์เกิดขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแล้ว  และเกิดขึ้นทุกปีตลอดมา  รุนแรงมากน้อยแค่ไหน ก็ต่างกันไปแต่ละปี  แต่บันทึกไว้ว่า  ในปี  พ.ศ.  2363  และ  พ.ศ. 2392  ได้เกิดอหิวาตก์ระบาดรุนแรงที่สุด  มีคนตายไปถึงคราวละ  30,000 - 40,000 คน  ซึ่งก็นับว่ามหาศาล เมื่อเทียบกับจำนวนพลเมืองที่มีอยู่ไม่กี่ล้านคนในขณะนั้น

แร้งวัดสระเกศ
แร้งวัดสระเกศ
ซากศพคนตายด้วยอหิวาตกโรค ทิ้งเกลื่อนกลาด ที่วัดสระเกศ มีแร้งจิกกิน จนกระดูกข้าโพลน
ซากศพคนตายด้วยอหิวาตกโรคใหม่ ๆ  จะเห็นว่ามีแร้งมาคอยจิกกินหลายตัว

      ในปี พ.ศ.  2363  ซึ่งอหิวาตก์เกิดขึ้นรุนแรงครั้งแรก  โดยระบาดจากอินเดีย  ขณะนั้น ยังไม่มีวิธีรักษา และรู้จักการป้องกัน  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้นภาลัย  รัชกาลที่ 2  จึงทรงใช้วิธีให้กำลังใจ  โปรดฯ ให้ตั้งพิธีขับไล่โรคนี้ขึ้น  เรียกว่า "พิธีอาพาธพินาศ" โดยจัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืน  อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบรมสารีริกธาตุออกแห่  มีพระราชาคณะโปรยพระพุทธมนต์ตลอดทาง  ทรงทำบุญเลี้ยงพระ  โปรดให้ปล่อยปลาปล่อยสัตว์ และประกาศไม่ให้ประชาชนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  อยู่กันแต่ในบ้าน  กระนั้นก็ยังมีคนตายเพราะอหิวาตก์ ประมาณ 3 หมื่นคน ศพกองอยู่ตามวัดเป็นภูเขาเลากา  เพราะฝังและเผาไม่ทัน บ้างก็แอบเอาศพทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองในเวลากลางคืน  จึงมีศพลอยเกลื่อนกลาดไปหมด  ประชาชนต่างอพยพหนีออกไปจากเมืองด้วยความกลัว  พระสงฆ์ทิ้งวัด  งานของราชการ และธุรกิจทั้งหลายต้องหยุดชะงัด  เพราะผู้คนถ้าไม่หนีไปก็มีภาระในการดูแลคนป่วย และจัดการกับศพของญาติมิตร

      คนที่เป็นอหิวาตก์ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักโทษ  ทาสและสามัญชนโดยทั่วไป ที่ไม่ค่อยจะมีความระมัดระวังในการกินอยู่  ส่วนคนมีฐานะดีก็จะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ น้อยกว่า

      สำหรับในพระบรมมหาราชวัง และบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ได้มีการจัดหาดื่มน้ำใช้ ที่สะอาดมาก่อนแล้ว  โดยใช้น้ำจากต้นน้ำเพชรบุรี ที่เป็นน้ำบริสุทธิ์จากป่าเขา  ไหลผ่านกรวดทราย ตักใส่โอ่งลำเลียงมาทางเรือ

      อหิวาตก์เวียนมาในทุกฤดูแล้ง  และหายไปในฤดูฝนเช่นนี้ทุกปี  จนะในปี  พ.ศ.  2392 อหิวาตก์ ก็ระบาดหนักอีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ปีนังก่อน แล้วแพร่ระบาดมาจนถึงกรุงเทพฯ  เรียกกันว่า "ห่าลงปีระกา"  ในระยะเวลาช่วง  1  เดือน ที่เริ่มระบาดมีผู้เสียชีวิตถึง 15,000 - 20,000 คน และตลอดฤดู ตายถึง  40,000 คน  เจ้าฟ้ามงกุฏฯ คือ รัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นดำรงเพศบรรพชิต เป็นพระราชาคณะ  ได้ทรงบัญชาให้วัดสามวัด  คือ  วัดสระเกศ  วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีนเลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) เป็นสถานที่สำหรับเผาศพ  มีศพที่นำมาเผาสูงสุด ถึงวันละ 696 ศพ แต่กระนั้น ศพที่เผาไม่ทัน ก็ถูกกองสุมกันอยู่ตามวัด  โดยเฉพาะวัดสระเกศ มีศพส่งไปไว้มากที่สุด  ทำให้ฝูงแร้งแห่งไปลงทึ้งกินซากศพ ตามลานวัด  บนต้นไม้  บนกำแพง  และหลังคากุฏิเต็มไปด้วยแร้ง  แม้เจ้าหน้าที่จะถือไม้คอยไล่ก็ไม่อาจกั้นฝูงแร้ง ที่จ้องเข้ามารุมทึ้งซากศพอย่างหิวกระจายได้  และจิกกินซากศพ จนเห็นกระดูกขาวโพลน พฤติกรรมของ "แร้งวัดสระเกศ" ที่น่าสยดสยองจึงเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่ว

อ่านต่อด้านบนขวา

        
     หลังจากคำว่า "แร้งวัดสระเกศ"  โด่งดัง  ก็มีอีกคำ ที่ถูกล่าวขวัญอย่างสนุกสนาน ก็คือคำว่า "ไก่งวงวัดสระเกศ"

      มีเรื่องเล่ากันว่า  มีชายคนหนึ่ง คิดพิเรน จับแร้งตัวหนึ่ง ใส่กระสอบ แล้วแบกไปที่บ้านฝรั่งตอนก่อนถึงวันคริสมาส 4 - 5 วัน แล้วบอกว่า มีไก่งวงมาขายในราคาถูก เป็นไก่งวงที่เลี้ยงไว้ในทุ่ง จึงเปรียวมาก ต้องใส่กระสอบไว้ ฝรั่งชะโงกหน้าลงมาดู  ชายคนนั้น ก็เผยอปากถุงให้เห็นหัวแดง  ตัวใหญ่เท่าไก่งวง ดินขลุกขลักอยู่ในกระสอบ  จึงรับซื้อไว้ในราคา  4  บาท

     รุ่งขึ้น ฝรั่งสั่งให้พ่อครัวเอาไก่งวงออกมายืดเส้นยืดสาย ก่อนที่จะตายในกระสอบ  แต่พอเปิดกระสอบปล่ยออกมา แร้งก็วิ่งอ้าว แล้วบินหนีไป  เรื่องนี้จึงเป็นที่เล่ากันอย่างสนุกสนาน  ต่อ ๆ  มา  คำว่า "ไก่งวงวัดสระเกศ" จึงเป็นคำฮิตของบางกอก ในสมัยนั้นไปด้วย

      "โรคห่า"  ยังคงมาเยือนเมืองไทยทุกปี  ในปี พ.ศ. 2411 และปี  พ.ศ. 2416  มีคนตายในช่วงวันที่ 22 มิถุนายน จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม  เป็นจำนวน 6  พันกว่าคน  และในปี พ.ศ. 2423  สมัยรัชกาลที่ 5  ซึ่งคนไทยพอจะมีความรู้ในการป้องกัน กำจัดอหิวาตก์ ก็ยังมีคนตายเป็นจำนวนหมื่น  แต่ตามบันทึกแล้วไม่มีปีไหน ที่อหิวาตก์จะระบาดรุนแรงเท่าปี พ.ศ. 2363 และ พ.ศ. 2392

      ในสมัยรัชกาลที่  5  กรมสุขาภิบาล ได้มีการจัดพิมพ์ใบปลิว ออกแจกจ่ายประชาชน ให้ความรู้เกี่ยวกับอหิวาตก์เป็นครั้งแรก  โดยแนะนำไม่ให้เอาของโสโครก หรือเสื้อผ้าของคนป่วย ไปทิ้งในแม่น้ำลำคลอง  อย่ากินอาหารที่บูดเสีย  เสาะท้อง หรือรสจัด ให้กินแต่น้ำต้ม หรืออาหารที่ไม่มีแมลงวันตอม

     ส่วนการรักษานั้น  ถ้าเริ่มรู้สึกไม่สบายท้อง  มีอาการอืดเฟ้อ ให้กินยาแก้ท้องเฟ้อ ประเภทการบูรหรือน้ำไพล

      ถ้าถึงขั้นอาเจียน  ถ่ายท้องมาก ๆ  ยาสำหรับอหิวาตก์ ที่ผลิตออกมาในขณะนั้น เป็นของห้างโอสถสภา  มีสลากบอกว่า "ยาแก้อหิวาตกโรค"  ส่วนห้างบีกริมของฝรั่ง ก็มีออกมาเช่นกัน เรียกกันว่า "ยาขวดแตก"

แร้งวัดสระเกศ
โรงรักษาไข้
(บน) เจ้าหน้าที่คอยไล่แร้ง
(ล่าง) โรงรักษาไข้ อหิวาตกโรค ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้สร้างขึ้น 48 แห่ง ทั่วเมืองบางกอก รับมือกับอหิวาตกโรค ในปี พ.ศ.  2424

      จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2457  ได้มีการผลิตน้ำประปาขึ้น ในกรุงเทพฯ  อหิวาตก์ จึงบรรเทาเบาบางลงมาก  แต่ก็ยังไม่ขาดหายไป  แม้ในทุกวันนี้ ก็ยังมีอหิวาตก์ เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนเมษายน  แต่ความรู้ และสุขาภิบาลในสมัยนี้ ทำให้อหิวาตก์ไม่สามารถระบาดได้รุนแรง คร่าชีวิตผู้คนมากมายได้อย่างในสมัยก่อน

      ส่วนแร้งนั้น  อย่างว่าแต่ที่วัดสระเกศเลย  แม้แต่ตามชนบท ก็หาแร้งดูได้ยากแล้ว (อาจมีที่สวนสัตว์  สงวนไว้ให้คนรุ่นหลังดู) อาจจะเป็นเพราะไม่มีใครทิ้งซากศพให้แร้งกินอย่างสมัยก่อน แม้แต่ซากสัตว์ ก็ยังถูกฝังกลบ  แร้งชอบกินแต่ของเน่าเหม็น จึงหาอาหารยากขึ้น  จนเกือบจะใกล้สูญพันธุ์เต็มทีแล้ว

     แม้อหิวาตกโรค  ะหายระบาด จนเกือบจะหมดไป ก็ว่าได้  แต่ก็มีโรคร้ายแรงชนิดอื่น ๆ  เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ  โดยไม่ขาดสาย  ล่าสุด  ที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งเกิดจากการสำส่อน และไร้ศีลธรรมของมวลมนุษยชาติ  ซึ่งโรคนี้ได้คร่าชีวิตคนทั่วโลก ไปกว่าหลายสิบล้านคน  แม้ทุกวันนี้ จะมีวัคซีนมาแก้  แต่ก็ยังไม่กระจายทั่วไป  และยังมีราคาแพงอยู่  ล่าสุดอีก  ก็คือโรค ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  2009  นี่แหละครับ พฤติกรรมของมนุษย์  ที่มีแต่ก่อร่างสร้างโรค  มากกว่าสร้างสรรค์ ไม่ต้องกลัววันสิ้นโลกจากดาวดวงอื่นพุ่งชนหรอกครับ  มนุษย์นี่แหละ  จะทำให้มนุษย์เองสูญสิ้นไปจากโรค  ตราบใดที่มนุษย์ยังไร้ศีลธรรม  ไร้มนุษยธรรม  วิทยาศาสตร์ ก็ช่วยอะไรไม่ได้