Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

สนามหลวง

ท้องสนามหลวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

ท้องสนามหลวง หรือ สนามหลวง เป็นสนามขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดมหาธาต ุยุวราชรังสฤษฎิ์ ระหว่างพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังบวรสถานมงคล กรุงเทพมหานคร

ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ ถวายพระเพลิง พระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2398 รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ดังปรากฏในประกาศว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนา หน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’”

ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช เป็นต้นมา ได้ใช้สนามหลวงเป็น ที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น เป็นที่ตั้งพระเมรุมาศ ของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นที่ประกอบ พระราชพิธีต่าง ๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ  พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำนาที่สนามหลวง เพื่อแสดงให้ปรากฏ แก่นานาประเทศว่า เมืองไทยบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นาไปจนใกล้ ๆ พระบรมมหาราชวัง และไทยเอาใจใส่ ในการสะสมเสบียงอาหาร ไว้เป็นกำลังของบ้านเมืองด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พิธีพิรุณศาสตร์มีกำแพงแก้ว ล้อมรอบบริเวณ ข้างในสร้างหอพระพุทธรูปสำคัญ  เป็นที่ประดิษฐานพระสำหรับพิธี สำหรับการพิธี มีพลับพลาที่ทำการพระราชพิธี มีหอดักลมลงที่พลับพลา สำหรับทอดพระเนตรการทำนา ข้างพลับพลามีโรงละคร สำหรับเล่นบวงสรวง ด้านเหนือมีพลับพลาน้อย สร้างบนกำแพงแก้ว สำหรับประทับทอดพระเนตร การทำนาในท้องทุ่ง นอกกำแพงแก้วยังมีฉาง สำหรับใส่ข้าวที่ได้จากการปลูกข้าว

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหลวงจากเดิม และรื้อพลับพลาต่าง ๆ ที่สร้างในรัชกาลก่อน ๆ เพราะหมดความจำเป็นที่จะต้องทำนา และได้ใช้สนามหลวง เป็นที่ประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การฉลองพระนครครบ 100 ปี งานฉลองเมื่อเสด็จ พระราชดำเนินกลับจากยุโรปใน พ.ศ. 2440 ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ใช้เป็นสนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ

ในรัชกาลปัจจุบันมีการใช้สนามหลวง เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ เช่น พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีฉลอง กรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พระราชพิธีกาญจนาภิเษก รวมทั้งงานพระเมรุมาศ เจ้านายระดับสูง เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สนามหลวงเป็นโบราณสถาน สำคัญของชาติ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 มีเนื้อที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา

สนามหลวง

 

สนามหลวง

 

 

 

 

ประวัติสนามหลวง

     สนามหลวง มีมาแต่แรกสถาปนากรุึงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 1 อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นบริเวณที่โล่ง จัดให้มีขึ้นอย่างสนามหน้าจักรวรรดิ ของพระนครศรีอยุธยา ใช้เป็นที่สร้างพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ชั้นสูง คนทั่วไปจึงเรียกว่า "ทุ่งพระเมรุ"  ถ้าไม่มีงานพระเมรุ ก็ปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ราวหนองบึง ที่ชุมนุมของสัตว์เลื้อยคลาน เป็นอาหารของไพร่บ้านพลเมือง ที่ถูกเกณฑ์

     บริเวณทุ่งพระเมรุนี้ เคยใช้เป็นที่ทำนาของหลวงด้วย ต่อรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้เรียกว่า "ท้องสนามหลวง" เนื้อที่เดิม มีอยู่เพียงครึ่งเดียว ของปัจจุบัน เห็นได้จากแนวถนนผ่ากลาง ที่ตรงกับแนวถนน ระหว่างกำแพงวัดมหาธาตุ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นเขตวังหน้า แต่เดิม

สนามหลวง
สนามหลวง
แผนที่กรุงเทพฯ ทำในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่ว่างยังไม่เป็นรูปโค้ง "สนามหลวง" อย่างทุกวันนี้
แผนที่กรุงเทพฯ ทำในสมัยรัชกาลที่ 6 มองเห็นพื้นที่ว่างรูปโค้ง "สนามหลวง"

     เมื่อยกเลิกวังหน้า ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ขยายเนื้อที่ออกไปอีกครึีงหนึ่ง แล้วแต่งเป็นรูปไข่ อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ปลูกต้นมะขาม 2 แถว โดยรอบ เคยใช้เป็นสนามกอล์ฟ สนามแข่งว่าว สนามแข่งม้า และเป็นที่สวนสนาม และในสมัยหลังเคยใช้เป็นที่ติดตลาดนัดด้วย

     สนามหลวง เคยมีชีวิตและวิญญาณทางการเมืองสมัยใหม่ เริ่มจากเป็นแหล่ง ไฮต์ปาร์ก แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เป็นแหล่งชุมนุงหาเสียงทางการเมือง เป็นที่ชุมนุมการเคลื่อนไหวทางการเมือง ตั้งแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516  ท้ายสุด ยังเป็นศูนย์ความรุนแรงทางการเมือง เมื่อ 6 ตุลาคม 2519

สนามหลวง
สนามหลวง (ภาพจาก กรุงเทพฯ 2489 - 2539 กรมศิลปากร, 2539

     ความเป็นมาของสนามหลวง สมัยแรก ๆ  มีอยู่ในงานค้นคว้าศึกษา ของเทพชู  ทับทอง  จะขอคัดสรุปย่อมาลงไว้ดังนี้

     ครั้งถึงรัชกาลที่ 3 ไทยกับญวนมีเรื่องวิทวาทกันเกี่ยวกับดินแดนเขมร พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้มีการทำนาที่ท้องสนามหลวง เพื่อที่จะให้ญวนเห็นว่า ไทยเป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีเสบียงอาหารพร้อมที่จะทำสงครามกับญวนได้เต็มที่ เพราะแม้แต่ข้าง พระบรมมหาราชวัง ก็มีการทำนากัน

     สมัยนั้น ท้องสนามหลวง เป็นที่ลุ่มกว่าสมัยนี้ จึงเหมาะแก่การทำนาดังกล่าว ดังนั้น พอถึงฤดูทำนาก็มีการวิดน้ำเข้านา ก่อคันดินทำเป็นคันนา ต่อฤดูแล้ง แผ่นดินแห้งแล้ว ถ้ามีการเมรุ จึงให้ลบคันดินนั้นเสีย

สนามหลวง
สนามหลวง
งานพระเมรุ พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ท้องสนามหลวง
งานพระเมรุ ของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

     เรื่องการทำนาที่ท้องสนามหลวงนี้ จากบันทึกรับสั่ง ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชนานุภาพ ที่ประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ทรงบันทึกว่า "คงจะได้เค้ามาจากเรื่องมหานิบาต เรื่องมโหสถ ตอนข้าศึก มาล้อมพระนคร หวังจะให้อดตาย พระมโหสถเป็นบัณฑิต จึงเอาข้าวปลูกลงใน กระบอกไม้ไผ่ พอต้นข้าวเจริญเติบโตสูงขึ้น ก็ส่งไปอวดข้าศึก เพื่อที่จะให้ข้าศึก รู้ว่า ในเมืองนี้ไม่มีวันอดข้าดอก ข้าศึกเมื่อเห็นว่า ล้อมไว้ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะราษฎรไม่อดอยาก จึงได้เลิกทัพกลับไป"

     เมื่อมีการทำนาที่ท้องสนามหลวงดังกล่าว พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้สร้างพลับพลาที่ประทับทอดพระเนตรการทำนา ที่ท้องสนามหลวง ทางด้านทิศตะวันตก ใกล้พระบรมมหาราชวัง แต่พลับพลาดังกล่าว เมื่อแรกสร้าง จะเป็นไม้ หรือก่ออิฐถือปูน อย่างไรก็ไม่ปรากฏชัด

    รัชกาลที่ 4 ก็ยังใช้สนามหลวง เป็นที่ทำนาหลวง เหมือนอย่างในรัชกาลที่ 3 ตามเดิม แต่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรังเกียจที่ราษฎร เรียกสนามหลวงว่า "ทุ่งพระเมรุ"  พระองค์ จึงโปรดฯ ให้มีประกาศเรียกว่า "ท้องสนามหลวง" ตามประกาศ ดังนี้

     "ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ  มีครั้งหนึ่งแล เป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า "ทุ่งพระเมรุ" นั้น หาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า "ท้องสนามหลวง" ถ้าผู้ที่ยังมิได้รู้หมาย ประกาศนี้ หรือได้รู้แล้ว แต่หลงลืมไป ยังเรียกว่าทุ่งพระเมรุอยู่ตามเคย เรียกมา แต่ก่อน  ถ้ากรมพระตำรวจ หรือกรมพระนครบาล ผู้หนึ่งผู้ใด จับกุมผู้ที่เรียกพลั้ง เรียกผิดนั้น มาปรับไหมเอาเงินทอง ก็ให้ผู้ต้องจับนั้น มาร้องฟ้องตามกระทรวง ถ้าชำระได้ความจริง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ไหมผู้จับทวีคูณ ให้แก่ผู้ต้องจับนั้น"

สนามหลวง
สนามหลวง
งานพระเมรุ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
งานพระเมรุ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

     ในรัชกาลนี้ ปรากฏว่า พลับพลาทอดพระเนตรการทำนา ที่ท้องสนาหลวง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีหอพระสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปในพระราชพิธี พืชมงคล มีหอสำหรับดักลม มีโรงละครสำหรับเล่นบวงสรวง และบนกำแพงแก้ว มีพลับพลาโถงสำหรับทอดพระเนตรในการทำนา ส่วนนอกกำแพงแกล้ว มียุ้งมีฉาง ไว้สำหรับใส่ข้าวหลวง ที่ได้จากการปลูกข้าวเรียงเป็นลำดับ

     ความจริง ท้องสนามหลวงสมัยโน้น ก่อนรัชกาลที่ 5 ไม่กว้างขวางใหญ่โต เหมือนอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน คือทางด้านเหนือมีเพียงแค่ถนนพระจันทร์ (ถนนผ่ากางท้องสนามหลวงในเวลานี้) ส่วนเหนือขึ้นไปเป็นพระราชวังบวร ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้รื้อกำแพง ป้อมปราการของวังหน้าทางด้านทิศตะวันออก ที่ไม่สำคัญลง คงไว้แต่ที่สำคัญ ๆ  ท้องสนามหลวง จึงได้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเท่าตัว และโปรดฯ ให้ปลูกต้นมะขามไว้รอบท้องสนามหลวง เพื่อให้เกิดความร่มเย็น เหมือนอย่างถนน ในต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรมา

     นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดฯ ให้รื้อพลับพลา สำหรับทำพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ในท้องสนามหลวงด้วย ทั้งนี้ เพราะหมดความจำเป็น ที่จะทำนาเหมือนอย่างในรัชกาลก่อน ๆ  เสียแล้ว

     เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอง 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 (จุลศักราช 1244) ในรัชกาลที่ 5 ก็ได้ท้องสนามหลวง เป็นที่ตั้งกระบวนแห่พยุหยาตรา อย่างใหญ่ มีทั้งกระบวนช้าง กระบวนม้า และกระบวนเท้า ส่วนรอบท้องสนามหลวง ก็ปลูกโรงไทยทาน สำหรับเลี้ยงพระเลี้ยงไพร่ตลอดงาน นอกจากนั้น ยังจัดให้มี "นาเชนนัล  เอกซฮิบิเซน" คือ การแสดงสินค้าที่ผลิตได้ในเมืองไทย ให้ราษฎรได้ชมเป็นเวลาถึง 3 เดือนอีกด้วย

     หลังจากที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจาอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน กลับจากประพาสยุโรป ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116) ก็ได้มีพวกข้าราชการ ฯลฯ มาเฝ้าถวายความจงรักภักดีเป็นการรับเสด็จ ณ บริเวณท้องสนามหลวง เป็นหลายครั้ง คือพวกนักเรียนในกรุงเทพฯ เฝ้าเมื่อวันที่ 11 มกราคม ข้าราชการจีน และพ่อค้าจีนเฝ้า เมื่อวันที่ 19 มกราคม ข้าราชการในพระองค์เฝ้า  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พวกสตรีสโมสรเฝ้า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ และสมาชิก เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จำพวกนอกพระบรมมหาราชวังเฝ้า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพนธ์  เป็นต้น

     อนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา 50 พรรษา พระองค์ก็ได้ทรงจัดให้มี พระราชกุศลนักขัตฤกษ์ เนื่องในการเฉลิมพระชนมพรรษา ณ บริเวณท้องสนามหลวง ด้วยส่วนหนึ่ง โดยพระองค์และมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ พลับพลา ให้ประชาชนทั้งผู้ใหญ่และเด็ด เข้าเฝ้าถวายพระพร เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน

สนามหลวง
สนามหลวง
งานพระเมรุ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ
อีกด้านหนึ่ง ของงานพระเมรุ สมเด็จพระศรีพัชรินทร์ทรา บรมราชินีนาถ

     งานใหญ่ ๆ  ที่สนุกสนานมากซึ่งจัดที่ท้องสนามหลวง ในรัชกาลที่ 5 ยังมีอีก 2 งาน คือ การดัดแปลงท้องสนามหลวง ให้เป็นบ้านเมือง และเป็นป่า เพื่อเล่นโขนกลางแปลง รับเสด็จพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน กลับจากประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อ ร.ศ. 116 กับงานสงคราม บุปผาชาติแต่งแฟนซี และตกแต่งรถจักรยานสองล้อด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ แล้วขี่ข้างปากัน ด้วยกระดาษลูกปา และกระดาษสายรุ้ง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดรับเสด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่ทรงศึกษาวิชาการทหารอยู่ ณ ประเทศรัสเซีย เสด็จกลับประเทศไทยชั่วคราว เมื่อ พ.ศ. 2442

     อนึ่ง สนามหลวง ได้เป็นสนามเล่นว่าวมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 แล้วด้วย ดังจะเห็นได้จากในประกาศให้คนเล่นว่าวระวังสายป่าน ซึ่งประกาศ เมื่อวันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 2 ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช 1217 ใจความว่า

     "พระยาเพ็ชปาณี รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สั่งว่า ให้นายอำเภอป่าวร้องประกาศข้าราชการ และราษฎร ที่เป็นนักเลงเล่นว่าว เอาว่าวขึ้น ก็ให้เล่นแต่ตามท้องสนามหลวง แถบที่ว่างเปล่า ไม่ห้ามปรามดอก ให้เล่นเถิด แต่อย่าให้สายป่านว่าวไปถูกเกี่ยวข้องพระมหาปราสาท พระที่นั่งสุทไธสวรรค์ ช่อฟ้าใบระกา พระมหามรเทียร พระที่นั่ง ในพระบรมมหาราชวัง  พระบวรมหาราชวัง แลช่อฟ้าใบระกา วัดวาอาราม ให้หักพังได้ ถ้าผู้ใดชักว่าวไม่ระวัง ให้สายป่านพาดไปถูกต้องของหลวง แลวัดวาอาราม ให้หักพังยับเยินสืบไป จะเอาตัวเจ้าของว่าวเป็นโทษตามรับสั่ง"

    

 

 

 

 

    อ่านต่อด้านบนขวา

       
    เนื่องจากการเล่นว่าวที่ท้องสนามหลวง ไม่ปลอดภัยพอ เพราะเล่น ดีไม่ดี สายป่านว่าว เกิดไปต้องพระมหาปราสาทราชวัง ทั้งพระบรมมหาราชวัง และพระบวรราชวังเข้า ก็จะต้องเป็นโทษดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ นักเลงว่าว ชาวบ้าน จึงได้พากันมาเล่นที่สนามฆ่าคน คือบริเวณที่เป็นห้าแยกพลับพลาไชย ในปัจจุบัน เป็นส่วนใหญ่ นอกจากเจ้านาย และข้าราชการเท่านั้น ที่ยังคงทรงเล่นและเ่นอยู่ ที่ท้องสนามหลวงตามเดิม
สนามหลวง
งานพระเมรุ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
   ในปลายรัชกาลที่ 5 ปรากฏว่า กีฬาว่าว ได้เป็นที่นิยมมากขึ้น ในหมู่เจ้านาย และข้าราชการ ตลอดจนพ่อค้าประชาชน ถึงขนาดมีการแข่งขัน ชิงถ้วยทองคำ พระราชทาน

     นอกจากกีฬาว่าวแล้ว ในอดีตสนามหลวง ยังเคยเป็นสนามแข่งม้า แะสนามกอล์ฟ มาแล้วเช่นกัน

  สาเหตุที่จะมีการแข่งขันม้า ก็สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประพาสยุโรปดังกล่าว ข้าราชการทุกระทรวงทบวงกรม ต่างก็พร้อมใจกันจัดให้มีงานฉลองน้อมเกล้าฯ ถวายแสดงความจงรักภักดีต่าง ๆ  ณ วโรกาสนี้ ชาวสโมสรน้ำเค็ม (คือสโมสร เจ้านาย ข้าราชการ และผู้ที่เคยไปศึกษา หรือเคยเดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว) มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขันพิทยลาภพฤฒิธาดา ทรงเป็นประธาน เจ้าหมื่น สรรเพ็ชภักดี บุตรชายคนใหญ่ ของเจ้าพระยามหินทร์ เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ (เพ่ง  บุนนาค)  นักเรียนอังกฤษ บุตรชายคนใหญ่ของเจ้าพระยาภาสกรวงษ์ หลวงจำนงค์ (พระยาพิพัฒน์โกษา) และเจ้าคุณประดิพัทธภูบาล เมื่อตอนเป็นหลวงสุนทรโกษา ประชุมลงความเห็นว่า ให้จัดการแข่งม้าถวายทอดพระเนตร โดยใช้สนามหลวง เป็นสนามแข่งม้าชั่วคราว
     ส่วนการเล่นกอล์ฟนั้น ก็เริ่มต้น ที่ท้องสนามหลวง เหมือนกัน เพราะสมัยนั้น มีสนามขนาดใหญ่ อยู่ใกล้กัน เพียง 3 สนามเท่านั้น คือ สนามหลวง สนามสถิตย์ยุติธรรม และสนามไชย เจ้าพระยามหินทร์ เล่าว่า พวกข้าราชการ ที่เป็นชาวต่างประเทศ ที่ชอบเล่นกอล์ฟ ได้อาศัยสนามทั้ง 3 นี้ รวมกันทำเป็น สนามกอล์ฟเล่ได้ 9 หลุมพอดี
สนามหลวง
งานพระเมรุ พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทร มหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

ในรัชกาลที่ 6 เมื่อพระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์ก็ได้เสด็จออกประทับ  ณ ท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนเข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดี และในรัชกาลนี้ ได้มีพระราชพิธีสำคัญ ๆ  อีกหลายงาน ที่ได้จัดขึ้น  ณ ท้องสนามหลวงเช่นกัน

     ส่วนในเรื่องการพระเมรุนั้น สนามหลวง ได้ใช้เป็นที่ ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์มาทุกรัชกาล นอกจากรัชกาลที่ 7 เท่านั้น ที่ไม่ได้ทำการถวายพระเพลิง  ณ ท้องสนามหลวง เพราะพระองค์ เสด็จสวรรคตที่ประเทศอังกฤษ หลังจากที่ได้สละราชสัมบัติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง การปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475

     สำหรับเรื่องการพระเมรุนี้ มีเรื่องที่สมควรจะกล่าว ซึ่งค้นหลักฐานมาได้จากเรื่องประเพณี เกี่ยวกับโสกันต์ และพระเมรุท้องสนามหลวง ในหนังสือ ประชุมพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 4 ฯลฯ อยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก เป็นเรื่องระหว่างพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับเรื่องถวายพระเพลิงศพ กรมสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 4 จากข้อความในพระราชหัตถเลขา ถึงกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อปีกุน พ.ศ. 2406 กล่าวว่า

     "เมื่อการศพแม่เพอย ข้าพเจ้าไปปลูกเมรุรุกขึ้นไป ใกล้วังน่านัก จนไม่มีท้องสนามพลับพลาพระบวรราชวัง ไม่มีที่ตั้งพลับพลา ไม่มีที่ประทับ จึงต้องบอกประชวรเสีย ทั้งงาน  เป็นแต่ให้ลูกเต้าท่าน แลข้าราชการ มาช่วย การที่เป็นดังนี้ เขายกโทษว่า ข้าพเจ้าไม่คิดอ่าน จัดการให้เป็นพระเกียรติยศสมควร ท่านจึงเสด็จไม่ได้..."

สนามหลวง
สนามหลวง สมัยรัชกาลที่ 5 เพิ่งเริ่มปลูกต้นมะขาม

     เรื่องนี้ พระองค์ทรงให้เหตุผลว่า

     "...เมื่อการศพแม่โสมนัศ (สมเด็จพระนางโสมนัศป และแม่เพอย ทั้งสองครั้งนั้น ข้าพเจ้าคิดว่า แม่โสมนัศ แลแม่เพอย เปนแต่เจ้าเล็กน้อย แปลงมาเปนพระองค์เจ้า แลเมื่อตายลงได้ทำศพที่ท้องสนามหลวง เพราะเปนเมียข้าพเจ้า ๆเปนเจ้าผู้เดียวทำ การงานมากไป เพราะถูกฝรั่งอังกฤษยกย่องว่าเป็นกวิน ๆ  แม่โสมนัศ แม่เพอยเปนผู้หญิงสาวมีผัว คือ ข้าพเจ้า เปนเจ้าภาพผู้เดียวจึงควร ไม่เปนอย่างพระบรมศพ พระเจ้าอยู่หัวสามพระองค์ที่ล่วงแล้ว ซึ่งเปนเจ้าใหญ่ นายโต ที่นับถือกลางวังหลวงวังน่าด้วยกัน การพระศพเช่นนั้น ควรมีพลับพลา มีสนามมวย สนามม้า สองด้านสองน่า ก็การศพแม่โสมนัศ แม่เพอยนั้น ถึงทำมาก ก็เปนการของข้าพเจ้าฝ่ายเดียวจึงควรจะงาม คิดดูเถิด"

     ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องลือกันว่า ในวันงานพระเมรุ จะมีการชิงราชสมบัติ ทำนองสมัยนี้ที่ลือกันว่า จะมีการปฏิวัติรัฐประหารนั้นแหละ ดังจะทราบได้ จากพระราชนิพนธ์เรื่องเดียวกันนี้ว่า

     "อนึ่ง  เพราะปากราษฎร ฤๅเล่ากันแต่ก่อนการพระศพ การศพที่ท้องสนามหลวงทุก ๆ  งาน    ตังแต่แผ่นดิน   ก่อน ๆ มา  จนแผ่นดินปัจจุบันนี้ว่า วันชักเขาจะเอา วันเผาจะเล่นนั้นได้ช่วงได้โอกาส ก็การที่ว่านี้ เป็นแต่ว่ากันนั้นแล แต่รำพึงไปถึงการหลัง ๆ  มา  การศพ ที่ท้องสนามหลวง ก็เคยมีมาหลายครั้ง นับครั้งดู ก็เห็นประจักษ์ว่า การที่มีแต่สนามเดียวนั้น มากกว่าสองสนาม

     แลการแต่โบราณกรุงเก่าสืบมา ในการศพทุกครั้ง คำที่ฤๅกันว่า วันชักเขาจะเอา วันเผาเขาจะเล่นดังนี้ มีแทบทุกงาน แต่เมื่องานมีขึ้น ก็ไม่มีใครเอาใครเล่น สักงานหนึ่งเลย  ครั้งแผ่นดินเจ้าตากสิน ก็มีการศพ หลายครั้ง ที่ท้องนาทเลตมบ้าง ที่วัดบางยี่เรือบ้าง เจ้าตากสิน ก็มีแต่ตัว ไม่ได้มีสองสนามเลย เจ้าตากนั้น ขุนนางและราษฎร ก็ชังมากกว่าข้าพเจ้าสัก 100 เท่า ถึงกระนั้น ในการศพเหล่านั้น วันชักก็ไม่มีใครเอา วันเผาก็ไม่มีใครเล่น พระยาสวรรค์มาเอามาเล่น เจ้าตาก เมื่อเวลาตะแก่นอนอยู่ในวัง ไม่มีการศพเมรุอะไรไม่ใช่ฤๅฯ.."

 

สนามหลวง
สนามหลวง มองจากถนนราชดำเนิน เห็นวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 

ที่มา : กรุงเทพฯ มาจากไหน โดยสุจิตต์  วงษ์เทศ