Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
 

การประหารชีวิตด้วยการฉีดยา

โทษประหารชีวิตในปัจจุบัน

การฉีดสารพิษเข้าร่างกาย

วิธีการประหารชีวิตแบบนี้ เป็นการฉีดสารพิษเข้าไปในร่างกาย ของนักโทษ การประหารวิธีนี้ถูกใช้ใน มลรัฐเทกซัส และ ในมลรัฐอื่น ๆ มีวิธีการเป็น 3 ขั้นตอน

  • ขั้นแรก จะฉีดสาร Sodium Thiopental,Barbiturate, ซึ่งจะทำให้นักโทษหมดสติ
  • ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นจะฉีด Pancuronium Bromide, ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อ ผ่อนคลาย ทำให้ปอด และกระบังลมหยุดทำงาน
  • ขั้นตอนที่ 3 ก็จะฉีดสาร Potassium Chloride เข้าไปก็จะทำให้หัวใจ หยุดทำงาน

หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า "การประหารชีวิตวิธีน ี้เป็นวิธีที่มีมนุษยธรรมมากที่สุด" แต่นายแพทย์ กล่าวว่า วิธีการประหารชีวิตวิธีน ี้จะกระทำได้ยาก ถ้าหากว่านักโทษผู้นั้น ติดยาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น นักโทษประหาร โดยใช้วิธีนี้กรมราชทัณฑ์ รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา เรือนจำทหาร และเรือนจำแต่ละรัฐอีก 32 รัฐ ได้ใช้วิธีนี้ ในการประหารชีวิตนักโทษ ปัจจุบันประเทศไทย ใช้วิธีการประหารชีวิตแบบนี้

  เมื่อถึงกำหนดวันประหารชีวิต เจ้าพนักงานเรือนจำ จะจัดนิมนต์พระสงฆ์ แสดงพระธรรมเทศนา ให้นักโทษที่ถูก ประหารที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนนักโทษที่มิได้นับถือศาสนาพุทธ มีความปรารถนา จะประกอบพิธีกรรมตามศาสนา ก็อนุญาตได้ตามสมควร หากนักโทษ มีความประสงค์จะขอทำพินัยกรรม ก็จะจัดการทำ ให้จัดหาอาหารมื้อสุดท้าย ให้นักโทษก่อนนำไปประหาร ผู้บัญชาเรือนจำ จะนำคำสั่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยสำเนาคำพิพากษา อ่านให้นักโทษฟัง นำนักโทษประหาร ไปยังที่จัดเตรียมไว้ คือห้องฉีดยาพิษ แพทย์ผู้ได้รับมอบหมาย ดำเนินการฉีดยาพิษให้นักโทษ ตามลำดับ ให้คณะกรรรมการตรวจนักโทษ ว่าได้ตายแล้วจริง พิมพ์ลายนิ้วมือลงนาม รับรองว่าเป็นลายนิ้วมือ ของนักโทษประหารจริง ส่วนศพถ้ามีญาติมารับ ก็อนุญาตถ้าไม่มีญาติมาขอรับ เรือนจำจะดำเนินการให้ ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ กำหนดให้ประหารชีวิตก่อน 07.00 น. ตั้งแต่พ.ศ. 2505 ได้เปลี่ยนมาดำเนินการใน เวลาเย็น ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป

บางส่วน จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 

 


ตัดหัว...โทษต้องประหาร

     วิธีประหารชีวิตด้วยการตัดหัวนั้น เมืองไทยเราเลิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445  เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายอาญาฉบับใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5  เพราะดูโหดร้ายทารุณและแสดงความป่าเถื่อนเกินไป  หันมาใช้วิธียิงเป้าแทน

     การฟันด้วยดาบให้หัวหลุดจากบ่าหล่นไปกลิ้งที่พื้น เลือดพุ่งกระฉูด ขึ้นเป็นลำ นับเป็นภาพที่สยดสยองแก่ผู้ที่ได้พบเห็น  และแน่นอนว่า จะต้องทารุณจิตใจต่อผู้ที่กำลังจะถูกประหารเป็นอย่างมาก

     แต่ถ้าย้อนไปดูวิธีการลงโทษในอดีต ซึ่งมีวิธีการอุตริพิสดารมากมาย คนที่ถูกลงโทษ  อาจจะขอให้ใช้วิธีตัดหัวเสียเลยยังจะดีกว่า

ญาติร่ำลา
เพชฌฆาตรำดาบ
ญาติร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย
เพชฌฆาตรำดาบ เตรียมลงมือประหาร

     อย่างเช่น พระเพทราชา อดีตตะพุ่นหญ้าช้าง  ซึ่งยึดอำนาจได้เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สวรรคต  ขึ้นชื่อว่า เป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายอำมหิตเอามาก ๆ  มีความสุข ที่ได้เห็นผู้อื่นถูกทารุณ ได้ส่ั่งลงโทษบรรดาแม่ทัพนายกอง ที่ให้ไปตีเมืองนครราชสีมา แต่ตีไม่สำเร็จกลับมา จึงให้เอาเหล็กเผาไฟจนแดงนาบเท้าทุกคน  และให้เอาไม้แหลมแทงลิ้น ในระหว่างการสอบสวนความผิด เป็นเวลา  3  สัปดาห์  มีจดหมายเหตุ องชาวฝรั่งเศสในกรุงศรีอยุธยา บันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า

      "...เมื่อชำระได้ความตามที่ต้องการแล้ว จึงนำทุกคนไปมัดกับหลักไม้ นั่งขัดสมาธิกับพื้นดิน  มีไม้อุดปากไว้เพื่อมิให้ร้องอื้ออึงหนวกหู เจ้าพนักงาน เอามีดแหลมเฉือนหนังศีรษะถึงกะโหลก แล้วสับหนังให้ละเอียด  หลังจากนั้น เอามีดเฉือนเนื้อ  แล่ตั้งแต่บั้นเอวจนถึงหัวไหล่  ตัดเนื้อออกจากแขนเป็นชิ้น ๆ  ตัดนิ้วเท้าและนิ้วมือ  และบังคับนักโทษทุกคนกลืนเนื้อของตัวเอง  เจ้าพนักงาน ได้เรียกบรรดาผู้หญิง ที่มุงดูให้มารุมเอากำปั้นทุบเนื้อและบนศีรษะ  เพื่อให้ท่านเหล่านั้น ได้รับความอับอาย ปะปนกับความเจ็บปวด  บางคนที่กินเนื้อตัวเองไม่ลง ก็เอาเงินบาทที่ละลายร้อนกรอกไส่ปาก  ใครตายก็สบายไป  ใครไม่ตาย ก็ถูกทรมานต่อไป  บางคนทนได้ ไม่ยอมสิ้นใจเป็นเวลาถึงสิบสองวัน..."

      เมื่อทรงเบื่อพวกที่ไม่ยอมตายง่าย ๆ  จึงให้แหวะท้องทุกคน เอาศพไปเสียบไม้ ไว้ที่ประตูเมือง สะด้วยหนามไผ่ไว้รอบ เพื่อไม่ให้ใครเอาศพไปเผาหรือไปฝัง ส่วนลูกเมียที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย  ก็ให้ต้อนเอาไปไว้กลางทุ่งแล้วเผาทุ่ง ให้ไฟคลอกทั้งเป็น

คอกระเด็น
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
คอกระเด็น เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ
เจ้าเมือง กรมการท้องถิ่น มาตรวจดูก่อนเซ้นลงนาม รับรองการประหาร

      อะไรจะโหดร้ายปานนั้น... อย่างนี้ตัดหัวเสียเลยยังตายสบายกว่า

     ส่วนคนที่เป็นเจ้า ก็ใช่ว่าจะตายได้สบายกว่าสามัญชน เมื่อกระทำความผิด ถึงขั้นประหาร  จะตายแบบเดียวกับชาวบ้านก็ไม่ได้  ต้องแยกแยะให้ต่างกัน ระหว่างเจ้ากับไพร่ บรรดาเจ้าที่ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตนั้น มีวิธีประหารเป็นพิเศษ โดยถูกใส่ในกระสอบแล้วทุบด้วยท่อนจันทน์จนตาย  ซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราชองค์หนึ่งของไทย ก็ถูกปลงพระชนม์ด้วยวิธีนี้

      สำหรับโทษที่ประทุษร้ายต่อพระมหากษัตริย์นั้น นับเป็นความผิด อย่างใหญ่หลวง  แค่ตายก็ยังน้อยไป ในหนังสือพระไอยการกบฎศึก จึงกำหนดโทษไว้ว่า

      "... สถานหนึ่ง คือต่อยกบาลศีรษะเลิกออกเสีย  แล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ ใส่ลงไป  ให้มันสมองศีรษะพุ่งฟูดังหม้อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม..."

      "... สถานหนึ่ง คือให้นอนลงข้าง ๆ  หนึ่ง  แล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไป โดยช่องหูให้แนบกับแผ่นดิน  แล้วจับเท้าทั้งสองหันเหียนไปดังบุคคล ท่าทางเวียน..."

      "... สถานหนึ่ง คือให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็น แหกทั้งโครงเนื้อ..."

      "... สถานหนึ่ง คือให้เชือดเนื้อให้เป็นแร่งเป็นริ้วอย่าให้ขาด ให้เนื่องด้วยหนัง ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า  แล้วเอาเชือกผูก ให้จำเดินเหยียบย่ำ ริ้วเนื้อริ้วหนัง แห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย..."

      "... สถานหนึ่ง คือให้แล่สับฟันทั่วกาย แล้วเอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีด ครูดขุดเซาะหนัง และเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ ให้ลากออกมาให้สิ้น ให้อยู่แต่ร่างกระดูก..."

     โห... ช่างคิดกันจริง ๆ  และในบทกำหนดโทษนี้ ไม่ใช่แค่ให้ตายคนเดียว แต่ให้ลงโทษฆ่ากันทั้งโคตรเลย

      นอกจากนี้ ยังมีวิธีการฆ่าแบบโหด ๆ  ให้ตายอย่างทารุณทีละน้อย อย่างเช่น ใช้เหล็กงอเป็นเบ็ดเกี่ยวคางแขวนไว้ให้แตะพื้นแค่ปลายเท้า... ให้แล่เนื้อทีละชิ้น จนกว่าจะตาย... ให้ช้างแทง... ให้เสือกิน... ฯลฯ เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

อ่านต่อด้านบนขวา

         
   การประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนที่จะเลิกวิธีนี้นั้น มีการกำหนดขั้นตอนไว้อย่างรัดกุม คือ เมื่อศาลตัดสินประหารชีวิตนักโทษแล้ว  ก็จะต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัว เพราะเริ่มมีการใช้กล้องถ่ายรูปกันแล้ว ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 จากนั้น ก็ส่งตัวไปคุมขังในห้องรอประหารของกองมหันตโทษ โดยกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้กำหนดวันให้เอาตัวนักโทษ ไปสู่หลักประหารภายในเวลาไม่เกิน  1  ปี

      เมื่อกรมราชทัณฑ์ (เมื่อก่อนกรมราชทัณฑ์ สังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่ปัจจุบัน ย้ายสังกัดไปอยู่กระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาล ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร  เป็นนายกรัฐมนตรี) ได้รับคำสั่ง ให้เอาไปประหารแล้ว ยังมีระบบตรวจสอบอีกมาก เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัว โดยจะเบิกตัวนักโทษมาพิมพ์ลายมือ ส่งไปให้กองพิมพ์ลายมือ ให้ตรวจสอบว่าเป็นคน ๆ  เดียวกับที่พิมพ์ไว้ในคำพิพากษาหรือไม่  ทั้งยังให้เจ้าหน้าที่ผู้จับกุม ผู้เห็นเหตุการณ์ โจทก์หรืออัยการ มาชี้ตัวนักโทษด้วย

      สถานที่ใช้เป็นแดนประหารนี้ ต้องย้ายกันหลายครั้ง เพราะเป็นที่รังเกียจของคนในท้องที่ยิ่งกว่ากองขยะ ในสมัยนี้เสียอีก  แต่เดิมใช้ป่าช้าวัดมักกะสัน แต่ต่อมาเห็นว่า อยู่ใกล้กับใจกลางพระนคร มีเรือกสวนไร่นา และชุมราษฎรอยู่โดยรอบ เลยย้ายไปประหารที่วัดพระภาษี เมืองพระประแดง ซึ่งการเดินทางไป ค่อนข้างลำบาก ต้องรอให้น้ำขึ้น จึงจะเอาเรือเข้าไปได้ สถานที่แห่งใหม่นี้ แม้กรมราชทัณฑ์ จะสร้างกำแพงคอนกรีตขึ้นล้อมป่าช้า แต่สมภาร และชาวบ้านรอบวัดร้องทุกข์กันมาก จึงย้ายข้ามไปที่วัดโบสถ์ ฝั่งเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเป็นวัดร้าง ไม่มีพระจำพรรษา

     ส่วนมากแล้ว จะทำการประหารในเช้าวันจันทร์ ซึ่งพิธีการ จะเริ่มมาตั้งแต่วันเสาร์ เมื่อมีการตรวจสอบลายมือนักโทษ แน่นอนแล้ว ในเวลา 16.00 น. จะเบิกนักโทษออกจาห้องขัง ถอดตรวนที่เท้าออก ใส่แต่กุญแจมือ เพื่อให้ไขออกได้ง่าย ถ้านักโทษเป็นชาย ก็ให้นุ่้งกางเกงขาวเสื้อขาว แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ให้นุ่งผ้าพื้นสีเขียวเสื้อขาว นำตัวเข้าขังเดี่ยว มีตำรวจ ชั้นสัญญาบัตรควบคุมแทนผู้คุมของเรือนจำ

      วันอาทิตย์ตอนเช้า จะมีการอ่านคำพิพากษา แจ้งความผิดให้นักโทษทราบอีกครั้ง แล้วให้ฟังพระธรรมเทศนา เรื่องบาปบุญ 1 กัณฑ์ ซึ่งนิมนต์พระจากวัดแคนางเลิ้ง เป็นองค์เทศนาประจำ ส่วนเครื่องกัณฑ์บูชาธรรมนั้น มีเงินหลวง  3  บาท (เทียบสมัยนี้ ประมาณ 3,000.- บาท) กับที่นักโทษ จะสมทบอีกต่างหาก บางคนมีเงินมีสมบัติ ก็เอามาถวายพระหมด เพราะรุ่งขึ้น ก็จะลาโลกไปแล้ว

      เมื่อล่วงเช้าวันจันทร์ในเวลาตี 2 จะเป็นเวลาที่ต้องนำตัวนักโทษ ออกจากคุกขึ้นรถ ไปลงเรือที่กรมเจ้าท่า  โดยใช้เรือบรรทุกข้าว ลำใหญ่  2  ลำ  ซึ่งกรมราชทัณฑ์เช่าไว้ประจำในอัตราลำละ 3 บาท  แล้วใช้เรือกลไฟของกรมเจ้าท่าลากไปตามลำน้ำ  ถ้ามีราษฎรตามไปดู เจ้าหน้าที่ ก็จะให้ตามไปห่าง ๆ  มีตำรวจ ถือปืนคอยห้ามไว้

ขบวนนำนักโทษไปประหาร
ขบวนเจ้าหน้าที่ นำตัวนักโทษ ไปสู่ที่ประหาร

      เมื่อนักโทษถึงแดนประหาร เจ้าเมือง กรมการเมือง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ต้องมาเป็นสักขีพยาน และลงนามเป็นหลักฐาน

      ค่าใช้จ่ายในการประหารนักโทษแต่ละคนนั้น หลวงออกเงินติดกัณฑ์เทศน์ รวมทั้งดอกไม้ ธูป เทียนในงบ 4 บาท เครื่องสังเวยมีหัวหมู เป็ด ไก่ สุรา อีก12 บาท เบี้ยเลี้ยงเพชฌฆาต ดาบหนึ่ง 50 บาท เพชฌฆาตดาบสอง 30 บาท เครื่องสังเวยต่าง ๆ ตกเป็นของเพชฌฆาต  ส่วนคนอื่น ๆ  ที่มาร่วม จะไม่มีเบี้ยเลี้ยง

      นักโทษที่ถูกประหารเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย ในสมัยนั้น มีผู้หญิงถูกประหารเพียงคนเดียว คือ อีทองเลื่อน ซึ่งมีเรื่องให้ถูกล่าวขวัญกันมาก อีทองเลื่อน ต้องโทษ ฐานหักคอเด็กผู้หญิง น้องสามีหาย เพราะแย่งชิงมรดก ในระหว่างที่ถูกคุมขัง ขณะยื่นอุทธรณ์ อีทองเลื่อนท้องแก่ ญาติพี่น้อง จึงยื่นของประกันไปคลอดบุตรที่บ้าน ศาลจึงอนุญาต เมื่อคลอดบุตรแล้ว จึงกลับมาเข้าเรือนจำตามเดิม

      กรมราชทัณฑ์ ก็ดูจะมีความเมตตาอีทองเลื่อนมาก ในเวลาประหาร จึงเลือกเฟ้นเพชฌฆาตฝีมือดีที่สุดให้  เพื่อฟันทีเดียวให้หัวหลุดกระเด็นไม่ต้องซ้ำสอง แต่พอลงมือจริง ๆ เพชฌฆาต ซึ่งไม่เคยประหารผู้หญิง ก็เกิดฟันพลาด ไม่ตายในทันที ต้องซ้ำด้วยดาบที่สอง จึงเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เป็นเพราะบาปกรรมที่อีทองเลื่อนสร้างไว้ จึงทำให้ต้องตายอย่างลำบากยาเย็นเช่นนั้น

      นับว่าการประหารชีวิตสมัยเรา  ดูจะสบายกว่าสมัยก่อน เพราะปัจจุบัน ใช้วิธีฉีดยาแทนการยิงเป้าแล้ว  จึงอาจจะทำให้ผู้ร้ายไม่กลัวการถูกลงโทษ  เพราะทางราชการ มีนโยบายแก้ไข มากกว่าที่จะทำลายหรือประหารชีวิต  ดังคำขวัญ (MOTTO) ของกรมราชทัณพ์ ว่า "ควบคุมด้วยใจ แก้ไขด้วยเมตตา มุ่งพัฒนาสู่สากล"

ทำพิธีบวงสรวง
ทำพิธีบวงสรวง ก่อนการประหาร