Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

ทฤษฎีและข้อสมมติฐาน

ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ณ วันนี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้  อย่างชัดแจ้งว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็มีทฤษฎีและข้อสมมติฐาน อยู่หลายทฤษฏี เช่น

นพ.มนัส กนกศิลป์ แห่งโรงพยาบาลหนองคาย อธิบายว่า บั้งไฟพญานาค เกิดจากก๊าซร้อน คือ ก๊าซที่มีส่วนผสมของก๊าซมีเทน  และก๊าซไนโตรเจน เป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งก๊าซร้อนชนิดนี้ ก็คือก๊าซชีวภาพ ที่ระเบิดจากหล่มอินทรียวัตถุ ใต้ท้องน้ำหรือในดินที่เปียก โดยมีแบคทีเรีย กลุ่มมีเทนฟอร์มเมอร์ ซึ่งดำรงชีวิตได้ ในสภาพไร้ออกซิเจนเท่านั้น ณ ความลึกของแม่น้ำโขง และแหล่งน้ำข้างเคียง เป็นตัวช่วยผลิตก๊าซ แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะได้ก๊าชมีเทน ในปริมาณมากพอที่จะก่อให้เกิด ความดันก๊าชในผิวทราย   อย่างน้อย 1.45 เท่า ของความดันบรรยากาศ เมื่อไปเจอความกดดันของน้ำ ความกดดันของอากาศ ในตอนพลบค่ำ หล่มทรายก็จะไม่สามารถ รับแรงดันได้ ก๊าซจะหลุดออกมา และพุ่งขึ้นเมื่อโผล่พ้นน้ำ และมีการฟุ้งกระจายไปบางส่วน โดยเหลือแกนในของก๊าซ ซึ่งลอยตัวขึ้นสูง เมื่อไปกระทบกับอนุภาคออกซิเจน  อะตอมที่มีประจุ ที่มีพลังงานสูง ก็จะเกิดการสันดาปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดวงไฟหลายสี แต่ 95% จะเป็นดวงไฟสีแดงอำพัน พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วก็หายไป และทุกตำแหน่ง ที่เกิดบั้งไฟพญานาค จะอยู่ในระดับ 5-13 เมตรทั้งสิ้น

  นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ความเป็นกรดและด่างของน้ำ ในแม่น้ำโขงก็จะสอดคล้อง กับระบบนิเวศน์ ที่จะเกิดการหมักก๊าซมีเทน ซึ่งคุณหมอได้เคยไปวางทุ่นดักก๊าซ ในแม่น้ำโขง และค้นพบว่าก๊าซ ที่ดักได้ ในแม่น้ำโขงสามารถนำไปจุดติดไฟ จะเกิดการพุ่งวูบขึ้น มีสีออกเป็นแดงอมชมพู ส่วนคำถามที่ ว่า ทำไมบั้งไฟพญานาค ถึงเกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษา คุณหมอมนัสบอกว่า  ในคืนวันนั้นจะมีอ็อกซิเจน ก๊าซที่ช่วยให้ติดไฟสูงสุดในรอบปี ซึ่งก็เกิดจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง พลังงานรังสีของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลก

บั้งไฟพญานาค ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

มีการนำเรื่องข้อสงสัย ที่ของบั้งไฟพญานาค มาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 โดย จิระ มะลิกุล ออกฉายเมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ภาสกร อินทุมาร จากเว็บไซต์ประชาไท ตั้งข้อสังเกต ประเด็นเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ไว้ว่า "ถึงแม้วิธีคิดของภาพยนตร์ จะตอบสนองต่อความรู้สึกร่วมสมัย แต่ชนชั้นดูหนังยอมรับได้หรือไม่ว่า พญานาคและศรัทธา     เป็น “ความจริง ”"   

บางส่วนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 

 

 

 


บั้งไฟพญานาค

    สิ่งยืนยันความมีอยู่จริงของนาค และความศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้ง ความเป็น สิริมงคลแห่งสายน้ำโขง สำหรับชาวบ้านท้องถิ่นของสองฝั่งโขง ถึงวันนี้แล้ว ความศรัทธายึดมั่นในสายน้ำยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

    บั้งไฟพญานาค เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนอยากรู้ว่า คืออะไร ? และเกิดขึ้น ได้อย่างไร ?

บั้งไฟพญานาค
บั้งไฟพญานาค
                  บั้งไฟพญานาค พุ่งขึ้นกลางลำน้ำโขง  ที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

     ความศรัทธาของผู้เฒ่า ผู้แก่ อีกทั้งลูกหลานชนชาติไทย - ลาว ของทั้งสองฝั่งโขง  ที่มีต่อแม่น้ำต่อพญานาค  ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ ทุกครั้ง เมื่อถึงวันออกพรรษา เมื่อบั้งไฟพญานาค ถึงกำหนดที่จะมาอวด สายตาต่อผู้ชมที่ริมฝั่งโขง ผู้เฒ่า ผู้แก่ พร้อมทั้งชาวบ้านจะเตรียมข้าวตอก ดอกไม้ มาสักการะแม่น้ำโขง  รวมทั้งบั้งไฟพญานาคด้วย  เพราะความเชื่อ ของท้องถิ่นที่เชื่อว่า บั้งไฟพญานาค คือการสักการะพระพุทธเจ้า ของเหล่า นาคาใต้แม่น้ำโขง เขามากราบไหว้ด้วยจิตใจนบนอบศรัทธา และเขา เชื่อว่า นี่เป็นสิริมงคลแก่ตัวเขาเอง

     สังคมยุคใหม่ตามลำน้ำโขง ปัจจุบันเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว  หลายคน ต้องการไปพิสูจน์ หลายคนก็นึกว่า เป็นเพียงสัตว์ในนิยาย ท้าทายบ้าง อยากรู้ อยากเห็นบ้าง และอีกหลายเหตุผลที่ชักชวนกันไป  แต่จะเพื่ออะไรก็ตาม ขอให้ท่าน รับรู้ไว้ว่า ลำน้ำโขง จึงไม่ได้เป็นเพียงแม่น้ำที่มีความสำคัญทางกายภาพ เพียงอย่างเดียว หากยังมีความสำคัญทางจิตวิญญาณต่อชนบทท้องถิ่น และผู้คนที่มี ความเชื่อในพญานาค เมื่อสายน้ำโขง ยังคงใสสะอาด ความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค  เป็นสิ่งค้ำชูลำน้ำโขง เป็นสายธารแห่งธรรม และพญานาค ก็ยังคงความเป็นอยู่ได้ ด้วยอำนาจแห่งสายพระธรรม  ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้คอยดูแลรักษาพระธรรมนั้น ให้ทรงความบริสุทธิศักดิ์สิทธิ์สืบไป

บั้งไฟพญานาค

     ความเชื่อของชาวลุ่มน้ำโขง  ว่าในแม่น้ำโขงมีเทพอาศัยอยู่ และบ่อยครั้ง ที่ชาวลุ่มน้ำโขง ต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางน้ำ และเชื่อว่า เขากระทำ ความผิดต่อเพทแห่งสายน้ำ หรือเจ้าแม่สองนาง คือ งู 1 คู่ ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้มีการสร้างหอเจ้าแม่สองนางเอาไว้ เพื่อเซ่นไหว้เจ้าแม่ก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่ให้ประสบอันตรายในการเดินทาง ศาลเจ้าแม่สองนาง อยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่่อำเภอเมือง อำเภอโพนพิสัย และอำเภอบึงกาฬ  จังหวัดหนองคาย

     สมัยพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ มีพญานาคชื่อ มะรินทนา (คงเป็นเรื่อง แต่งขึ้นภายหลัง หรือมีจริงเราก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีผลอะไรกับชีวิตเรา หากเรา ทำแต่ความดี) นาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง เดิมทีมีความโหดร้ายมาก แต่ครั้นเมื่อ พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด เกิดความเลื่อมใส คิดจะบวชเป็นพระภิกษุ ใต้ร่มกาสาว- พัตร์ แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็น (เทวดา) สัตว์เดรัจฉาน จึงปวารณาตนเอง เป็นพุทธมามกะ ทั้งยังทูลขอให้พระพุทธเจ้าประทับรอยพระบาทไว้ที่ วัดพระบาทโนสัน (อยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และครั้งเมื่อ พระสมณะโคดมพุทธเจ้า เสด็จไปโปรดพระนางสิริมหามายา พุทธมารดา  ณ สวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ (ความจริง พระมารดาไปเกิดเป็นเทพชั้นดุสิต แต่พระพุทธองค์ อยากจะโปรดเทวดาชั้นต่ำด้วย เทวดาชั้นต่ำไม่สามารถไปสู่สวรรค์ชั้นสูงกว่าได้ แต่เทวดาชั้นสูงสามารถลงมาชั้นต่ำได้ พระองค์จึงเสด็จไปเพียงชั้นดาวดึงส์)  เมื่อคราวเสด็จลงมาทางบันไดนาคทั้งสาม ตรงกับวันออกพรรษา พุทธศาสนิกชน ต่างก็เฉลิมฉลองด้วย จึงเห็นบั้งไฟพญานาคขึ้นในวันออกพรรษา แต่หากเป็นปี ที่มีแปดสองหน (อธิกสุรทิน) คือ บั้งไฟพญานาคจะไปขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาว

ฝูงชนคอยชมบั้งไฟพญานาค
ฝูงชนคอยชมบั้งไฟพญานาค
ประชาชนแห่ไปชมพูบั้งไฟพญานาคกันล้นหลาม

     แม่โขง สายน้ำแห่งเส้นชีวิตใหญ่ของหลายประเทศ แถบเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ มีความยาว เป็นระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตร มีต้นกำเนิด จากตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ผ่านสา่ธารณรับสังคมนิยม สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐเวียดนาม แล้วไหลลงสู่ ทะเลจีนใต้  ในท่ามกลางหนทางยาวไกล และมีจุดเดียว เท่านั้น ที่ปรากฏมหัศจรรย์ขึ้น ปรากฏการณ์ ที่สืบเนื่อง ยาวนานมากว่าศตวรรษ เป็นปรากฏการณ์ ที่วิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ไม่อาจชี้ชัด หรือพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงใด ๆ ได้เลย ได้แต่สันนิษฐาน กันตามหลักการต่าง ๆ  ที่ตนเล่าเรียนมา  ซึ่งก็ไม่ได้ ลงไปสำรวจกันจริง ๆ  จัง ๆ  เหมือนฝรั่งเขาทำ ให้ประชาชนหายกังขา

เมื่อถึงคืนออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของตลอดระยะเวลาร้อยยี่สิบกว่าปีมา ในช่วงจังหวัด หนองคาย เฉพาะในเขตอำเภอโพนพิสัย กิ่งอำเภอ รัตนวาปี และแก่งอาฮง  อำเภอบึงกาฬ จะเป็นแห่งเดียว ที่มีปรากฏการณ์ลูกไฟพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงสูงถึง 200 เมตร

  • เป็นลูกไฟสีแดงอมชมพู
  • พุ่งขึ้นจากระดับผิวน้ำ
  • ขึ้นสู่อากาศเป็นแนวตรง ไม่โค้งตก และดับกลาง อากาศ
  • ไม่มีเสียง ไม่มีประกาย ไม่มีควัน
  • หากเกิดใกล้ฝั่ง จะเบนออกกลางโขงเล็กน้อย
  • แต่หากเกิดกลางโขง จะเบนเข้าหาฝั่ง
  • จะเกิดหลายจุด และเปลี่ยนจุดไปเรื่อย ๆ ไม่คงที่

อ่านต่อด้านบนขวา

              
      ในทัศนะของผู้จัดทำ ซึ่งเป็นชาวพุทธ อาจไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ เพียงเป็นอุบาสก ผู้ศึกษาคำสอน ของพระพุทธองค์เท่านั้น ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ ไม่ถึงขั้นระดับเสี้ยวหนึ่งของพระอริยบุคคล ขั้นโสดาบัน (ซึ่งส่วนมากเป็นคฤหัสถ์ หรือฆราวาส) เรื่องบั้งไฟพญานาคนี้ มีหรือไม่มี จริงหรือไม่จริง เป็นของคนทำขึ้น หรือ พญานาคทำ ที่จริงแล้ว ก็ไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ของตัวเราเลย เพียงแต่ตื่นเต้นกันไปตามกระแสข่าว ที่ทางพุทธเรียกว่า ถือมงคลตื่นข่าว คือ ถึงจะเป็นจริง มันก็ไม่แก้ปัญหาชีวิตของเราได้ ได้แต่เพียง การท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจแถวนั้นสะพัดบ้าง

     ในตำราพุทธศาสนา พญานาค เป็นเทวดา หรือเทพ              ชั้นจาตุมมหาราช หรือภุมมัฏฐเทวดา เทวดา ที่อยู่ตามพื้นดิน อยู่กับมนุษย์ (แต่ส่วนมาก จะไม่ยุ่งเรื่อง ของมนุษย์เลย ถ้าเป็นเทวดาดี (เทวดาไม่ดีก็มี เพราะเทวดา ก็เป็นปุถุชนเหมือนเราก็มี) จะต่างคน ต่างอยู่ มีแต่มนุษย์นั่นแหละ ชอบไปยุ่ง สร้างเรื่องนั่น เรื่องนี่ มาให้แตกตื่นกัน เป็นเรื่องแปลกประหลาด) เป็นบริวารของท้าววิรูปักษ์ จอมแห่งนาค ครองทิศตะวันตก ในพุทธประวัติ ก็มีพญานาค มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า คือ สมัยที่พระพุทธองค์ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นมุจจลินทร์ หลังจากตรัสรู้ แล้ว ขณะนั้นฝนตกพรำ ๆ  ตลอด 7 วัน พญานาค ชื่อ มุจจลินทร์ ก็มาแผ่พังพานปกป้องพระองค์จากฝน ในชาดกทางพระพุทธศาสนา ก็มีมากมาย พระพุทธองค์ เอง ขณะที่เป็นโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีอยู่ ก็เคยเกิดใน กำเนิดของพญานาค ในมหาชาติทศชาติ โดยเกิดเป็น พญานาคชื่อ ภูริทัต บำเพ็ญศีลบารมี แต่ถึงอย่างไร เทวดาจำพวกนาคนี้ ก็ไม่ได้เหนือไปกว่ามนุษย์ ในด้าน ที่มีศักยภาพทำความดี มนุษย์เป็นสัตว์จำพวกเดียว ที่มีศักยภาพในการทำความดี (และความชั่วด้วย) เทวดา จำพวกนาค ก็เคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน ด้วยบุญบางอย่าง จึงเกิดเป็นเทวดาจำพวกนี้  ดังนั้น มนุษย์เรา ก็อย่าไปวุ่นวายกับเทวดาพวกนี้ หรือพวกไหน มากนัก ต่างคนต่างอยู่ต่างทำหน้าที่ของกันและกัน ถึงจะพิสูจน์อย่างไร ก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก ถ้าคน ยังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา......

     สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง มีมากมายกว่า ที่เข้าถึง เสียอีก ก็อย่าหวังพึ่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์มากนัก เพราะโลกสมัยปัจจุบัน จะพากันปักใจในวิทยาศาสตร์ เท่านั้นว่าเป็นของจริง อย่างอื่นไม่จริง เป็นแค่ความเชื่อ เหมือนกับเอาหูไปดูรูป เอาตาไปฟังเสียง เรื่องพวกนี้ เอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาพิสูจน์ไม่ได้หรอก เพราะมันไม่ใช่เรื่องของทาง กายภาพแบบโลกเรา  แต่มันเป็นโลกของกายทิพย์  แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย ถ้ามัวแต่ไป หลงงมงาย เรื่องศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สูมาพัฒนา ชีวิตจิตใจของตนเองดีกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับตัวเราอย่างแท้จริง....

รอยพญานาค
รอยพญานาคบนกระโปรงรถ

จุดชมบั้งไฟพญานาค

     การชมบั้งไฟพญานาคนั้นนอกจากจะรู้วันแล้ว ยังต้องรู้เวลา รู้สถานที่ ที่มีแนวโน้มการเกิดบั้งไฟพญานาคอีกด้วย ตำแหน่งที่บั้งไฟพญานาคมักจะปรากฏให้เห็นว่า ทั่วทั้ง จ.หนองคาย มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 20 จุด โดยในจ.หนองคายเกิดขึ้นหลายจุด แต่จุดที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีผู้พบเห็นบ่อยครั้งเริ่มจากที่ อ.สังคม บริเวณ "อ่างปลาบึก" บ้านผาตั้ง บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสังคม ต่อมาที่บริเวณ "วัดหินหมากเป้ง" อ.ศรีเชียงใหม่

     ถัดจากนั้นก็จะพบในเขตอำเภอเมืองบ้านหินโงม ต.หินโงม อ.เมือง หน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ต.บ้านเดื่อ อ.เมือง พอเข้าสู่เขต อ.โพนพิสัยก็จะพบแทบจะตลอดลำน้ำโขง ตั้งแต่ปากห้วยหลวง ต.ห้วยหลวง อ.โพนพิสัย ในเขตเทศบาล ต.จุมพล หน้าวัดไทย วัดจุมพล วัดจอมนาง หนองสรวง เวินพระสุก ท่าทรายรวมโชค ต.กุดบง บ้านหนองกุ้ง ซึ่งที่ อ.โพนพิสัยจะพบมากที่สุด แล้วมาพบอีก ที่กิ่งอ.รัตนวาปี บริเวณ ปากห้วยเป บ้านน้ำเป วัดเปงจาเหนือ บ้านหนองแก้ว ในเขต   อ.ปากคาด บ้านปากคาดมวลชล ห้วยคาด อ.ปากคาด และที่ อ.บึงกาฬ บริเวณวัดอาฮง ตำบลหอคำ อ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นจุดที่ชาวหนองคายเชื่อกันว่า เป็นสะดือแม่น้ำโขง เป็นเมืองหลวงของเมืองบาดาล ก็ปรากฏบั้งไฟพญานาคให้เห็นเช่นกัน

     ทางด้านจังหวัดอุบลราชธานี มีชาวบ้านพบเห็นมา 2-3 ปี แล้วและทางอ.โขงเจียมก็ได้พิสูจน์มาแล้วว่ามีจริง โดยการเข้าชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค อ.โขงเจียมปีนี้ กำหนดจุดชมไว้ 3 แห่ง คือ บ้านกุ่ม บ้านท่าล้ง และบ้านตามุย

   สำหรับระยะเวลาในการขึ้น ของบั้งไฟพญานาคนั้น จะขึ้น ระหว่างตะวันตกดินถึงประมาณ 23.00 น.ก็จะหมดไป