Make your own free website on Tripod.com

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลก


ความรู้ทั่วไป

สถานที่ สัตว์ บุคคล ทั่วโลกทั้งในอดีต ปัจจุบัน มีไว้ให้ศึกษาประวัติ การทำงาน การใช้ชีวิต เพื่อเอามาเป็นแบบอย่างให้เราได้ศึกษา แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตน  แต่ความรู้เหล่านั้น ถ้าคนผู้เล่าเรียน ไม่นำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดความคิดหรือเกิดปัญญา ก็ไร้ประโยชน์ อาจจะทำให้เป็นโทษแก่ผู้รู้เสียด้วยซ้ำ เช่น นำมาทะเลากัน ว่า อันใดจริงอันใดแท้ แทนที่จะนำมาประเทืองปัญญา เพื่อให้เกิดความคิดปล่อย ระวาง เช่น เมื่ออ่านประวัติศาสตร์แล้ว ก็ให้ผู้อ่านคิดว่า บุคคลในอดีต หรือสถานที่ เมือง หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ล้วนไม่มีใคร ไม่มีอะไรคงที่ ยืนยง ถาวร แม้บุคคลนั้น สถานที่แห่งนั้น จะยิ่งใหญ่ เก่งกล้าสักปานใด ก็ไม่พ้นความจริงของกฎธรรมดาของโลก คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great 356 - 323 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นกษัตริย์ชาติกรีกแห่งมาซิโดเนีย ที่ขยายดินแดนยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่่ประเทศกรีซทางตะวันตก จนถึงประเทศอินเดียทางตะวันออก แต่สุดท้าย พระองค์ก็มีชีวิตแค่วัย 33 พรรษา ดินแดนที่พระองค์ย่ำยี ก็ตกเป็นของคนอื่น จักรวรรดิของพระองค์ ก็เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเท่านั้น

ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler ค.ศ. 1889–1945 = พ.ศ. 2432 - 2488  อายุ 56 ปี) ผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อยึดดินแดนทั้งโลกมาเป็นของตัวเอง สุดท้าย สิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำ ก็ไม่ได้ทำให้เขาอยู่ยงคงกระพัน บัดนี้ ฮิตเลอร์ ก็ไม่มีตัวตน ดินแดนที่เขายึดครองได้ก็ตกเป็นของคนอื่น

hitler Alexander the Great Asoka's lion

ความรู้ ถ้ารู้แล้ว เอามาคิด มาประเทืองปัญญา ก็ทำให้ชีวิตของเราไม่ประมาท ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อสังคม ครอบครัว ญาติพี่น้อง สังคม จนถึงประเทศชาติ และไม่ทำตัวเป็นปัญหาของสังคม ชุมชน และประเทศชาติ  นี่คือวัตถุประสงค์ของความรู้ต่างหาก มิใช่เอามาไว้ถกเถียงกันว่า อันใดจริง อันใดแท้

ผู้จัดทำได้นำเอาความรู้มาจากตำราภาษาอังกฤษ มาแปลเป็นภาษาไทย เพื่อนำเสนอให้ทั่วโลกได้เอามาศึกษา เล่าเรียนประดับปัญญา มาคิดมาพิจารณา ให้เกิดความประเทืองปัญญา  โดยนำมาจากหนังสือชื่อ "Ilustrated family encyclepedia" ซึ่งน่าจะแปลว่า "สารานุกรมครอบครัว ฉบับมีภาพประกอบ" อะไรทำนองนี้

ถ้าพูดแบบเอาง่ายเข้าว่า ก็อาจจะเทียบแดนความรู้ ๓ ประเภทนี้ได้ โดยกำหนดเอาที่คำตอบเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับความจริงพื้นฐานของธรรมชาติ หรือของโลกและชีวิตเป็นหลัก กล่าวคือ

๑. วิทยาศาสตร์ ยังไม่ให้คำตอบ โดยต้องรอการพิสูจน์ก่อน

๒. ปรัชญา พยายามให้คำตอบในระหว่างที่ยังพิสูจน์ไม่ได้โดยเอาความคิดเหตุผล แทนการพิสูจน์ไปก่อน

๓. ศาสนา ให้คำตอบเด็ดขาดไปเลย โดยไม่ต้องพิสูจน์

ทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญาต่างก็เกิดตามศาสนามา และต่างก็จะมาให้คำตอบที่มุ่งให้ชัดเจนจะแจ้งกว่าศาสนา แต่ทั้งสองอย่างก็ยังไม่อาจให้คำตอบที่สนองความต้องการที่จะพอแก่การและพอแก่ใจของมนุษย์ได้ ศาสนาจึงยังคงและยังต้องทำหน้าที่ให้คำตอบแบบทันทีทันใดที่พอแก่การ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานแห่งศรัทธานั้นต่อไป "

ผู้ใคร่จะศึกษาข้อความเต็มโปรดอ่านตามลิงค์นี้ : http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-prayuth-22-01.htm