Make your own free website on Tripod.com
สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลก

กำเนิดศาสนาอิสลาม
วัฒนธรรมของคาบสมุทรอาหรับมีการติดต่อซึ่งกันและกันมานานหลายศตวรรษ เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ (ส่วนมากจะเรียกว่า ตะวันออกกลาง) เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทวีปแอฟริกา เอเชียและยุโรป ที่มีการซื้อขายสินค้าและแบ่งปันแนวความคิดใหม่ ๆ แนวความคิดหนึ่งที่มีการเผยแพร่กัน กลายเป็นแนวความคิดที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงโลก คือ ศาสนาอิสลาม

ทางแพร่งจากทวีปสามทวีป
          คาบสมุทรอาหรับมีทำเลดีสำหรับการค้าขาย มันเป็นทางแยกของทวีปสามทวีป (เอเชีย แอฟริกา และยุโรป) และล้อมรอบด้วยแหล่งน้ำมากมายหลายแห่ง

การเจริญเติบโตของเมืองแห่งการค้าขาย
  
ประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 6 ชาวอาหรับที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ได้ย้ายไปยังเมืองขนาดเล็กที่เป็นตลาดหรือแหล่งน้ำกลางทะเลทราย   เมืองที่เป็นตลาดขนาดเล็กได้เจริญเติบโตเป็นเมืองขนาดเมือง การตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ใกล้ชายฝั่งตะวันตกของอาระเบียได้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการค้าขายท้องถิ่น ภูมิภาค และผู้เดินทางไกล พื้นที่อื่น ๆ เช่น แหล่งน้ำกลางทะเลทรายที่มีขนาดใหญ่กลายเป็นที่หยุดพักตามเส้นทางการค้าขายจำนวนมากที่พาดข้ามคาบสมุทร มักกะฮ์และมะดีนะฮ์เป็นเมืองโอเอซิสดังกล่าว

เส้นทางทะเลและบนบกเชื่อมต่ออาระเบียกับศูนย์การค้า
ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์จากทวีปสามทวีป คือ เอเชีย แอฟริกาและยุโรป ได้เคลื่อนย้ายไปตามเส้นทางเหล่านี้โดยคาราวานอูฐ พ่อค้าซื้อขายสัตว์ สิ่งทอ โลหะ และเครื่องเทศเช่นพริกไทยและหญ้าฝรั่น (อ่านว่า ฝะ-หรั่น = saffron จัดเป็นเครื่องเทศและเครื่องยาที่
สำคัญอย่างหนึ่ง มีการนำเข้าในประเทศไทยจากประเทศแถบอาหรับ (เช่น เปอร์เซีย) หรือชาวตะวันตก มาช้านาน)

ศาสนาอิสลาม  

เมืองศักดิ์สิทธิชื่อเมกกะ  
เมกกะเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าขายอีกด้วย  มันตั้งอยู่ตามเส้นทางการค้าในอารเบียตะวันตก  คาราวานหยุดพักในเมกกะในช่วงเดือนแห่งการถือศีลอด
 (Holy month) บางเดือน พวกเขาได้พาคนที่มานมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา
อันเก่าแก่ ที่เรียกว่า กะอฺบะหฺ (Ka’aba)
 ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางเมือง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งก่อสร้างหินก้อนรูปทรงสี่เหลี่ยม
ลูกบาศก์ ในแต่ละปี ประชาชนเดินทางมาจากทุกส่วน
ของคาบสมุทรอาหรับ
เพื่อนมัสการในเมกกะ การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า การแสวงบุญ (Pilgrimage)

 

เมืองเมกกะอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

ศาสนามากมาย  
ชาวอาหรับบางพวกเชื่อมโยงหินกาบะกับผู้นำศาสนาโบราณ ชื่อ อับราฮัม (Abraham)  ชาวอาหรับหลายคนคิดว่าตัวเองเป็นลูกหลานของอับราฮัม พวกเขาเชื่อว่าอับราฮัมและลูกชายของเขา ชื่อ อิชมาเอล (Ishmael) สร้างหินกาบะขึ้นเป็นวัดให้กับพระเจ้า (เรียกว่าอัลเลาะห์ (Allah) ในภาษาอาหรับ) ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว เรียกว่า monotheism
ชาวอาหรับพวกอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ ความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ เรียกว่า polytheism  หลายปีผ่านมา ชาวอาหรับที่เชื่อในพระเจ้าหลายองค์เหล่านี้ ก็เริ่มไปนมัสการที่กาบะด้วย
ชาวยิวและชาวคริสต์จำนวนมาก อาศัยอยู่ในดินแดนอาหรับ เป็นผลให้ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในคาบสมุทรอาหรับ นอกจากนี้ ชาวอาหรับบางพวกยังได้ผสมผสานศาสนาคริสต์และความเชื่อและพิธีกรรมของชาวยิวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกเขาเอง ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางศาสนาที่หลากหลายนี้ คือ ศาสดามูฮัมมัด (Prophet Muhammad) ผู้นำทางศาสนาที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ซึ่งกำเนิดขึ้นในคริสตศักราช 570 (พ.ศ. 1113)

ชีวิตและคำสอนของศาสดามุฮัมมัด 
          ท่านมุฮัมมัดเกิดมาในครอบครัวชาวมักกะฮ์ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่ก็กำพร้าตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 25 ปี ท่านได้แต่งงานกับหญิงนักธุรกิจที่ร่ำรวย  ในที่สุด ท่านมูฮัมหมัดก็เป็นพ่อค้าที่เจริญรุ่งเรือง

ศาสนาอิสลาม  

ศาสดามุฮัมมัด  
        ประมาณอายุ 40 ปี ชีวิตของท่านมุฮัมมัดเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน วันหนึ่งในขณะที่กำลังสวดมนต์ ซึ่งต่อมาท่านก็สอน มีเสียงเรียกออกมายังท่านว่า "ท่านเป็นผู้ส่งสารของพระเจ้า"  ท่านมูฮัมมัดเชื่อว่าพระเจ้าพูดกับท่านผ่านทูตสวรรค์
ชื่อ กาเบรียล (Gabriel)   จากนั้นเขาก็เริ่มสั่งสอนว่า
มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น
(Allah - อัลลอฮ์) และพระเจ้าทั้งปวงอื่น ๆ จะต้องถูกปฏิเสธ นี้เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวตั้งอยู่บนพื้นการสวามิภักดิ์ต่อพระประสงค์
ของพระเจ้า ในภาษาอาหรับอิสลาม (Islam) หมายถึง "สันติภาพผ่านการสวามิภักดิ์ต่อพระประสงค์ของพระเจ้า"  
ผู้นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่ามุสลิม (Muslims)

 

กระเบื้องเซรามิกของเตอรกีนี้มีภาพหินกะอฺบะหฺ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง มักกะฮ์

ศาสดามูฮัมหมัดประสบความสำเร็จเล็กน้อยในตอนแรก ในความเป็นจริง ชาวเมกกะข่มเหงชาวมุสลิมในช่วงแรก ในคริสต์ศักราช 622 ท่านศาสดาได้หนีไปกับผู้สนับสนุนไปยังเมืองยาธริบ (Yathrib – คือ มะดีนะฮ์หรือเมดินา ในปัจจุบัน) ซึ่งไกลมากกว่า 200 ไมล์ไปทางทิศเหนือ การอพยพครั้งนี้ เรียกว่า ฮิจเราะห์ (Hijrah - HIHJ•ruh) ผู้ติดตามของศาสดามูฮัมหมัดเปลี่ยนชื่อเมือง เป็น เมดินา (Medina) ซึ่งหมายความว่า "เมืองของท่านศาสดา"  ในเมืองมะดีนะฮ์ ประชาชนได้พบคำสอนที่เรียบง่ายของท่านศาสดาในการเชื่อฟังพระประสงค์ของอัลเลาะห์ด้วยการอ้อนวอน

ความเป็นผู้นำของท่านศาสดามุฮัมมัด 
ชาวเมกกะต่อสู้กับศาสดามุฮัมมัดและสาวกของท่านอย่างต่อเนื่อง  ใน ค.ศ.  630 (1173) ท่านศาสดามุฮัมมัดและชาวมุสลิม 10,000 คน ได้กลับไปยังนครมักกะฮ์ พวกเขาบังคับเมืองให้ยอมจำนน แล้วท่านศาสดามุฮัมมัดก็ยกโทษให้ชาวมักกะฮ์ และเดินทางไปยังหินกะอฺบะหฺ  ที่นั่น ท่านได้อุทิศถวายให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แด่พระอัลลอฮ์
ศาสดามุฮัมมัดเป็นผู้นำทางการเมืองและการทหารเช่นเดียวกับเป็นผู้นำทางศาสนา ท่านปกครองเมืองเมดินาและมีหลายคนที่เคารพนับถือท่าน  ท่านได้ทำสนธิสัญญากับชนเผ่าเร่ร่อนในคาบสมุทรซึ่งช่วยให้ศาสนาอิสลามได้รับการยอมรับและการเผยแพร่ในช่วงชีวิตของท่าน  ท่านได้ใช้ทักษะทางทหารเพื่อปกป้องเมดินาจากการโจมตี  ในขณะที่ท่านใกล้จะสิ้นชีวิต ในคริสต์ศักราช 632  ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ทำให้คาบสมุทรอาหรับเป็นส่วนมากให้เป็นปึกแผ่นภายใต้ศาสนาอิสลาม

ศรัทธา ข้อปฏิบัติ และข้อบังคับของอิสลาม
          ชาวมุสลิมหาคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิตของพวกเขาในแหล่งที่มาหลักสองแหล่ง ทั้งสองแหล่งจะเชื่อมต่อกับศาสดามุฮัมมัด

 

  กุรอานและสุนนะฮฺ 
คำสอนหลักของศาสนาอิสลาม คือ มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น คือ อัลเลาะห์ ชาวมุสลิมเชื่อพระเจ้าซึ่งเปิดเผยคำพูดของพระองค์ผ่านทูตสวรรค์กาเบรียลที่ส่งคำสอนไปยังศาสดามุฮัมมัด ในขณะที่ศาสดามุฮัมมัดมีชีวิตอยู่ สาวกของท่านเชื่อฟังคำสอนของท่าน  พวกเขายังจดจำและท่องการเปิดเผยซึ่งเป็นพระคัมภีร์เรียกว่าคัมภีร์กุรอ่าน (Qur’an) หลังจากศาสดามุฮัมมัดสิ้นชีวิต สาวกของท่านได้เก็บรวบรวมคัมภีร์กุรอ่านเป็นหนังสือที่เขียนในภาษาอาหรับ เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม


(ขวา) มือทั้งห้านิ้วเป็นสัญลักษณ์หลักปฏิบัติห้าประการของมุสลิม

 

ศาสนาอิสลาม


ชาวมุสลิมเชื่อว่าการเผยแพร่ศาสนาของศาสดามุฮัมมัดในฐานะเป็นพระศาสดาไม่ได้เป็นเพียงเพื่อที่จะได้รับคัมภีร์กุรอ่านเท่านั้น แต่ยังแสดงวิธีการใช้คำสอนในคัมภีร์ในชีวิตประจำวัน สุนนะฮฺ (Sunnah) หรือคำพูดและการกระทำของศาสดามุฮัมมัดเป็นแนวทางการดำรงชีวิตสำหรับชาวมุสลิม
ต่อมานักคิดทางกฎหมายได้จัดแนวทางของคัมภีร์กุรอ่านและสุนนะฮฺเข้าไปในระบบของกฎหมาย  ตัวบทกฎหมายนี้ถูกใช้โดยชุมชนมุสลิมเพื่อตัดสินเรื่องทางกฎหมายเช่นกฎสำหรับการรับมรดกและการลงโทษอาชญากร

ชีวิตประจำวันของชาวมุสลิม 
        ชาวมุสลิมพยายามเชื่อมชีวิตส่วนตัวและทางศาสนาของพวกเขาเข้าด้วยกัน พวกเขาอาศัยศาสนาของพวกเขาโดยปฏิบัติตาม สดมภ์ห้าประการ (หลักปฏิบัติ 5 ประการ – Five pillars) ของศาสนาอิสลามที่แสดงด้านล่าง เหล่านี้เป็นหน้าที่ห้าประการที่ชาวมุสลิมทั้งหมดต้องปฏิบัติเพื่อแสดงให้เห็นถึงความนอบน้อมของพวกเขาต่อพระประสงค์ของพระเจ้า

หลักปฏิบัติห้าประการ (Five Pillars)
1.  ศรัทธา คือ เชื่อและพูดว่า “ไม่มีพระเจ้านอกจากพระอัลเลาะห์ และพระมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์"
2. การสวดมนต์หรือละหมาด คือ สวดอธิษฐานเป็นภาษาอาหรับวันละห้าเวลา ในเวลาเฉพาะ (คือ รุ่งอรุณ ตอนบ่าย ตอนตะวันคล้อย ตอนหลังพระอาทิตย์ตกดิน และตอนค่ำคืน) และหันหน้าไปทางเมกกะ
3.  การบริจาคทาน หรือการจ่ายซะกาด คือ การให้ทานแก่คนจนและคนจัดสน
4.  การถือศีลอด คือ การอดอาหารในช่วงเดือนรอมฎอน ???????? (Ramadan) ในแต่ละปี หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก
5.  การเดินทางไปแสวงบุญ คือ ถ้าเป็นไปได้ ให้เดินทางไปแสวงบุญยังเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ คือ เมกกะ ครั้งหนึ่งในชีวิต
           ขนบธรรมประเพณีและกฎเกณฑ์ของอิสลามอื่น ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวมุสลิม เหล่าผู้ศรัทธาห้ามไม่ให้กินเนื้อหมูหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บ่ายวันศุกร์ กำหนดให้ชุมชนมีการเคารพบูชาและการสวดมนต์ ผู้ที่มีความสามารถจะมารวมกันที่มัสยิดอาคารที่ใช้สำหรับชาวมุสลิมทำการเคารพบูชา  มัสยิดทั้งหมด จะหันหน้าไปยังเมืองเมกกะเพื่อให้ชาวมุสลิมอธิษฐานไปในทิศทางนั้น

การเชื่อมต่อกับศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ 
ชาวมุสลิมย้อนรอยจุดเริ่มต้นของศาสนาของพวกเขาไปถึงอับราฮัม  พวกเขาเชื่อว่า อับราฮัมเป็นผู้เผยพระวัจนะของพระเจ้า เช่นเดียวกับชาวยิวและชาวคริสต์  สำหรับชาวมุสลิม พระอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าเดียวกันกับพระเจ้าที่ชาวคริสต์และชาวยิวสักการะบูชา  ชาวมุสลิมเรียกทั้งชาวคริสต์และชาวยิวว่า "People of the book " เพราะศาสนาของพวกเขามีหนังสือศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีคำสอนที่คล้ายคลึงกับคำสอนในคัมภีร์กุรอาน สาวกของศาสนาทั้งสามศาสนาเชื่อในเรื่องสวรรค์ นรกและวันตัดสินครั้งสุดท้าย (วันสิ้นโลก)

อย่างไรก็ตาม มุมมองของชาวมุสลิมแตกต่างจากชาวคริสต์ คือ มีมุมมองว่า พระเยซูเป็นศาสดาพยากรณ์ ไม่ใช่เป็นบุตรของพระเจ้า  ชาวมุสลิมเชื่อว่า คัมภีร์กุรอ่านเป็นพระวัจนะของพระเจ้าซึ่งเปิดเผยให้กับพระมุฮัมมัด ชาวยิวและชาวคริสต์ยังเชื่อว่า พระวัจนะของพระเจ้าถูกเปิดเผยในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาด้วย แต่ชาวมุสลิมเชื่อว่าคัมภีร์กุรอ่านเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายของพระวัจนะของพระเจ้า พวกเขายังคิดว่า พระมุฮัมมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายในลำดับของศาสดาพยากรณ

กฎหมายของมุสลิมต้องการให้ผู้นำมุสลิมมีขันติธรรมต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม แม้ว่า ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมถูกจำกัดสิทธิและจะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม นโยบายความอดทนต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนี้จะมีบทบาทสำคัญในการขยายตัวของจักรวรรดิมุสลิมภายใต้ผู้สืบทอดของศาสดามุฮัมมัด

 

ศาสนาอิสลาม

 

 

ศาสนาอิสลาม

ชาวมุสลิมจะสวดมนต์หันหน้าไปทางเมืองเมกกะวันละ 5 ครั้ง เพื่อปฏิบัติตามหลักปฏิบัติ 5 ห้าประการ

ตะเกียงแก้วใส่น้ำมันใช้สำหรับจุดไฟในมัสยิด
ห้อยจากเพดานประดับตกแต่งอย่างประณีตด้วยกระเบื้องเคลือบ


การขยายตัวของกฎหมายมุสลิม

เหล่าผู้นำมุสลิมใหม่ปรากฏขึ้น

   เป็นเวลามากกว่า 20 ปี ศาสดามุฮัมมัดได้เผยแพร่ศาสนาาอิสลามทั่วคาบสมุทรอาหรับ   ท่านเริ่มที่จะก่อตั้งจักรวรรดิมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าคนเร่รอ่ชาวอาหรับได้ตอบสนองสาส์นของท่าน  ศาสนาอิสลามได้นำระเบียบ ความยุติธรรมและความหวังจากสวรรค์ลงมาสู่ชีวิตของพวกเขา จากนั้นในเดือนมิถุนายน คริสต์ศักราช 632 (พ.ศ. 1175) ศาสดามุฮัมมัดก็สิ้นชีวิต    ทันใดนั้นชาวมุสลิมปราศจากผู้นำ พวกเขายังขาดวิธีการที่ชัดเจนในการเลือกผู้นำใหม่อีกด้วย

 

ศาสนาอิสลาม

 

หลังจากการสิ้นชีวิตของศาสดามุฮัมมัด 
ตามประเพณีของกลุ่มชาวมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันนี้ ศาสดามุฮัมมัดไม่ได้ตั้งผู้สืบทอดหรือสอนสาวกของท่านถึงวิธีการเลือก
ผู้สืบทอดเมื่อท่านสิ้นชีวิต ความตื่นตระหนกกระจายไปทั่วชุมชนมุสลิม พ่อตาและเพื่อนที่เชื่อถือได้ของศาสดามุฮัมมัด ชื่อ อะบูบักร์ (Abu Bakr) ได้พูดเพื่อสร้างความมั่นใจให้ชาวมุสลิม เขากล่าวว่า "ถ้ามีใครในหมู่พวกท่านที่เคารพบูชาท่านมุฮัมมัด เขาตายไปแล้ว แต่ถ้าเป็นพระเจ้าที่พวกท่านบูชา เขายังมีชีวิตอยู่ตลอดไป"

อะบู บักร์ รับช่วงต่อจากท่านศาสดามุฮัมมัด      
ในคริสต์ศักราช 632 (พ.ศ. 1175)  อะบู บักร์กลายเป็นกาหลิบคนแรก (caliph– ภาษาอาหรับออกเสียงว่า เคาะลีฟะฮ์) ซึ่งหมายถึง "ผู้สืบทอด" เขาสัญญากับชาวมุสลิมว่า เขาจะปฏิบัติตามแบบอย่างท่านศาสดามุฮัมมัดอย่างแนบแน่น  ไม่นานหลังจากการเสียชีวิตของท่านศาสดา เผ่าพันธุ์บางเผ่าพันธุ์บนคาบสมุทรอาหรับละทิ้งศาสนาอิสลาม เผ่าพันธุ์อื่น ๆ ปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีและพอ ๆ กับบุคคลไม่กี่คนได้ประกาศตัวเองเป็นศาสดา ในระหว่างที่เขาปกครองในฐานะผู้นำเป็นเวลาสองปี อะบู บักร์ ได้ใช้กำลังทหารรวบรวมชุมชนชาวมุสลิมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง  หลังจากที่เขานำอารเบียส่วนกลางมาอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวมุสลิม เขาเริ่มพิชิตดินแดนไปทางทิศเหนือ ซึ่งในปัจจุบันนี้คืออิรักและซีเรีย

ชาวมุสลิมประกาศความจงรักภักดี
แก่ผู้สืบทอดตำแหน่งพระมูฮัมหมัดผู้เดียว

 

กาหลิบสี่ท่านแรก 
หลังจากอะบู บักร์ ก็มีกาลิปถัดมาอีกสามท่าน ซึ่งเลือกจากผู้มีศรัทธาระดับสูงและผู้มีศรัทธาระดับสูงเป็นคัดผู้เลือก คือ อุมัร (Umar)      
อุษมาน (Uthman) และอาลี (Ali) ทั้งสี่ท่านได้รู้จักศาสดามุฮัมมัดและได้รับการสนับสนุนภารกิจในการเผยแพร่ยศาสนาอิสลาม  การปกครองของท่านทั้งสี่เป็นที่รู้จักว่า ผู้สืบทอดตำแหน่งพระศาสดมุฮัมมัด (Caliphate)  ตามประเพณีและความเชื่อของกลุ่มชาวมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันนี้ กาหลิบสี่ท่านแรกได้ใช้คัมภีร์กุรอ่านและหลักปฏิบัติของศาสดามุฮัมมัดชี้นำท่านทั้งสี่ เป็นผลให้ชาวมุสลิมกลุ่มนี้ เรียกกาหลิบสี่ท่านแรกว่า "กาหลิบผู้ได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้อง (rightly guided caliph)"
           ชาวมุสลิมได้ควบคุมอารเบียมากที่สุด เมื่ออะบูบักร์เสียชีวิตในคริสต์ศักราช 634 กาหลิบที่ได้รับเลือกท่านที่สอง คือ อุมัร ได้ปกครองจนถึงคริสต์ศักราช 644 กองทัพที่มีความว่องไวและมีระเบียบวินัยสูง ได้พิชิตซีเรียและอียิปต์ตอนล่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิไบแซนไทน์ กองทัพมุสลิมยังได้เข้ามายึดดินแดนจากจักรวรรดิเปอร์เซียอีกด้วย
          กาหลิบถัดมาอีกสองท่านยังคงขยายดินแดนของชาวมุสลิมอย่างต่อเนื่องและได้พิชิตเปอร์เซียอย่างสมบูรณ์  ประมาณคริสต์ศักราช 661 ผู้สืบทอดศาสดามุฮัมมัดได้เพิ่มขนาดของจักรวรรดิมุสลิมเกือบสี่ครั้งทั้ง ทั้งโดยการปราบปรามและการทำสนธิสัญญา ประมาณคริสต์ศักราช 750 จักรวรรดิมุสลิมยาวเหยียดประมาณ 5,000 ไมล์ (ประมาณ 8,000 กิโลเมตร) จากมหาสมุทรแอตแลนติกกับแม่น้ำสินธุ  ระยะทางเกือบสองเท่ากับการขับรถจากนครนิวยอร์กไปยังลอส แอนเจลีส (ประมาณสี่เท่ากว่า ๆ จากเหนือไปใต้ของประเทศไทย)

การปกครองที่ประสบผลสำเร็จของชาวมุสลิม  
ชาวมุสลิมเห็นชัยชนะด้านทหารเป็นสัญญาณของการสนับสนุนของพระอัลเลาะห์ พวกเขากระตือรือร้นอันเกิดจากศรัทธาของพวกเขาและพวกเขาก็เต็มใจที่จะต่อสู้ในการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม นอกจากความศรัทธาของพวกเขา มีเหตุผลอื่น ๆ ในความสำเร็จทางทหารของชาวมุสลิม ในการสู้รบ กองทัพมุสลิมพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้มีระเบียบวินัยและผู้นำของพวกเขามีทักษะสูง กลยุทธ์ของพวกเขาช่วยให้พวกเขาเอาชนะกองกำลังทหารที่ไม่ได้คุ้นเคยกับกฎระเบียบและทักษะดังกล่าว
          จุดอ่อนในอาณาจักรทั้งสองทางทิศเหนือของอาระเบียยังช่วยชาวมุสลิมประสบความสำเร็จ จักรวรรดิไบแซนไทน์และเปอร์เซียต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน กองทัพของทั้งสองอาณาจักรจึงเกิดความเหนื่อยล้า
          จักรวรรดิไบแซนไทน์และเปอร์เซียได้ข่มเหงผู้ที่ไม่ได้สนับสนุนศาสนาของพวกเขา คนที่ข่มเหงเหล่านี้มักจะยินดีต้อนรับชาวมุสลิมรุกรานในฐานะเป็นผู้กู้อิสรภาพ เพราะคัมภีร์กุรอานไม่อนุญาตให้ชาวมุสลิมบังคับให้แปลงศาสนา ชาวมุสลิมอนุญาตให้คนที่พิชิตมาได้รักษาศาสนาของตนเองได้หากพวกเขาต้องการที่จะทำเช่นนั้น
           มีการผสมผสานวัฒนธรรมมากมายภายใต้การปกครองของชาวมุสลิม เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนที่อยู่ในดินแดนที่ชาวมุสลิมปกครองก็ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม  พวกเขาได้รับการจูงใจโดยสาส์นแห่งความเสมอภาค
และความหวังในการช่วยให้พ้นบาปของศาสนาอิสลาม การเปลี่ยนแปลงไปนับถือศาสนาอิสลามยังนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีกด้วย  ชาวมุสลิมไม่ต้องจ่ายภาษีบางอย่าง
           ชาวยิวและชาวคริสต์ ในฐานะ "เป็น people of the book" ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ  พวกเขาจ่ายภาษีรัชชูปการในแต่ละปีเพื่อแลกกับการไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร ชาวยิวและชาวคริสต์ยังถือบทบาทที่สำคัญในรัฐมุสลิมในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่และนักวิชาการ  แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลง
ความเห็นให้กับคนอื่น ๆ

การแตกแยกในศาสนาอิสลาม
          การประสบความสำเร็จในสนามรบทำให้ชาวมุสลิมขยายอาณาจักรของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การต่อสู้อำนาจภายในเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาเพื่อรักษาการปกครองให้เป็นปึกแผ่นได้

ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ยึดอำนาจ 
             ในคริสต์ศักราช 656 (พ.ศ. 1199) กลุ่มกบฏได้ต่อต้านความเป็นผู้นำของอุษมานและสังหารท่าน การสังหารอุษมานก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง  หลายกลุ่มต่อสู้เพื่ออำนาจ ญาติและลูกเขยของมุฮัมมัด คือ อาลีเป็นทางเลือกที่สำคัญในการเป็นกาหลิบท่านต่อไป แต่ความเป็นผู้นำของท่านถูกท้าทายเช่นกัน ในคริสต์ศักราช 661 อาลีได้ถูกลอบสังหาร ระบบการเลือกกาหลิบได้ตายไปพร้อมกับท่าน
ตระกูลที่รู้จักกันว่า อุมัยยะฮ์ (Umayyads) ได้เข้ามายึดอำนาจและตั้งราชวงศ์แบบมรดกตกทอด นั่นหมายความว่าผู้ปกครองจะมาจากครอบครัวหนึ่งและได้รับสิทธิในการปกครอง    
            ตระกูลอูไมแยดยังได้ย้ายเมืองหลวงมุสลิมจากเมดินาไปยังดามัสกัสซึ่งเป็นเมืองที่เพิ่งพิชิตได้และเคยเป็นส่วนหนึ่ง
ของจักรวรรดิไบแซนไทน์ สถานที่นี้ ประมาณ 600 ไมล์ไปทางทิศเหนือของเมดินา ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ปกครองชาวมุสลิมในการควบคุมดินแดน อย่างไรก็ตาม ชาวมุสลิมอาหรับรู้สึกว่าดามัสกัสอยู่ห่างไกลเกินไป  การกระทำเหล่านี้ ได้แบ่งแยกชาวมุสลิมและได้หยิบยกคำถามเกี่ยวกับวิธีการเลือกผู้นำขึ้นมา

ชุมชนมุสลิมเกิดการแตกแยก
          เพราะพวกเขาต้องการความสงบสุข ชาวมุสลิมส่วนมากจึงยอมรับการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์  คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า ชาวซุนนีย์ (Sunnis) หมายถึงสาวกของซุนนะฮ์ (Sunnah) หรือผู้ปฏิบัติตามแบบอย่างพระมุฮัมมัด
    อย่างไรก็ตามชนกลุ่มน้อยได้ต่อต้านราชวงศ์อุมัยยะฮ์และปฏิเสธที่จะยอมรับการปกครองของการหลิบที่ได้รับการเลือก พวกเขาเชื่อว่า ปกติแล้ว กาหลิบควรจะเป็นญาติของท่านศาสดา  กลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า ชีอะ (Shi’a) หมายถึง "พรรคพวก (party)" ของอาลี  สมาชิกของนิกายนี้รู้จักกันว่า ชิอิต(Shiites) การแตกแยกในศาสนาอิสลามนี้จะกลายเป็นการแตกแยกแบบถาวรและความขัดแย้งกับราชวงศ์อุมัยยะฮ์
จะทำให้หัวหน้าศาสนาอิสลามของพวกเขาเพื่อถูกยกเลิกไปใ
นที่สุด

 

 

The Rise of Islam
The cultures of the Arabian Peninsula were in constant
contact with one another for centuries. Southwest Asia (often referred to as the
Middle East) was a bridge between Africa, Asia, and Europe, where goods were
traded and new ideas were shared. One set of shared ideas would become a powerful
force for change in the world—the religion of Islam.

Crossroads of Three Continents

The Arabian peninsula is well situated for trade. It is a crossroads of
three continents and is surrounded by several bodies of water.

Growth of Trade Cities By the early 600s, growing numbers of
Arabs had moved to market towns or oases. Small market towns grew into cities. Larger settlements near the western coast of Arabia became centers for local, regional, and long-distance trade. Other areas, such as larger oases, became stops along the many trade routes that crossed the peninsula. Mecca and Medina were such oasis cities.

Sea and land routes connected Arabia to major trade centers. Products from three continents—Asia, Africa, and Europe—moved along these routes by camel caravans. Merchants traded animals, textiles, metals, and spices such as pepper and saffron.

Trade was also important in cultural exchange. Merchants carried information as well as products. For example, they would gain knowledge of different religions practiced in the cities they visited. Judaism and Christianity spread as merchants traveled.

The Holy City of Mecca

Mecca was an important religious center as well as a trading center. It was located along the trade routes in western Arabia. Caravans stopped in Mecca during certain holy months. They brought people who came to worship at an ancient religious shrine called the Ka’aba, which was located in the middle of the city. The shrine was a cube-shaped stone building. Each year, people traveled from all parts of the Arabian peninsula to worship in Mecca. The journey to a sacred place is called a pilgrimage.

Many Religions
Some Arabs associated the Ka’aba with the ancient religious leader Abraham. Many Arabs thought themselves to
be descendants of Abraham. They believed that Abraham and his son Ishmael built the Ka’aba as a temple to God (called Allah in Arabic). The belief in one God is called monotheism.

Other Arabs, especially those who lived in the desert, believed in many gods. The belief in many gods is called polytheism. Over the years, these polytheistic Arabs also began to worship at the Ka’aba.

Many Jews and Christians lived in Arab lands. As a result, the belief in one God continued on the Arabian peninsula. Also, some Arabs blended Christian and Jewish beliefs and rituals with their own traditions. It was into this mixed religious environment that one of the world’s most influential religious leaders—the Prophet Muhammad—was born around A.D. 570.

The Life and Teachings of Muhammad

Muhammad was born into a powerful Meccan family but was orphaned as a child. At age 25, he married a wealthy businesswoman. Eventually, Muhammad prospered as a merchant.

Muhammad the Prophet
At about the age of 40, Muhammad’s life abruptly changed. One day when praying, he later taught, a voice called out to him, “You are the Messenger of God.” Muhammad believed that God spoke to him through the angel Gabriel. He then began preaching that there is only one God (Allah) and that all other gods must be rejected. This is one of the basic principles of Islam, a monotheistic religion based on submitting to God’s will. In Arabic, Islam means “peace
through submission to the will of God.” Followers of Islam are called Muslims.

Muhammad had little success at first. In fact, Meccans persecuted the early Muslims. In 622, he fled with supporters to Yathrib, more than 200 miles to the north. This migration is called the Hijrah. Muhammad’s followers renamed
the town Medina, which means “city of the Prophet.” In Medina, people found his simple message to obey the will of
Allah appealing.

Muhammad’s Leadership
Meccans continued to fight against Muhammad and his followers. In 630, Muhammad and 10,000 Muslims returned to Mecca. They forced the city to surrender. Muhammad then forgave the Meccans and went to the Ka’aba. There,
he dedicated the shrine to Allah.

Muhammad was a political and military leader as well as a religious leader. He ruled Medina, and many people respected him. He made treaties with nomadic tribes in the peninsula, which helped Islam to find acceptance and spread during his lifetime. He used his military skills to defend Medina against attacks. By the time of his death in 632, Muhammad had unified much of the Arabian peninsula under Islam.

Islamic Beliefs, Practices, and Law
Muslims find guidance on how to live their lives in two primary sources of authority. Both are connected to Muhammad.

The Qur’an and the Sunnah
The main teaching of Islam is that there is only one God, Allah. Muslims believe God revealed his words through the angel Gabriel, who passed them on to Muhammad. While Muhammad lived, his followers listened to his teachings.
They also memorized and recited the revelations, which formed the scripture called the Qur’an. After Muhammad’s death, his followers collected the Qur’an into a book written in Arabic. It is the Muslim holy book.

Muslims believe that Muhammad’s mission as a prophet was not only to receive the Qur’an but also to show how to apply its teachings to everyday life. To them, the Sunnah, or Muhammad’s words and deeds, are guides for living.

Legal thinkers later organized the guidelines of the Qur’an and Sunnah into a system of law. This body of law is used by Muslim communities to decide legal matters, such as rules for inheritance and punishment for criminals.

Muslim Daily Life
Muslims try to connect their personal and religious lives. They live their religion by following the Five Pillars of Islam, shown below. These are the five duties all Muslims must perform to demonstrate their submission to the will of God.

Other Islamic customs and laws also affect the daily lives of Muslims. Believers are forbidden to eat pork or to drink
alcoholic beverages. Friday afternoons are set aside for community worship and prayer. Those who are able gather at a mosque, a building used for Muslim worship. All mosques face Mecca so that Muslims pray in that direction.

Five Pillars of Islam
1. Prayer: Pray in Arabic fi ve times a day, at specific times, and facing Mecca.
2. Alms: Give to the poor and the needy.
3. Fasting: Fast during the month of Ramadan each year, avoiding all food and beverages between sunrise and sunset.
4. Pilgrimage If possible, make a pilgrimage to the holy city of Mecca once during a lifetime.

Connections to Judaism and Christianity
Muslims trace the beginnings of their religion to Abraham. They believe he was a prophet of God, as do Jews and Christians. To Muslims, Allah is the same God who is worshiped by Christians and Jews. Muslims call both Christians and Jews “people of the book” because their religions have holy books with teachings similar to those of the Qur’an.
Followers of all three religions believe in heaven, hell, and a final judgment day.

Unlike Christians, however, Muslims view Jesus as a prophet, not as the son of God. Muslims believe the Qur’an is the word of God as revealed to Muhammad. Jews and Christians also believe that God’s word is revealed in their holy books. But Muslims believe that the Qur’an is the final book of God’s word. They also think that Muhammad is the last in a series of prophets.

Muslim law requires that Muslim leaders offer religious toleration to non-Muslims, though non-Muslims have restricted rights and must pay extra taxes. This policy of toleration of non-Muslims would play an important role in the expansion of the Muslim Empire under Muhammad’s successors.

The Expansion of Muslim Rule
New Muslim Leaders Emerge
For more than 20 years, Muhammad had spread the religion of Islam across the Arabian peninsula. He had begun to establish a Muslim Empire. In particular, Arab nomads had responded to his message. Islam brought order, justice, and hope of heaven into their lives. Then, in June 632, Muhammad died. Muslims were suddenly without a leader. They also lacked a clear way to choose a new one.

After Muhammad’s Death
According to the traditions of the largest group of Muslims today, Muhammad had not named a successor or taught
his followers how to choose one upon his death. Panic swept through the Muslim community. Muhammad’s father-in-law and trusted friend, Abu Bakr, spoke to reassure Muslims. He said, “If there are any among you who worshiped Muhammad, he is dead. But if it is God you worship, he lives forever.”

Abu Bakr was respected for his devotion to Muhammad as well as to Islam. As a result, in 632, the leaders of the dominant group within the Muslim community selected Abu Bakr as Muhammad’s successor.

Abu Bakr Succeeds Muhammad
In 632, Abu Bakr became the first caliph, a title that means “successor.” He promised Muslims that he would closely follow Muhammad’s example. Shortly after the Prophet’s death, some clans on the Arabian peninsula abandoned Islam. Others refused to pay taxes, and a few individuals even declared themselves prophets. During his two-year reign as leader, Abu Bakr used military force to reunite the Muslim community. After he brought central Arabia under Muslim control, he started the conquests of territories to the north that are now Iraq and Syria.

First Four Caliphs
After Abu Bakr, the next three caliphs selected from and by the top ranks of Muslim believers were Umar, Uthman, and Ali. All four had known Muhammad and supported his mission to spread Islam. Their rule was known as a caliphate. According to the traditions and beliefs of the largest group of Muslims in the world today, the first four caliphs used the Qur’an and Muhammad’s actions to guide them. As a result, this group of Muslims calls the first four caliphs the “rightly guided caliphs.”

Muslims controlled most of Arabia when Abu Bakr died in 634. The second selected caliph, Umar, ruled until 644. His swift and highly disciplined armies conquered Syria and Lower Egypt, which were part of the Byzantine Empire. Muslim armies also took territory from the Persian Empire.

The next two caliphs continued to expand Muslim territory and completed the conquest of Persia. By 661, Muhammad’s successors had increased the size of the Muslim Empire by nearly four times, both through conquest and treaty. By 750, the Muslim Empire stretched about 5,000 miles, from the Atlantic Ocean to the Indus River, almost
twice the distance to drive from New York City to Los Angeles.

Muslims’ Successful Rule
The Muslims saw the military victories as signs of Allah’s support. They were energized by their faith, and they were willing to fight to spread Islam. In addition to their faith, there were other reasons for the Muslims’ military success.
In battle, Muslim armies proved to be disciplined, and their leaders were highly skilled. Their tactics enabled them to defeat military forces that were not familiar with such discipline and skill.

Weaknesses in the two empires north of Arabia also helped the Muslims succeed. The Byzantine and Persian empires had been fighting each other for a long time. Their armies were exhausted.

The Byzantine and Persian empires persecuted those who did not support their conquerors’ religions. These persecuted people often welcomed Muslim invaders as liberators. Because the Qur’an did not allow Muslims to force conversions, Muslims allowed conquered peoples to keep their own religions if they wished to do so.

There was much blending of cultures under Muslim rule. Over time, many peoples in Muslim-ruled territories converted to Islam. They were attracted by Islam’s message of equality and hope for salvation. Converting to Islam also brought an economic benefit. Muslims did not have to pay certain taxes.

Jews and Christians, as “people of the book,” received special treatment. They paid a poll tax each year in exchange for not having to perform military duties. Jews and Christians also held important roles in the Muslim state as officials and scholars. However, they were not allowed to convert others.

A Split in Islam
Successes on the battlefield enabled Muslims to expand their empire. However, internal power struggles made it difficult for them to keep a unified rule.

Umayyads Seize Power
In 656, a group of rebels opposed the leadership of Uthman and murdered him. His murder started a civil war. Various groups struggled for power. Muhammad’s cousin and son-in-law, Ali, was a leading choice to be the next caliph. But his leadership, too, was challenged. In 661, Ali was assassinated. The system of selecting a caliph died with him.

A family known as the Umayyads took power and set up a hereditary dynasty. This meant that rulers would come from one family and inherit the right to rule. The Umayyads also moved the Muslim capital from Medina to Damascus, a newly conquered city that had been part of the Byzantine Empire. This location, about 600 miles north of Medina, made it easier for Muslim rulers to control conquered territories. However, Arab Muslims felt Damascus was too far away. These actions divided Muslims and raised questions about how to choose leaders.

Muslim Community Splits
Because they wanted peace, most Muslims accepted the Umayyads’ rule. Those who did were called Sunnis. The word meant followers of the Sunnah, or followers of Muhammad’s example.

However, a minority resisted the Umayyads and refused to accept the rule of the selected caliphs. They believed that the caliph should always be a relative of the Prophet. This group was called Shi’a, meaning the “party” of Ali. Its members were known as Shiites. This split in Islam would become permanent, and opposition to the Umayyads would eventually cause their caliphate to collapse.