Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว, ความรู้ทั่วไป, นานาสาระ
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 สัญลักษณ์ยุติธรรม

จำนอง

     สัญญาจำนอง เป็นสัญญา ซึ่งผู้จำนองเอาทรัพย์สินของตน (ประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้) ไปจำนอง (ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจ) กับผู้รับจำนองเจ้าหนี้ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้

ทรัพย์สินที่จำนอง

     ทรัพย์สินที่จำนองนั้น คือ อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ทุกชนิด เช่น ที่ดิน บ้าน โรงสี นอกจากนี้ ทรัพย์ที่สามารถเคลื่อนที่ ไปไหนมาไหนได้ ซึ่งตามกฎหมาย เรียกว่า สังหาริมทรัพย์ อาจนำมาจำนองได้ แต่มีบางชนิดท่านั้น ที่จำนองได้ คือ

1. เรือกำปั่น หรือเรือมีระวาง ตั้งแต่ 6 ตันขึ้นไป

2. เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ต้นขึ้นไป

3.  แพที่คนอาศัยอยู่

4. สัตว์พาหนะ ที่มีการตีตั๋วรูปพรรณ กับเจ้าหน้าที่แล้ว

     บุคคล ที่มีสิทธิ์ จะนำทรัพย์เหล่านี้มาจำนองได้ จะต้องเป็นบุคคล ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องได้รับมอบอำนาจ จากเจ้าของ โดยทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ

การจำนองมีวิธีการอย่างไร

     ผู้จำนอง เมื่อต้องการจำนองทรัพย์ของตน เพื่อเป็นประกัน ในการชำระหนี้ จะต้องทำเป็นหนังสือ โดยระบุรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ เช่น ชนิดของทรัพย์ที่เอามาจำนอง ราคาของทรัพย์ที่จำนอง ว่ามีราคาประมาณเท่าใด  จำนองเพื่อประกันหนี้ใด หนี้นั้นมีจำนวนเท่าาใด และที่สำคัญคือ ต้องลงลายมือชื่อ ของผู้จำนอง และผู้รับจำนอง ทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากนั้น ก็นำเอาหนังสือสัญญานี้ ไปจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจ กล่าวคือ

- ถ้าเป็นการจำนองที่ดิน ที่มีโฉนด ใน กทม. จดทะเบียนที่กรมที่ดิน แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด ให้ไปจดทะเบียน ที่สำนักงานที่ดินจังหวัด

- ถ้าเป็นที่ดิน ที่มีโฉนดในอำเภอ ให้ไปจดทะเบียนที่อำเภอ

- ถ้าเป็นการจำนองบ้าน หรือโรงเรือน ต้องไปจดทะเบียนที่อำเภอ แต่ถ้าต้องการจำนองบ้าน พร้อมที่ดิน ต้องไปจดทะเบีน ที่สำนักงานที่ดิน

-  การจำนองแพ สัตว์พาหนะ  ต้องไปจดทะเบียนที่อำเภอ

ประโยชน์ของการทำสัญญา จำนอง

     เมื่อสัญญาจำนองสมบูรณ์ ตามกฎหมายแล้ว ก็ย่อมมีประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ผู้รับจำนองไว้ กล่าวคือ ผู้รับจำนอง มีสิทธิ์ได้รับการชำระหนี้  จากทรัพย์ ที่จำนอง ก่อนเจ้าหนี้ธรรมดาอื่น ๆ

    แต่ถ้าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินนั้น ไปจดทะเบียนจำนอง กับเจ้าหนี้ ผู้รับจำนองอีกคนหนึ่ง คนที่จดทะเบียนรับจำนองคนก่อน ย่อมมีสิทธิ์ดีกว่า ผู้รับจำนองคนหลัง

วิธีการบังคับจำนอง

     ในการบังคับจำนองนั้น หากผู้รับจำนอง ต้องการจะบังคับจำนอง จะต้องมีหนังสือบอกกล่าว ไปยังลูกหนี้ก่อนว่า ให้มาชำระหนี้ ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องให้เวลาตามสมควร ถ้าลูกหนี้ นำเงินมาชำระหนี้ ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน การชำระหนี้นั้น จะต้องจดทะเบียนไว้ด้วยเสมอ แต่ถ้าหากเจ้าหนี้ เตือนไปยังลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ ก็มีสิทธิ์ไปฟ้องศาล ขอให้ศาล สั่งว่า ให้เอาทรัพย์นั้น ออกขายทอดตลาด แต่จะเอาทรัพย์สินนั้น ออกขายทอดตลาดเอง หรือเอาทรัพย์สินนั้น เป็นของตน โดยพลการไม่ได้

 

 

 

 

 


   

 พระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน

ในคดีอาญา  พ.ศ.  2546

     ในกระบวนการยุติธรรม  คดีอาญา เป็นคดีที่ต้องค้นหาความจริงด้วยการพิสูจน์ประจักษ์พยานหลักฐานต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คำให้การของพยานบุคคล  แต่เนื่องจากในบางกรณีผู้กระทำผิด เป็นผู้มีอิทธิพล  ทำให้ไม่มีใครกล้ามาเป็นพยาน  เพราะเกรงจะเกิดภยันตรายกับตนเอง และบุคคลใกล้ชิด  กระบวนการยุติธรรม  จึงไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้  ฉะนั้น  รัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้รัฐมีหน้าที่คุ้มครองพยาน  ในคดีอาญาให้ได้รับความปลอดภัย  ตลอดจนผู้ที่มีความใกล้ชิดกับพยาน  เช่น  พ่อแม่  สามี  ภรรยาย  หรือบุตรของพยาน ให้ได้รับความปลอดภัยด้วย  และกำหนดให้มีค่าตอบแทนตามสมควร  เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน  พยานและพัฒนากระบวนการยุติธรรมของไทย

      บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.  2540  มาตรา  244  (พรบ. ลูกยังไม่ถูกยกเลิกตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า  ยังมีผลบังคับใช้อยู่) ที่ได้บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคล  ที่เป็นพยานในคดีอาญาไว้  3  ประการ  คือ  สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย  สิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม  และสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็น และสมควรจากรัฐ  โดยมีสำนักงานคุ้มครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  กระทรวงยุติธรรม  เป็นหน่วยงานดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

      โดยสรุป  สิทธิของบุคคล ที่เป็นพยานในคดีอาญารวมถึงผู้ใกล้ชิดของพยาน  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา  พ.ศ.  2546  มีดังนี้

      1.  สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย

      2.  สิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทน  จากการมาให้ข้อเท็จจริงกับพนักงานสืบสวนสอบสวน  พนักงานอัยการ  หรือเบิกความศาล

      3.  สิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนความเสียหาย  อันเนื่องมาจากการเป็นพยาน  เช่น  กรณีเกิดความเสียหายแก่ชีวิต  ร่างกาย  ทรัพย์สิน  เป็นต้น

      4.  สิทธิที่จะได้รับค่าใช้จ่ายกรณีเข้าสู่มาตรการคุ้มครองพยาน  ทั้งมาตรการทั่วไป และมาตรการพิเศษ

       พยาน  หมายความว่า  พยานบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริง  ต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีคุ้มครองพยานอำนาจสอบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา  หรือศาล ในการดำเนินดคีอาญา  รวมทั้งผู้ชำนาญการพิเศษ  แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยที่อางตนเองเป็นพยาน

 

หลักเกณฑ์ในการคุ้มครองพยานในคดีอาญา

       1.  มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน

      กรณีที่พยานในคดีอาญาหรือผู้ใกล้ชิดของพยาน  เช่น  สามี  ภริยา  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดานของพยาน  หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน  ซึ่งมีผลต่อการที่พยานจะมาเป็นพยาน  อาจไม่ได้รับความปลอดภัย  พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา  พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล  หรือสำนักงานคุ้มครองพยาน  แล้วแต่กรณี  อาจจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควร  หรือตามที่พยานหรือบุคคลอื่นใด  ซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอ  และในกรณีจำเป็น  บุคคลดังกล่าวจะขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่น  ช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยานได้ตามความจำเป็น  ทั้งนี้  ต้องได้รับความยินยอมของพยานด้วย

      วิธีการคุ้มครองพยานตามมาตรการทั่วไป  เช่น  การนำพยานไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย  (Sare  House)  การจัดให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย  เป็นต้น

คุ้มครองพยาน      2. มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน

      พยานคดีต่อไปนี้ มีสิทธิร้องขอใช้มาตรการพิเศษ ในการคุ้มครองความปลอดภัย คือ คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด  คดีความผิดเกี่ยวกับการปราบปรามการฟอกเงิน คดีความผิดเกี่ยวกับปราบปรามการทุจริต คดีความผิดตามกฎหมายศุลกากร คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ คดีความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุก 10 ปีขึ้นไป หรือคดีที่สำนักงานคุ้มครองพยานเห็นสมควรแล้ว โดยมีเงื่อนไขในเรื่องของพฤติการณ์ไม่ปลอดภัยที่ต้องปรากฏแน่ชัด  หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่า พยานจะไม่ได้รับความปลอดภัย

      ศาลยุติธรรมวิธีการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ  เช่น  การย้ายที่อยู่  จ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นระยะเวลาไม่เกิน  1   ปี  เว้นแต่มีเหตุจำเป็นขยายระยะเวลาครั้งละ ไม่เกิน  3  เดือน  แต่ไม่เกิน  2  ปี  เปลี่ยนชื่อสกุลและหลักฐานทางทะเบียน ที่สามารถระบุตัวพยาน  การจัดหาอาชีพหรือให้มีการศึกษาอบรม  การช่วยเหลือในการเรียกร้องสิทธิที่พยานพึงได้รับ  การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในระยะเวลาที่จำเป็น  เป็นต้น

ค่าตอบแทนพยาน      ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน  สามี  ภริยา  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  ของพยาน หรือบุคคลอื่น ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน  ในคดีอาญา  พ.ศ.  2547  แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.  2548

สาระสำคัญ  :  ประกอบด้วย

หมวดค่าตอบแทน

     -  ค่าตอบแทนแก่พยานที่มาให้ข้อเท็จจริง หรือเบิกความในคดีอาญา

     -  ค่าตอบแทนความเสียหายแก่พยาน  สามี  ภริยา  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา  พ.ศ.  2547

หมวดค่าใช้จ่าย

     - ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานตามมาตรการทั่วไป

     -  ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ

ค่าตอบแทนพยาน

หมวดค่าตอบแทน

  ค่าตอบแทนแก่พยาน ที่มาให้ข้อเท็จจริง หรือเบิกความในคดีอาญา

       -  พยานที่ได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานสืบสวน พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือได้เบิกความต่อศาล มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน

       - ในชั้นสืบสวนและสอบสวน เฉพาะพยาน ที่มีชื่อระบุไว้ในสำนวนการสอบสวนนั้น มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน

       -  พยานโจทก์ในคดีความผิดต่อส่วนตัว

       -  พยานจำเลย (ทุกคดี) }การจ่ายค่าตอบแทนให้อยู่ในดุลพินิจของศาล

อัตราค่าตอบแทนแก่พยานที่ได้ให้ข้อเท็จจริงหรือเบิกความ

      - 200 บาท / ครั้ง กรณีอยู่ในเขตจังหวัด

      - 500 บาท / ครั้ง กรณีอยู่นอกเขตจังหวัด

ค่าตอบแทนความเสียหายแก่พยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่น ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ในคดีอาญา

     ในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยาน   สามี   พริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ในคดีอาญา จากการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนา หรือสืบเนื่องจากการที่พยานจะมาหรือได้มาเป็นพยาน บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควร ตามอัตราที่ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน สามี ภริยา  ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ในคดีอาญา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 กำหนด ยกเว้นกรณีที่บุคคลดังกล่าว ไม่ให้ความยินยอมในการรับความคุ้มครองพยาน ตามมาตรการที่สำนักงานคุ้มครองพยานกำหนด

 

 

อ่านต่อด้านบน

 

 

อัตราค่าตอบแทนความเสียหาย

1. กรณีเกิดความเสียหายแก่ชีวิต

     - ค่าตอบแทนตั้งแต่ 30,000 บาทค่าตอบแทนพยานแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

    -  ค่าจัดการศพ 20,000 บาท

     - ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู  ตามพฤติการณ์ที่เสียชีวิต ไม่เกิน 30,000 บาท

     -  ค่าอุปการะด้านการศึกษาแก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพยาน ให้จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละไม่เกิน 3,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เว้นแต่เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่า จนถึงระดับปริญญาตรีในประเทศ ให้ได้รับการอุปการะต่อไป จนถึงอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์

2. กรณีเกิดความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ

    -  ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

     - ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ จ่ายเท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกิน 50,000 บาท

     - ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู ตามพฤติการณ์ในขณะที่เสียชีวิต ไม่เกิน 30,000 บาท

     - ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ในระหว่างการรักษาพยาบาล ให้จ่ายในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ

3. กรณีเกิดความเสียหาค่าเสียหายยแก่ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง

     ให้จ่ายค่าตามที่สามารถประเมิน หรือเทียบเคียงได้ แต่ไม่เกิน 50,000 บาท หากความเสียหายนั้น เป็นผลโดยตรงจากการกระทำผิดอาญา โดยเจตนา

ยื่นขอรับค่าตอบแทน

การยื่นคำขอรับค่าตอบแทน ความเสียหาย

   1. ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ

      - พยาน สามี  ภริยา บุพการี ผู้สืบสันดาน บุคคลอื่น ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดพยาน

       -  ทายาทโดยธรรมของพยาน (กรณีพยานตาย)

      - พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

      -  พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา

       -  พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา

2. ยื่นคำขอต่อสำนักงานคุ้มครองพยาน ตามแบบที่สำนักคุ้มครองพนานกำหนด

3. ระยะเวลาที่ยื่น ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการกระทำความผิด

ค่าใช้จ่าย  หมวดค่าใช้จ่าย

ก.  ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน ตามมาตรการทั่วไป

      โดยหลัก   เมื่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้สอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้สอบสวนคดีอาญาพนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาศาล หรือสำนักงานคุ้มครองพนาน ได้จัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควร  หรือเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยาน ตามที่บุคคลดังกล่าวร้องขอแล้ว มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายตามอัตรา ที่ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน สามี  ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ในคดีอาญา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 กำหนดดังนี้

      1.  พยานสามี  ภริยา ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่น ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญา

       -  ค่าที่พักอาศัย อันเนื่องมาจากการคุ้มครองพยาน ให้เบิกจ่ายได้ เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินห้องละ 800 บาท ต่อวัน

       -  ค่าอาหาร เครื่องดื่มให้เบิกจ่ายได้ในอัตราคนละ 200 บาท ต่อวัน

      -  ค่าเลี้ยงชีพ ที่สมควรอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์ทำมาหาได้  ในอัตราคนละ 200 บาท ต่อวัน

      2.  เจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัย

       -  ค่าที่พักอาศัยอันเนื่องมาจากการคุ้มครองพยาน  ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินห้องละ  800  บาท  ต่อวัน

       -  ค่าดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่คุ้มครองความปลอดภัย  ที่ต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า  12  ชั่วโมง  ให้เบิกจ่ายในอัตราเหมาจ่าย  คนละ  200  บาท ต่อวัน

        -  ค่าใช้จ่ายในกรณีที่ต้องจดให้มีการปกปิด  มิให้เปิดเผยชื่อตัว  ชื่อสกุล  ที่อยู่  ภาพหรือข้อมูลอย่างอื่น ที่สามารถระบุตัวพยานได้ ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

         -  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นใด ให้พยานได้รับความช่วยเหลือ หรือได้รับความคุ้มครองตามที่เห็นสมควร  เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

ข.  ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ

      โดยหลัก  เมื่อสำนักงานคุ้มครองพยานดำเนินการคุ้มครองพยาน  ตามมาตรการพิเศษให้แก่พยาน  สามี  ภริยา  ผู้บุพการี  หรือผู้สืบสันดาน ของพยาน  หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานในคดีอาญาแแล้ว  มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายตามอัตราที่ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่พยาน  สามี ภริยา  ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดานของพยาน  หรือบุคคลอื่น ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ในคดีอาญา  พ.ศ.  2547  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่  2)  พ.ศ.  2548  กำหนด  ดังนี้

1.  ค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่ หรือจัดหาที่พักอันเหมาะสม  ให้เบิกจ่ายได้  เท่าที่จ่ายจริง

2.  ค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ ที่สมควรแก่พยาน  หรือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพยาน  ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ  200  บาท ต่อวัน

3.  ค่าใช้จ่ายในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล และหลักฐานทางทะเบียนที่สามารถระบุตัวพยาน  รวมทั้ง การดำเนินการเพื่อกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิม  ตามคำขอของพยาน  ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

4.  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อให้มีอาชีพ  หรือให้มีการศึกษาอบรม  หรือดำเนินการอื่นใด เพื่อให้พยานสามารถดำรงชีพได้ ตามที่เหมาะสม  ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

5.  ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเรียกร้องสิทธิ ที่พยานพึงได้รับ  ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

6.  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัย ในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ใหเบิกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ที่ช่วยให้คุ้มครอง ตามจำเป็นในอัตราเหมาะจ่าย  แต่ไม่เกินคนละ  200 บาท ต่อวัน

7.  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นใด ให้พยานได้รับความช่วยเหลือ หรือได้รับความคุ้มครองตามที่เห็นสมควร ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง

ตรากระทรวงยุติธรรม   สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี  11120 หรือ คลินิกยุติธรรม ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ทุกจังหวัด