Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ


 
 ภาพวาดรถลาก

รถลาก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

รถลาก (Rickshaw) หรือคนไทยเรียกว่า รถเจ๊ก เป็นยานพาหนะที่ใช้คนลาก ตัวรถมีลักษณะ เป็นเกวียนที่มีสองล้อ รถลาก เป็นที่นิยมในเมืองตาง ๆ ในเอเชีย อาทิ โยโกฮามา (ญี่ปุ่น),ปักกิ่ง (จีน), เซี่ยงไฮ้ (จีน),ร่างกุ้ง (พม่า) กัลกัตตา  มุมไบหรือบอมเบย์ (อินเดีย) และ บางกอก (ไทย)

ประวัติ

จากภาพเขียน "Les deux carrosses" (ปี ค.ศ. 1707)โดย Claude Gillot แสดงให้เห็นว่า มีการใช้รถลากมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 17 บนท้องถนนปารีส รถลากเริ่มมีให้เห็นในญี่ปุ่นในปี 1868 ในสมัยเมจิ โดยได้รับความนิยม ในเวลาต่อมา เพราะสามารถสัญจร ได้เร็วกว่าเกี้ยว (และการใช้แรงงานคน ราคาถูกกว่าใช้ม้า) ส่วนคนที่เริ่มประดิษฐ์รถลาก เท่าที่มีการบันทึกได้ คือช่างเหล็กชาวอเมริกันชื่อ Albert Tolman ที่ถูกพูดว่าได้ประดิษฐ์รถลาก ในช่วงปี 1848 ใน Worcester  รัฐ Massachusetts ไว้ให้มิชชันนารี

อีกคนที่อ้างถึงคือ  Jonathan Scobie (หรือ W. Goble)มิชชันนารีชาวอเมริกัน ในญี่ปุ่น ประดิษฐ์รถลากในปี 1869 ให้ภรรยาเดินทาง ในถนนในโยโกฮามา ในญี่ปุ่นมักกล่าวว่าคนประดิษฐ์คือ อิซุมิ โยสุเกะ, ซูซุกิ โตคูจิโร่ , และ ทากายาม่า โคสุเกะ ที่ประดิษฐ์ในปี 1868 โดยในปี 1870 ผู้ปกครองโตเกียวได้อนุญาตให้ทั้ง 3 คน สร้างและขาย โดยคนที่ซื้อรถลาก จะต้องได้ใบอนุญาต จากหนึ่งในสามของผู้ผลิต

รถลากมีในอินเดียในปี 1880 ส่วนในจีน  มีการใช้รถลาก เพื่อขนส่งสินค้า ในปี 1914 จีนจึงอนุญาตให้ใช้รถลาก ในการสัญจรคน

รถลากในประเทศไทย

รถลากในประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า รถเจ๊ก เพราะพาหนะประเภทนี้ มีแต่คนจีน เป็นผู้มีอาชีพรับจ้างลาก ดั้งเดิมเป็นของญี่ปุ่น แต่แรกเมื่อในรัชกาลที่ 4 นั้น พวกพ่อค้าสำเภา นำมาน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าฯ   ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าฯ จึงโปรดฯให้ซื้อเข้ามา พระราชทานเจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่บ้าง สั่งซื้อกันเองบ้าง ใช้เป็นพาหนะส่วนพระองค ์และส่วนตัว แต่ที่สั่งมาใช้วิ่งรับส่งคนโดยสาร และบรรทุกของนั้น ผู้สั่งเข้ามาเป็นคนแรกชื่อ นายฮ่องเชียง แซ่โหงว เมื่อ พ.ศ. 2417 ต้นรัชกาลที่ 5 เมื่อผู้คนนิยมกันมากขึ้น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) จึงตั้งโรงงานทำรถลากขึ้น ในเมืองไทยเสียเอง โดยสั่งช่างมาจากเมืองจีน รถลากรับจ้างเริ่มมีบนถนนมากขึ้น จนกระทั่งจำเป็นต้องควบคุม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติรถลาก ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ขึ้น โดยทรงมีพระราชปรารภว่า

"กรุงเทพพระมหานคร ในทุกวันนี้ มีรถคนลาก สำหรับรับจ้าง คนโดยสาร และรับบรรทุกของ เดินในถนนหนทาง ทวียิ่งขึ้นเป็นอันมาก แต่รถที่ใช้นั้นไม่แข็งแรงมั่นคง แลไม่มีสิ่งที่สำหรับป้องกันอันตราย ของผู้โดยสาร กับทั้งไม่สะอาดเรียบร้อยตลอด ไปจนคนลากรถด้วย ย่อมเป็นที่รังเกียจรำคาญ แก่ผู้ที่จะใช้รถ หรือผู้เดินทางในท้องถนนร่วมกัน อีกประการหนึ่ง คนที่ลากรถนั้น บางทีรับคนโดยสาร หรือรับบรรทุกสิ่งของที่มาก หรือหนักเกินกำลังรถที่จะพาไปได้ จนเป็นเหตุเกิดอันตราย แก่คนโดยสาร แลคนเดินทางกับทั้งรถ แลไม่เป็นความเรียบร้อย ในท้องถนนอีกด้วย"

พระราชบัญญัตินี้ บังคับ ให้ต้องจดทะเบียนรถ และต้องนำรถมาตรวจสภาพ ต่อเจ้าพนักงานจดทะเบียน หลังจดทะเบียนแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้เลขหมายติดรถ และให้เครื่องหมาย ที่มีเลขตรงกันกับทะเบียนรถ ให้คนลากติดหน้าอกไว้ให้ตรงกัน บังคับให้จุดโคมไฟเวลากลางคืน และยังมีข้อบังคับปลีกย่อย อีกหลายข้อ เช่นห้ามบรรทุกศพคน ให้จอดพักรถ ตามที่พนักงาน กำหนดไว้เท่านั้น ฯลฯ

รถลากหรือรถเจ๊กนี้ วิ่งในถนนตั้งแต่ พ.ศ. 2417 เลิกใช้ตามกฎหมาย เมื่อ พ.ศ. 2478 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

 


ประวัติรถลาก

      เมื่อในสมัยตอนกลางรัชกาลที่ 5  ในกรุงเทพฯ  และตามหัวเมืองต่าง ๆ มียานพาหนะชนิดหนึ่งวิ่งอยู่เกลื่อนถนน.....

      ยานดังกล่าว  เป็นรถไม้มีล้อขนาดใหญ่  2  ล้อ  มีประทุนผ้าใบ พับได้คลี่ได้  และมีคานยาวยื่นออกมาจากตัวถุง  2  ข้าง  เป็นที่สำหรับคนจับลาก  แรกทีเดียว  ชาวบ้าน เรียกรถชนิดนี้ว่า "รถลาก" หรือ "รถญี่ปุ่น" หรือ "รถยินริกชอ"

     ตามประวัติกล่าวว่า  นายอิสุมิ  โยสุกิ  ชาวญี่ปุ่น เป็นผู้ประดิษฐ์  สร้างขึ้นใช้กันแพร่หลาย ในประเทศญี่ปุ่นก่อน  เมื่อประมาณ  140  ปีมาแล้ว แล้วจึงแพร่หลายมาในประเทศจีน

      ส่วนในเมืองไทย  รถลากเริ่มเข้ามาแพร่หลาย  เมื่อปลายรัชกาลที่  4  คือ  หลังจากที่นาย อิสุมิ  โยสุกิ สร้างขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ประมาณ  40  ปี  สาเหตุที่จะเข้ามาแพร่หลายในเมืองไทยนั้น ก็เนื่องจาก จีนพุก พ่อค้าจีนในเมืองไทย ได้แต่งเรือสำเภาออกไปค้าขายยังประเทศจีน ได้เห็นรถลากวิ่งกันอยู่ขวักไขว่แพร่หลายในเมืองจีน เป็นที่นิยมของชาวจีน จึงได้ซื้อรถลากบรรทุกเรือสำเภาเอาเข้ามาเมืองไทยหลายคัน  แล้วได้น้อมเกล้าฯ ถวายรถดังก่าว แด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า่อยู่หัว

      อยู่ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้จีนพุก สั่งรถลากจากเมืองจีนหลายสิบคัน  เพื่อพระราชทานแก่เจ้านาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และก็ได้มีเจ้านาย  และข้าราชการตลอดจนเจ้าสัวสั่งให้จีนพุก ซื้อเข้ามาฝากอีกเป็นจำนวนมาก รวมกันแล้วนับเป็นร้อย ๆ  คันทีเดียว

      สำหรับประวัติผู้นำรถลาก เข้ามาสู่เมืองไทยนี้ ได้ความว่า ต่อมาจีนพุก ได้เข้ารับราชการ สังกัดอยู่ในกรมท่าซ้าย ซึ่งเป็นกรมที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาโชฏึกราชเศรษฐีในที่สุด

      แต่การที่มีรถลาก เข้ามาเมืองไทยในครั้งแรกนั้น หาได้เอาออกวิ่งตามถนนรับจ้างบรรทุกคน และบรรทุกของไม่ คงใช้วิ่งเป็นของหลวง และเป็นของส่วนตัวอยู่ ต่อมานาย ฮวงเชียง แซ่โหงว  ได้สั่งรถลากมาจากประเทศญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่ง แล้วใช้วิ่งส่งคนโดยสาร และรับบรรทุกของอยู่ในกรุงเทพฯ  โดยใช้คนจีนเป็นคนลาก  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า "รถเจ๊ก"  ตั้งแต่นั้นมา

      ฝ่าย พระยาโชฏึกราชเศรษฐี (พุก) เมื่อเห็นว่าเป็นที่นิยมในเมืองไทยมากขึ้น จนรถลากที่่สั่งเข้ามาไม่พอ และอีกประการหนึ่ง  ถ้าสร้างในเมืองไทยขึ้นเอง  ก็จะเป็นการสะดวกดีกว่าสั่งมาจากประเทศจีน หรือประเทศญี่ปุ่น  และเป็นการทุ่นค่าโสหุ้ย ซึ่งจะทำให้ราคาถร ถูกลงอีกด้วย  พระยาโชฏึกฯ จึงได้สั่งช่างจากเมืองจีน มาตั้งโรงงานสร้างรถลากขึ้นในกรุงเทพฯ เสีหเองเลย

      ตั้งแต่นั้น รถลากก็เลยวิ่งกันเกลื่อนถนนในกรุงเทพฯ  แล้วก็ได้แพร่ออกไปยังเมืองต่าง ๆ  ทั่วพระราชอาณาจักด้วย

      ก็กรุงเทพฯ  ในสมัยต้น ๆ  รัชกาลที่ 5 ยังมีถนนอยู่เพียงไม่กี่สาย  และแต่ละสาย ก็เป็นเพียงถนนแคบ ๆ  สั้น ๆ  จะมีก็แต่ถนนเจริญกรุง  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันในสมัยนั้นว่า "ถนนใหม่" เพียงถนนเดียวเท่านั้น ที่ยาวกว่าเพื่อน แต่ก็แคบกว่าในปัจจุบันนี้ครึ่งต่อครึ่ง  ดังนั้น รถลากจึงหลายเป็นเจ้าถนนแทนที่รถรับจ้าง หรือรถม้า  ซึ่งวิ่งมาแต่เดิมเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีรถลากวิ่งรับจ้างในถนนมากขึ้น ก็เกิดแย่งผู้โดยสาร และแย่งบรรทุกของกัน จนมีเรื่องทะเลาะวิวาท ถึงกับทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน และเป็นเหตุทำให้ผู้โดยสาร และสิ่งของที่บรรทุกบาดเจ็บและเสียหายไปด้วย

รถลากหรือรถเจ๊ก
สี่กั๊กพระยาศรี  ถนนเจริญกรุงสมัยก่อน  ่ต้นไม้ที่เห็นคือต้นหูกวาง ซึ่งปลูกไว้ 2 ข้างถนน  สมัยนั้นมีแต่รถลากทั้งนั้น

      ด้วยเหตุนี้ ทางการจึงได้ตราพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับรถลากขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2444 ซึ่งเรียกว่า "พระราชบัญญัติรถลาก รัตนโกสินทร์ศก 120"

      จากพระราชปรารภในตอนต้น ของพระราชบัญญัตินี้  ทรงกล่าวถึงสาเหตุที่ต้องตรา พระราชบัญญัติดังกล่าวว่า

      "กรุงเทพพระมหานครในทุกวันนี้ มีรถคนลาก สำหรับรับจ้างโดยสาร  แลรับบรรทุกของ เดินในถนนหนทางทวียิ่งขึ้นเป็นอันมาก  แต่รถที่ใช้นั้น ไม่แข็งแรงมั่นคง  แลไม่มีสิ่งที่สำหรับป้องกันความอันตรายของผู้โดยสาร กับทั้งไม่สะอดาเรียบร้อย ตลอดไปจนลากรถด้วย ย่อมเป็นที่รังเกียจ แลรำคาญแก่ผู้ที่จะใช้รถ หรือผู้ที่เดินทางในท้องถนนร่วมกัน

      อีกประการหนึ่ง คนที่ลากรถนั้น บางทีรับคนโดยสาร หรือรับบรรทุกสิ่งของ ที่มากหรือที่หนักเกินกำลังรถที่จะพาไปได้ จนเป็นเหตุเกิดอันตรายแก่คนโดยสาร แลคนเดินทาง กับทั้งรถ แลไม่เป็นความเรียบร้อยในท้องถนนอีกด้วย  สมควรจะต้องมีพระราชบัญญัติ สำหรับบังคับตรวจตราการใช้รถลาก  เพื่อได้จัดระเบียบรถ และป้องกันความอันตรายของผู้ใช้รถ แลทั้งคนที่เดินทาง ให้เป็นคุณประโยชน์แก่มหาชน แลเป็นการเรียบร้อยในท้องถนนสืบไป  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้สืบไป  ดังนี้

      พระราชบัญญัตินี้  บังคับให้เจ้าของรถคนลากรถ ต้องไปจดทะเบียน แลนำรถมาตรวจสภาพ ต่อเจ้าพนักงาน ผู้จดทะเบียน ถ้าผู้ใดไม่ไปจดทะเบียน หรือใช้ใบอนุญาตสิ้นกำหนด หรือขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายรถ ฯลฯ  ผู้นั้น มีความผิด ปรับเป็นเงินไม่เกินคราวละ 40 บาท หรือจำคุกครั้งหนึ่ง ไม่เกิน 2 เดือน"

      สำหรับผู้ลากรถ และการบรรทุก ให้ปฏิบัติดังนี้  พระราชบัญญัตินี้ ก็ได้กำหนดว่า

      "ผู้ลากรถ ต้องมีเครื่องนุ่งห่มให้เรียบร้อย และมีเครื่องหมายตรงกับจำนวนเลขหมายของรถ ติดตัว

      ต้องเดินรถข้างถนน และหลีกรถทางซ้ายของผู้ลาก

      ต้องจุดโคมไฟ  ที่หน้ารถทั้งสองข้างในเวลากลางคืน คือตั้งแต่พระอาทิตย์ตก จนถึงพระอาทิตย์ขึ้น

      ต้องจอดพักรถตามที่ ซึ่งเจ้าพนักงานได้กำหนดไว้

      ให้ได้รับผู้โดยสารได้ 3 คน คือ ผู้ใหญ่ 2 คน เด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบ 1 คน

      ห้ามไม่ให้บรรทุกของโสโครก

      ห้ามไม่ให้บรรทุกสัตว์มีชีวิต เช่น สุกร แพะ แกะ เป็นต้น

      ห้ามไม่ให้บรรทุกคนโดยสาร ที่เป็นโรคติดต่อ

      ห้ามไม่ให้บรรทุกศพคน"

      ส่วนที่เกี่ยวกับผู้โดยสาร พระราชบัญญัตินี้ ได้บ่งไว้ว่า ถ้าทุบตีหรือทำร้ายคนลากรถ ฯลฯ หรือทำอันตรายรถ หรือผู้โดยสารไม่ยอมให้ค่าโดยสาร หรือค่าบรรทุก เจ้าพนักงานกองตระเวน จะต้องระงับเหตุ และจับกุมส่งฟ้องศาล ให้่พิจารณาลงโทษโดยเฉพาะ ได้บ่งไว้เลยว่า ถ้าไม่ให้ค่าโดยสาร จะต้องถูกปรับไหม เป็นเงินไม่เกิน 8 บาท พร้อมทั้งเงินค่าโดยสาร อีกต่างหากด้วย

      "มาตรา  16  เมื่อเจ้าพนักงานผู้ตรวจรถลาก หรือเจ้าพนักงานในกรมกองตระเวร ได้เห็นรถลากคันใด  ซึ่งเที่ยวจ้างอยู่  มีอาการอันไม่สมควรดังกล่าวต่อไปนี้คือ

      ข้อ  1 ถ้่าผู้ลากรถเป็นผู้มีอาการปรากฏว่า ไม่มีกำลัง หรือโสโครกก็ดี

      ข้อ  2  ถ้าผู้ลากรถ เดินเกะกะตามถนน หรือตำบลที่ใด ๆ  อันไม่สมควรก็ดี

      ข้อ  3  ถ้าผู้ลากรถทำการกีดขวางทางเดิน จะนำให้เกิดเหตุอันตราย หรือเป็นความลำบากแห่งการเดินไปมาในถนน หรือตำบลที่ใด ๆ  ก็ดี

      ข้อ  4  แม้ผู้ลากรถทิ้งผู้โดยสารในที่ไม่สมควร ก่อนสิ้นระยะทางอันได้สัญญากันก็ดี

      ข้อ  5  ถ้าผู้ลากรถเรียกเงินค่าจ้างเกินกว่าอัตรา หรือใช้คำหยาบช้า หรือประพฤติกิริยาหยาบคาย ต่อผู้โดยสารก็ดี

      ข้อ  6  ถ้ารถลากรับคนป่วยเป็นโรคอันน่ากลัวติดเนื่องกันได้ หรือรับเอาศพไปก็ดี

      ข้อ  7  แม้รถลากรับคนโดยสารเกินกว่าอัตรา หรือบรรทุกสิ่งของต้องห้ามไม่ให้บรรทุกก็ดี

      ข้อ  8  ถ้าพบรถลากเที่ยวลาก เืพื่อรับจ้าเมื่อเวลาค่ำมืดแล้ว ไม่มีโคมไฟที่สมควรตามข้อบังคับ ก็ดี

     ให้เจ้าพนักงานผู้ตรวจ  หรือเจ้าพนักงานกรมกองตระเวร มีอำนาจที่จะเกาะผู้ลากรถนั้น มาติเตียน  เรียกเงินประกันครั้งหนึ่งไม่เกิน 4 บาท อย่ให้ประพฤติผิดอย่างนั้นอีกภายในหนึ่งเดือน  จึ่งคืนเงินให้ก็ได้  หรือจะยึดตัวผู้ลากรถหรือทั้งรถ และตัวผู้ลากรถไว้  ครั้งหนึ่งไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง  แล้วจึงปล่อยไปก็ได้"

      สำหรับอัตราค่าโดยสารรถลากนั้น กำหนดไว้ดังนี้

      "ระยะทางภายใน  25  เส้น  คนเดียว  4  อัฐ  สองคน  6  อัฐ

      ระยะทางภายใน  50  เส้น  คนเดียว  6  อัฐ  สองคน  8  อัฐ

      ระยะทางภายใน  75  เส้น  คนเดียว  8  อัฐ  สองคน  10  อัฐ

      ระยะทางทุก ๆ  25  เส้น  ต่อไประยะละ  2  อัฐ

อ่านต่อด้านบนขวา

         
    ค่าคอย  ถ้าเกิน  15  นาที  จนชั่วโมงหนึ่ง ค่าคอย  4  อัฐ  ถ้าเกินนั้นไป คิดค่าคอยได้ชั่วโมง หรือภายในชั่วโมงละ  4  อัฐ

      ค่าโดยสารก็ดี  ค่าคอยก็ดี  เวลากลางคืนพ้นยามหนึ่งไป  เรียกขึ้นได้อีกกึ่งอัตรา"

    พระราชบัญญัตินี้  ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม รัตนโสินทรศก 121 (พ.ศ. 2445)

      พร้อมกันนี้ ก็ได้ประกาศกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาล เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่มของคนลากรถว่า

      "กำหนดเครื่องนุ่งห่มดังนี้  กังเกงขาไม่ให้สั้นกว่าเหนือเข่า 3 นิ้ว ถ้าจะสวมเสื้อ สวมหมวก แลใช้ผ้าคาดเอว ก็ต้องให้สอาดเรียบร้อย  เครื่องนุ่งห่ม ที่ฉีกขาดหรือปะ ไม่ให้ใช้"

      ครั้นต่อมาอีก  3  ปี  ก็ได้ประกาศแก้ไขพระราชบัญญัติรถลาก รัตนโกสินทรศก 129  โดยแบ่งรถลากเป็นสองชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2

      คือ รถชั้นที่ 1 เป็นรถที่มีลูกกลิ้งในดุมล้อ และกงล้อหุ้มด้วยยาง ส่วนชั้นที่ 2 เป็นรถที่ไม่มีลูกกลิ่งในดุมล้อ และไม่มียางที่กงล้อ ตลอดจนส่วนประกอบรถเลวกว่ารถชั้นที่ 1 พร้อมกันนี้ ก็ได้กำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่ ดังนี้

รถลากชั้นที่  1

      ระยะเวลา  15  นาที  หรือน้อยกว่าราคา  16  อัฐ

      ระยะเวลากว่า 15 นาที หรือภายใน 30 นาที ราคา 32 อัฐ

      ระยะเวลากว่า 30 นาที หรือภายในชั่วโมง ราคา 48 อัฐ

     ระยะเวลาทุก 15 นาที ภายหลังชั่วโมงแรก ระยะละ 16 อัฐ

รถลากชั้นที่  2

      ระยะทางภายใน  25  เส้น  คนเดียว  4  อัฐ  สองคน  6  อัฐ

      ระยะทางภายใน  50  เส้น  คนเดียว  6  อัฐ  สองคน  8  อัฐ

      ระยะทางภายใน  75  เส้น  คนเดียว  8  อัฐ  สองคน  10  อัฐ

      ระยะทางทุก ๆ  25  เส้น  ต่อไประยะละ  2  อัฐ

      ค่าคอยถ้าเกิน  15  นาที  จนชั่วโมงหนึ่ง ค่าคอย  4  อัฐ  ถ้าเกินนั้นไปคิดค่าคอยได้ชั่วโมง  หรือภายในชั่วโมงละ  4  อัฐ

      ค่าโดยสารก็ดี  ค่าคอยก็ดี  เวลากลางคืน พ้นยามหนึ่งขึ้นไป เรียกได้อีกกึ่งอัตรา"

      เรื่องราคาค่าโดยสารรถลากดังกล่าว ถึงแม้ว่า จะมีพระราชบัญญัติ กำหนดราคาไว้ แต่เวลาโดยสารรถลากแล้ว ก็อยู่ที่คนลากรถ และผู้โดยสารจะต่อรองราคากัน ซึ่งบางทีก็ถูกกว่า หรือแพงกว่าราคาที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจ  ของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

      นี่คือรถลาก ในสมัยรัชกาลที่ 5

รถลากหรือรถเจ๊ก
รถลากในถนนเยาวราช  สะพานที่เห็น คือสะพานเฉลิมเวียง  46  ที่ทอดข้าคลองถม

      .รัชการที่ 6  และรัชกาลที่ 7 รถลากก็ยังคงเป็นเจ้าถนน อยู่ทุกรัชกาล จนกระทั่งรัชกาลที่ 8  เมื่อมีรถจักรยานสามล้อเกิดขี้น รถลากจึงคลายความสำคัญลงไป  แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีวิ่งอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2  ซึ่งน้ำมันขาดแคลน  รถยนต์ต้องหยุดวิ่ง รถลากก็ได้มีส่วนช่วย  ในการขนส่งในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งสงครามสงบ  แต่อีกไม่่กี่ปีต่อมา ทางการก็ได้ให้เลิกรถลากไปในที่สุด  เพราะเห็นว่า เป็นพาหนะที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการจราจร ในปัจจุบัน 

      สำหรับรถลากในระยะหลัง ๆ  นี้  เท่าที่เห็นและจำได้ คือตัวรถทาสีแดงตรงปลายคานที่จับ มีตะขอเหล็กเล็ก ๆ  ไว้เกาะพื้นถนน  เวลาวางลงพื้นจอดรถ  หรือใช้เกี่ยวกัน เวลารากรถเปล่า  ส่วนที่ข้างท้ายตัวถัง  มีเหล็กตะเกียบยื่นออกมา ยาวประมาณศอกกว่า  เพื่อไว้ยันพื้นถนนเวลาหงาย  เนื่องจากบรรทุกน้ำหนักมาก  หรือเวลาลงสะพาน ซึ่งเจ๊กลากรถเอาไว้ไม่อยู่

      ส่วนเจ๊กลากรถ  แต่งตัวใส่หมวกกุยเล้ย นุ่งกางเกงใส่เสื้อผ้าดิบ ส่วนใหญ่เป็นสีกรมท่า (น้ำเงิน) หรือสีเทา กางเกงจีนไม่มีจีบ ไม่มีกระเป๋า ขาสั้นแค่เข่า  เสื้อจีนปล่อยชาย ผ่าอก  กระดุมถัก  แขนยาว  มีกระเป๋าสองข้างตรงชายเสื้อ  บางคนยังคาดเข็มขัด กระเป๋าเส้นหนาสวมเกือกเจ๊ก  และที่ปากเจ๊กลากรถ จะมีก้อนยาฉุนจุกอยู่เป็นประจำ  กับน่องจะเห็นเส้นเอ็นเป็นปุ่มขอด ซึ่งเกิดเพราะการวิ่งเป็นแรมเดือนแรมปี

      สัญลักษณ์ของรถลาก หรือรถเจ๊กอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาวิ่งเจ๊กที่ลากรถ จะร้องขอทางว่า "เฮ้ย....เฮ้ย"  เพราะรถลาก ไม่มีกระดิ่ง หรือแตรกดบีบขอทาง  และเสียงเกือกเจ๊กลากรถที่สวม จะดัง "บั๊บ...บั๊บ"  ไปตลอดทาง

สวัสดีรถเจ๊ก

ที่มา : กรุงเทพฯ ในอดีต โดย เทพชู  ทับทอง  สนพ. สุขภาพใจ