Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

 

 

อาคารโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

อาคารโรงเรียน    สวนกุหลาบวิทยาลัย

    ตั้งอยู่ถนนตรีเพชร แขวง วังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร  แต่เดิม เป็นวัง เรียกว่า "วังถนนจักรเพช" วังนี้ แต่เดิมที เป็นที่บ้าน เจ้าจอมมารดา น้อยระนาด ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อมา กรมพระเทเวศน์วัชรินทร์ พระโอรส ได้ทรงรับมรดก จึงได้สร้างวังขึ้น กรมพระเทเวศน์ฯ เสด็จประทับอยู่ จนสิ้นพระชนม์ เมื่อปี พ.ศ. 2419 ในรัชกาลที่ 5 หม่อมเจ้า ที่เป็นเชื้อสาย ได้อยู่ต่อมา จนเมื่อมีการปรับปรุง บ้านเมืองให้เจริญขึ้น พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงซื้อที่วัง สร้างตึกแถว และทำโรงเรียน และพระราชทาน เป็นที่ธรณีสงฆ์ ของวัดราชบูรณะ ราชวรวิหาร

     ปัจจุบัน อาคารที่สร้างในยุคแรก ของโรงเรียนสวนกุหลาบ เหลืออยู่ เพียงหลังเดียว คือ อาคาร 2 ชั้น ริมถนนตรีเพชร อาคารหลังนี้ ได้รับการซ่อมแซม ตามความจำเป็น แต่ก็ยังรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ การต่อเติมครั้งสำคัญ คือ เมื่อ ปี พ.ศ. 2474 ได้ต่อตัวตึกทางทิศเหนือ ยาวออกไปอีก 4 ห้อง จนเกือบจรดเขต วิทยาลัยเพาะช่าง ในระหว่าง สงครามโลก ครั้งที่ 2 อาคาร ถูกระเบิด เสียหายบางส่วน ก็ได้ซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม นอกจากนั้น ก็มีการซ่อมแซมเล็กน้อย แต่ก็ยังรักษารูปทรง ทางสถาปัตยกรรมเอาไว้

 

ถนนตรีเพชร

ถนนตรีเพชร โปรดสังเกต ตลาดพาหุรัด ยังเป็นสวนป่าไม้อยู่ (ถ่ายจากด้านสะพานพุทธฯ)

ถนนตรีเพชร

     เป็นถนนสายสั้น ๆ  จากเชิง สะพานพุทธฯ ยั่งพระนคร ไปสุดถนน เอาตรงสี่แยกเฉลิมกรุง รวมระยะยทาง ประมาณ 2 กิโลเมตร ที่ถนนสายนี้ ได้ชื่อว่า "ถนนตรีเพชร"  ก็เพราะว่า พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชโอรส พระองค์หนึ่ง พระนามว่า สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรรุตม์ธำรง ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ สิ้นพระชนม์ ตั้งแต่ เมื่อพระชนมายุเพียง 7 พรรษา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกของพระงอค์ จึงได้ทรงนำพระราชทรัพย์ ของพระราชโอรส คือ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรรุตม์ธำรง มาสร้าง เป็นถนน อันเป็นสาธารณกุศล เพื่อุทิศส่วนกุศล พระราชทาน และโปรดฯ พระราชทานนามถนน ไว้เป็นอนุสรณ์ แด่พระเจ้าลูกเธอ พระองค์นี้ว่า "ถนนตรีเพชร"

สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง

สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง

 

ถนนพาหุรัด

ถนนพาหุรัด

     คำว่าพาหุรัด หมายถึง เครื่องประดับที่รัดต้นแขน ถนนพาหัรัด เป็นถนนสายสั้น ๆ  อยู่ระหว่าง สี่แยกบ้านหม้อ ไปจดกับถนนจักรเพชร สร้างในสมัย รัชกาลที่ 5 สาเหตุที่สร้างถนนสายนี้ เนื่องจากว่าา สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง พาหุรัดมณีมัย พระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ มีพระชนมายุได้ 10 พรรษา สิ้นพระชนม์ลง สมเด็จ พระชนก และพระชนนี ทรงเสียพระทัยอาลัยหาเป็นที่ยิ่ง จึงได้รวบรวมเอา พระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ส่วนหนึ่ง ของสมเด็จ เจ้าฟ้าหญิง พาหุรัดมณีมัย ที่ทรงมีอยู่ มาสร้างถนนบริเวณบ้านญวน เพื่ออุทิศ เป็นพระราชกุศล และเพื่อเป็นอนุสรณ์ ไว้ต่อไป  จึงทรงโปรดฯ ให้ขนานนาม ถนนสายนี้ว่า "ถนนพาหุรัด"

     พาหุรัด เป็นถนนสายสั้น ๆ เป็นย่านการค้าที่คึกคัก ถนนพาหุรัด เป็นแหล่งขายผ้าแพรพรรณ นานาชนิด มีตึกแถวขายผ้า เรียงรายอยู่ทางซีกซ้ายของถนน ถ้าเราหันหน้าไปทางสี่แยกบ้านหม้อ ทางด้านนี้ นอกจากจะมีผ้าขายแล้ว ยังเป็นแหล่งขายของ เกี่ยวกับงานพิธี ต่าง ๆ  อีกมากมาย เช่น งานแต่งงาน งานศพ เป็นต้น

สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย

สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง พาหุรัดมณีมัย

โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมาหราชวัง

โรงเรียนสุนันทาลัย

โรงเรียนสุนันทาลัย ปัจจุบัน คือ โรงเรียนราชินี

 

 


กำเนิดโรงเรียนของไทย

     สมัยโบราณ  ก่อนหน้าที่จะมีโรงเรียนสอนหนังสือ คนไทยเราเรียนหนังสือที่วัด คือพระท่านเป็นอาจารย์สอนพวกลูกศิษย์วัด โดยสอนเริ่มด้วย นะโม กอข้อ กอกา  สอนวิชาเลข หัดให้นับ  หัดให้บวกลบ คูณ หาร แล้วสอนให้สวดมนต์  ครั้งเมื่อได้บวชแล้ว ท่านก็สอนภาษาขอม  ภาษาบาลี  และธรรมะในทางศาสนา  สอนเทศน์สอนแหล่  แล้วแต่ว่าพระอาจารย์วัดไหนมีภูมิรู้แค่ไหน

     การสอนก็ไม่มีวเลาที่แน่นอน แล้วแต่อารมณ์ของพระอาจารย์  บางท ีก็สอนหลังฉันเช้าแล้วบ้าง  บางทีก็สอนหลังจากที่ท่านจำวัดกลางวันแล้วบ้าง  ส่วนกลางคืนนั้น สอนแต่เพียงสวดมนต์  หรือท่องบ่นวิชาที่เรียนมาในตอนกลางวัน

     โดยทั่วไปนั้น ไม่มีการสอนหนังสือ เขียนหนังสือกัน  เนื่องจากในสมัยโบราณ ไม่มีไฟฟ้าใช้  เหมือนอย่างในสมัยปัจจุบัน และบางวันก็ได้สอนบางวันก็ไม่ได้สอน เพราะพระอาจารย์ติดกิจนิมนต์บ้าง หรือไปธุระบ้าง จิปาถะ

      เพราะเหตุที่มีการสอนหนังสือ แต่ที่วัดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ลูกศิษย์ลูกหาที่เรียนจึงมีแต่ผู้ชายทั้งสิ้น

      ส่วนเด็กผู้หญิง ไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ได้แต่อยู่บ้านช่วยงานพ่อแม่เลี้ยงน้องหุงข้าว หาอาหารไปตามประเพณี

      ส่วนเครื่องอุปกรณ์ในการเรียน ในสมัยโบราณ ก็มีกระดานดำดินสอขาว กับไม้บรรทัด

พระสอนหนังสือในอดีต
พระสงฆ์สอนหนังสือลูกศิษย์ที่กุฏิ เมื่อสมัย ที่ไม่มีโรงเรียน

      กระดานดำ เป็นกระดานทำด้วยไม้ กว้างคืบกว่า ยาว 2 ศอกกว่า หนา 2 กระเบียดกว่า ด้านหน้าที่ใช้เขียน ไสกบจนเกลี้ยงแล้วทาด้วยเขม่าหม้อหุงต้มกับน้ำข้าวหรือข้าวสุก ดินสอหินที่ใช้เขียนกับกระดานดำดังกล่าวเป็นดินสีขาว กับสีเหลืองมาจากเมืองกาญจนบุรี  ไม้บรรทัดทำด้วยไม้ยาวขนาดกระดานดำ

      หนังสืออ่านมี 5 เล่ม คือประถม ก.กา  สุบินทกุมาร  ประถมมาลา  ประถมจินดามณี เล่ม 1 ประถมจินดามณีเล่ม 2

      นอกจากนี้ ก็ยังมีหนังสือที่ใช้อ่านเล่นให้แตกฉาน  อีกลายเล่ม อาทิ เสือโค  จันทรโครพ  อนิรุท  สมุทรโฆษ  เพชรมงกุฏ  สังข์ทอง  กากี  พระยาฉัททันต์  สวัสดิรักษา และพระปรมัตถ์  เป็นต้น

      พออ่านออกเขียนได้คล่องแคล่ว ก็หัดให้ทำเลข  ใช้กระดานชนวน เขียนด้วยดินสอพอง  กระดานชนวน  ดัลกล่าวเป็นกระดานไม้ทาขี้รักผสมบุก  คือขี้เถาจากใบตองแห้งหรือขี้เถ้าผ้า  ส่วนดินสอพองที่ใช้เขียน  เป็นดินสองพองละลายน้ำพอหมาด แล้วเอามาปั้นเป็นแท่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ

      นี่เป็นการเรียนหนังสือในชั้นแรก ๆ  ส่วนชั้นสูงขึ้นมา ก็ใช้สมุดไทย  ปากกาหมึก เป็นอุปกรณ์ในการเรียน  สมุดไทย เป็นสมุดที่ทำจากกระดาษข่อย  ซึ่งไทยเราใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณหลายร้อยปีมาแล้ว ปากกาทำจากไม้ไผ่เหลาให้กลม คล้านดินสอ หรือขนเม่น แล้วผ่าปลายให้เป็นง่ามประกบกัน  ทำรางให้หมึกไหล  บางทีก็ใช้หางแมงดาทะเล หรือขนนกและขนไก่มาผ่าทำปากกาก็มี

      หมึกใช้หมึกสีดำ แบบเดียวกับหมึกเจ๊กใช้เขียนหวย 

      การเรียนหนังสือดังกล่าวมานี้ เป็นการเรียนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น  เมื่ออ่านออกเขียนได้แล้ว ก็เลิกเรียน พระอาจารย์ก็เลิกสอน ส่วนผู้ที่จะเรียนให้สูงขึ้นไปอีก ก็เรียนบาลีและการจารพระธรรม  เป็นต้น

      การศึกษาของเมืองไทย เป็นมาอย่างนี้ ตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่งรัชกาลที่ 4  ครั้นถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเห็นว่า ประเทศสยาม จะเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศได้ทางหนึ่ง ก็ด้วยการให้การศึกษาแก่ราษฎรโดยทั่วไป

      ด้วยเหตุนี้  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนขึ้น ในพระบรมมหาราชวังเป็นแห่งแรก  เพื่อเป็นตัวอย่าง เมื่อ พ.ศ. 2414  หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้ 4 ปี โดยโปรดให้มี ประกาศชักชวน พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ให้ส่งบุตรหลานเข้าเล่าเรียน มีสำเนาความตามประกาศดังนี้

ประกาศเรื่องโรงเรียน

      มีพระบรมราชโองการ  มานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศแก่หม่อมเจ้า หม่่อมราชวงศ์ แลข้าราชการผู้หใญ่ผู้น้อย ซึ่งได้นบุตรทูลเกล้าฯ ถวายให้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ ในกรมมหาดเล็กบ้าง ในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์บ้าง  มีเป็นอันมาก

      ทรงพระราชดำริว่า บุตรหลานของท่านทั้งปวง  บรรดาที่เข้ารับราชการ ฉลองพระเดชพระคุณอยู่นั้น  แต่ล้วนเป็นผู้มีชาติมีตระกูล ควรจะรับราชการ เบื้องหน้าต่อไป  แต่ยังไม่รู้หนังสือไทย แลขนบธรรมเนียมราชการอยู่โดยมาก ที่รูอยู่บ้าง แต่ยังใช้อักษรเอก โท แลตัวสะกดผิด ๆ  ไม่ถูกต้องตามแบอย่าง ก็มีอยู่มาก

     และการรู้หนังสือนี้ ก็เป็นคุณสำคัญข้อใหญ่  เป็นเหตุจะให้ได้รู้วิชา แลขนบธรรมเนียมต่าง ๆ  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโรงสอนขึ้นไว้ที่ในพระบรมมหาราชวัง แช้วจัดคนในกรมพระอาลักษณ์ ตั้งให้เป็นขุนนางพนักงาน สำหรับเป็นครูสอนหนังสือไทย  สอนคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ  พระราชทานเงินเดือนครูสอนให้ สมควรพอใช้สอย  ส่วนผู้ที่เรียนหนังสือนั้น ก็จะพระราชทานเสื้อผ้านุ่งห่ม กับเบี้ยเลี้ยงกลางวันเวลาหนึ่งทุกวัน ครูสอนนั้น จะให้สอนโดยอาการเรียบร้อย ไม่ให้ด่าตีหยาบคาย

     อนึ่ง บุตรหลานของข้าราชการ ซึ่งยังไม่ได้นำมาทูลเกล้าฯ ถวายนั้นก็ดี ถ้าจะสมัครเข้ามาฝึกหัดเรียนหนังสือไทย ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับไว้ ฝึกหัดเล่าเรียน เพื่อจะให้รู้หนังสือ รู้จักคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการให้ชัดเจน จะได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไป

     ถ้าท่านทั้งหลาย ทั้งปวง  ได้ทราบหมายประกาศนี้แล้ว  จงมีใจยินดี หมั่นตักเตือนบุตรหลานของท่านทั้งปวง ให้เข้ามาฝึกหัดหนังสือไทย ถ้าเล่าเรียน ได้ชำนาญในการหนังสือแล้ว ความดีความเจริญ ก็จะมีแก่บุตรหลานของท่านทั้งปวง ไปสิ้นกาลนาน

     ประกาศมา  ณ วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย  แรม 3 ค่ำ ปีมะแม ตรีศก ศักราช 1233 (พ.ศ. 2414)

     โรงเรียนที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ตั้งขึ้นดังกล่าว เป็นโรงเรียนหลวง หรือโรงสกูล (school) หลวงโรงแรกของเมืองไทย ตัวโรงเรียน ่ตั้งอยู่ข้างโรงละครเก่าในสนามต่อพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้านตะวันตก และโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวง  ใช้สำหรับสอนภาษาอังกฤษ  สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และหม่อมเจ้าต่างกรม ที่ได้ทรงเล่าเรียนภาษาไทยมาแล้ว ขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง โรงเรียนนี้ตัองอยู่ที่ตึกสองชั้น ข้างประตูพิมานไชยศรี ด้านตะวันออก

     สำหรับโรงเรียนหลวงโรงแรก มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ตั้งแต่ครั้งยังเป็น หลวงสารประเสริฐ ปลัดกรมพระอาลักษณ์ เป็นอาจารย์ใหญ่ ส่วนโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษ มีนายฟรานซิส  ยอร์ชแปเตอร์สัน ชาวอังกฤษ เป็นครูสอน

     เนื่องจาก โรงเรียนหลวงทั้งสองอยู่ในบริเวณกรมทหารมหาดเล็ก ค่าใช้จ่ายต่าง สำหรับโรงเรียน จึงขึ้นอยู่กับกรมทหารมหาดเล็ก

     ครั้นถึง พ.ศ. 2419 นายฟรานซิส  ยอร์ชแปเตอร์สัน ครูสอนภาษาอังกฤษ ลากลับยุโรป โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ จึงต้องเลิกไป จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2422  จึงโปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขึ้นใหม่ ที่พระราชวังนันทอุทยาน และโปรดฯ ให้ดอกเตอร์แมกฟาแลนด์ ชาวอเมริกัน เป็นอาจารย์ใหญ่

     ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2424 โปรดฯ ให้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ เมื่อทรงดำรงพระยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ราชองค์รักษ์ ผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก ทรงตั้งโรงเรียนสำหรับฝึกสอนผู้ที่จะเป็นนายสิบ นายร้อย ในกรมทหารมหาดเล็ก ขึ้นอีกโรงหนึ่ง

     ครั้นเมื่อจำนวนนักเรียน มีมากขึ้น ห้องเรียนในกรมทหารมหาดเล็กไม่พอ จึงโปรดพระราชทาน พระตำหนักเดิม ที่สวนกุหลาบ ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ในพระบรมมหาราชวัง ให้ตั้งเป็นโรงเรียน นายทหารมหาดเล็ก เมื่อ พ.ศ. 2425

     ในปลาย พ.ศ. 2425  โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนทำแผนที่ขึ้น ในกรมทหารมหาดเล็ก อีกโรงหนึ่ง โดยโปรดฯ ให้นายแมค ช่างแผนที่ ในกรมพระกลาโหม ย้ายมาเป็นครู  ปรากฏว่า ได้ทำการคัดเลือกเด็กนักเรียน มาเรียนวิชาทำแผนที่โดยเฉพาะ จำนวน 30 คน

     เนื่องจากในขณะนั้น มีพระเจ้าลูกเธอ เจริญพระชันษา สมควรที่จะทรงเล่าเรียน วิชาสูงขึ้นหลายพระองด์  จึงโปรดฯ ให้เสด็จออกมาทรงเล่าเรียน ที่โรงเรียนทหารมหาดเล็ก  พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ได้ทรงจัดให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์หญิง ทรงเล่า่เรียนหนังสือไทย ที่ตึกข้างประตูพิมานไชยศรี ด้านตะวันตก  โดยให้ครู ในโรงเรียน พระยาศรีสุนทรโวหาร มาสอนเป็นเวลา  ส่วนพระเจ้าลูกเธอ พระองค์ชาย ทรงให้เล่าเรียนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเดิม

     นอกจากที่กล่าวมาแล้ว  ยังมีที่เล่าเรียนในพระบรมมหาราชวัง คือการบอกพระปริยัติธรรมพระภิกษุสามเณร ที่เก๋งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อีกแห่งหนึ่งด้วย

      ครั้นเมื่อตั้งโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ที่พระตำหนังสวนกุหลาบ มาได้ ประมาณ 1 ปี  ปรากฏว่า มีเจ้านาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนมากขึ้น จนจำนวนนักเรียนมาก เกินอัตราที่ต้องการ จึงเกิดมีปัญหาขึ้น เพราะนักเรียนในสมัยนั้น มีเงินเดือนและเครื่องแต่งตัวให้ด้วย แต่เมื่อนำความกราบบังคมทูล ขอเรียนพระราชปฏิบัติ  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งว่า

     "การเล่าเรียน เป็นการสำคัญของบ้านเมืองอย่างหนึ่ง เมื่อความนิยม เริ่มเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ที่จะสกัดกั้นเสียด้วยหวังแต่ประโยชน์ของกรมทหารมหาดเล็ก กรมเดียวเท่านั้น หาควรไม่ ในกระทรวงราชการต่าง ๆ  ก็ต้องการคนที่ได้เล่าเรียน วิชาความรู้ เข้ารับตำแหน่งราชการอยู่เป็นอันมากเหมือนกัน ให้คิดจัดเป็นโรงเรียนชั้นสูง สำหรับพระราชวงศ์ และผู้ที่จะเป็นข้าราชการ ให้เป็นประโยชน์กว้างขวาง สำหรับข้าราชการบ้านเมืองทั่วไปเถิด"

    พร้อมกันนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้พระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้ขยายโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ให้กว้างออกไป ซึ่งแต่เดิม โรงเรียนพระตำหนักสวนกุุหลาบ มีพระตำหนักเป็นสถานที่เรียน เพียง 4 หลังเท่านั้น  ก็โปรดฯ ให้สร้างตึกยาวออกไปอีก แล้วโปรดฯ ให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าชาย 4 พระองค์ ซึ่งทรงเรียนอยู่ที่โรงเรียนหนึ่ง เสด็จไปเรียน ที่โรงเรียน พระตำหนักสวนกหลาบด้วย

     นับตั้งแต่นั้น  โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ก็กลายเป็นโรงเรียพลเรือน สอนนักเรียนสำหรับเป็นข้าราชการโดยเฉพาะ

     สำหรับ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบนี้ แรกเริ่มสอนด้วย หนังสือแบบหลวง 6 เล่ม ซึ่งพระศรีสุนทรโวหาร (น้อย) เป็นผู้แต่ง มีหนังสือ มูลบทบรรพกิจ  วาหนิตินิกร อักษรประโยค  สังโยคพิธาน  ไวพจน์พิจารณ์  และพิศาลการันต์

     ถ้านักเรียนเรียนหนังสือ  6  เล่ม  นี้  จนหมดก็นับได้ว่า เรียนจบหลักสูตรชั้นต้นแล้ว

     แต่ที่ปรากกว่า นักเรียนรุ่นแรก พอเรียนหนังสือได้เพียง  3  เล่ม เท่านั้น ก็ออกจากโรงเรียนไปเป็นเสมียนตามกระทรวงต่าง ๆ  เป็นส่วนมาก  เพราะกระทรวงต่าง ๆ  กำลังต้องการเสมียน พอนักเรียนอ่านออกเขียนได้ ก็สมัครเป็นเสมียนได้ง่าย ๆ  ซึ่งต่างกับเดี๋ยวนี้ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ขนาดจบปริญญา บางคนยังหางานทำไม่ได้

     ครั้นถึง พ.ศ. 2427  โปรดฯ ให้มีการไล่หนังสือไทย (คือการสอบไล่) ประโยค 1 ขึ้น  โดยทรงตั้งข้าหลวงเป็นผู้ตัดสิน  5  ท่าน แต่ปรากฏว่า มีนักเรียนสอบได้ ประโยค 1 นี้ เพียง 3 คนเท่านั้น คือ

  • หม่อมราชวงศ์ สำเริง
  • หม่อมราชวงศ์  ฉอ้อน
  • หม่อมราชวงศ์ เปีย (เจ้าพระยา พระเสด็จฯ  มาลากุล  ณ อยุธยา

     และพอถึง พ.ศ. 2428  โปรดฯ ให้ตั้งประโยค 2 เพิ่มขึ้น เป็นประโยคสุดท้าย สำหรับรับนักเรียนที่สอบได้ประโยคหนึ่งเข้ารับราชการ

     สำหรับประโยค 2 นี้ มีวิชาที่สอบอยู่ 8 อย่าง คือ

  1. เขียนลายมือหวัด และบรรจง
  2. เขียนหนังสือ  ใช้ตัววางวรรคถูกตามใจความโดยไม่ต้องดูแบบ
  3. ทานหนังสือ ที่ผิดคัดจากลายมือหวัด
  4. คัดสำเนาความและย่อความ
  5. แต่งจดหมาย
  6. แต่งแก้กระทูความร้อยแก้ว
  7. วิชาเลข
  8. ทำบัญชี

    เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้จัดตั้งโรงเรียน พระตำหนักสวนกุหลาบแล้ว พระองค์ทรงพระราชปรารภว่า ควรจะจัดตั้ง โรงเรียนให้แพร่หลาย เป็นประโยชน์แก่ราษฎรด้วย

     พระองค์จึงโปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร จัดตั้งโรงเรียนหลวง ให้แก่ราษฎรเล่าเรียนขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2427  ปรากฏว่า โรงเรียนหลวง สำหรับให้ราษฎรเล่าเรียนเป็นโรงแรก ตั้งขึ้นที่วัดมหรรณพาราม การที่ให้โรงเีรียน ตั้งอยู่ในวัด ก็เพราะอาศัยที่วัดศาลาวัด ทำการสอนหนังสือ โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อที่ และก่อสร้างอาคารเรียน ให้เป็นการสิ้นเปลือง งบประมาณแผ่นดิน

 

อ่านต่อด้านบนขวา

           
  อีกประการหนึ่ง  ประเพณีไทยเรา ชอบส่งลูกหลานไปเป็นลูกศิษย์พระที่วัด การตั้งโรงเรียนในวัด จึงเป็นการปลูกฝังให้ราษฎรส่งบุตรหลานของตน เข้ามาเรียนหนังสือ โดยไม่มีความรังเกียจโรงเรียน
     พอตั้งโรงเรียนขึ้นดังกล่าว ราษฎร ก็พากันเข้าใจผิด เล่าลือว่า การที่โปรดฯ ให้ตั้งโรงเรียนขึ้น ก็เพื่อเก็บเด็ก เอาไปเป็นทหาร

     พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงประกาศ ชี้แจงให้ราษฎรเข้าใจ มีความตอนหนึ่งว่า

     "...ที่พูดเล่าลืออย่างนี้ เป็นการไม่จริง ห้ามอย่าให้ผู้ใด พลอยตื่นเต้น เชื่อฟังคำเล่าลือนี้ เป็นอันขาด  คนที่ควรจะชักเป็นทหาร ก็มีอยู่พวกหนึ่ง ต่างหาก ไม่ต้องตั้งโรงเรียนเกลี้ยกล่อมเด็ก มาเป็นทหารเลย

     อนึ่ง เด็กทั้งปวงนี้ ก็แต่ล้วนเป็นบุตรหลานไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินทั้งสิ้นด้วยกัน ถ้าจะเก็บเอามาเป็นทหาร เสียตรง ๆ  นั้น จะไม่ได้หรือ จะต้องตั้งโรงเรียน เกลี้ยกล่่อม ให้ลำบาก และเปลืองพระราชทรัพย์ ด้วยเหตุใด..."

     เมื่อมีประกาศนี้แล้ว  ราษฎรก็หายตื่นตกใจ จึงได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นตามพระอารามต่าง ๆ  ทั้งในกรุง และนอกกรุง ตลอดจนหัวเมืองต่าง ๆ  ตามรายงานของ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ทรงเขียนรายงาน โรงเรียนออฟฟิช กรมทหารมหาดเล็ก ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ  ณ วันจันทร์ เดือนเก้า ขึ้นเจ็ดค่ำ ปีระกา สัปตศก 1247 (พ.ศ. 2428) ถึงจำนวน โรงเรียนที่ตั้งขึ้นสำหรับให้ราษฎร ได้เล่าเรียน ความว่า

     "จำนวนโรงเรียนที่มีอยู่แล้ว ก่อนเดือนเจ็ด 9 แห่ง คือโรงเรียนในพระบรมมหาราชวัง 2 แห่ง โรงเรียน นันทอุทยานแห่งหนึ่ง  โรงเรียนในพระอาราม แขวงกรุงเทพฯ  4 แห่ง  โรงเรียนในพระอาราม แขวงกรุงเ่ก่าแห่ง 1  โรงเรียนในพระอาราม เมืองสมุทรปราการแห่ง 1 ในเดือนเจ็ด ได้ตั้งโรงเรียน ขึ้นอีก 10 แห่ง คือโรงเรียนในพระอาราม แขวงกรุงเทพฯ 7 แห่ง  กรุงเก่า 3 แห่ง  รวมทั้งเก่าใหม่ เป็นโรงเรียน 14 แห่ง"

เด็ก ๆ  กำลังเรียนหนังสือ
เด็ก ๆ  กำลังเรียนหนังสือ ในสมัยก่อน

     ส่วนจำนวนของครูบาอาจารย์ และนักเรียน แต่ละโรงเรียน มีดังนี้

     โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ มีอาจารย์ 7 คน นักเรียนในเดือนเจ็ด มี 122 คน นักเรียนในเดือน 8 มี 130 นักเรียนในเดือน 9 มี 126 คน

     โรงเรียนพระยาศรีสุนทรโวหาร มีอาจารย์ 11 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 85 คน นักเรียนในเดือน 8 มี 93 คน นักเรียนในเดือน 9 มี 116 คน

     โรงเรียนสวน นันทอุทยาน มีอาจารย์ 5 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 80 คน นักเรียนในเดือน 8 มี 79 คน นักเรียน ในเดือน 9 มี 77 คน

   โรงเรียนวัดประยุรวงษาวาศ มีอาจารย์ 3 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 11 คน นักเรียนในเดือน 8 มี 121 คน นักเรียน ในเดือน 9 มี 130 คน

    โรงเรียนวัดเสนาศนาราม มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 55 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 60 คน นักเรียน ในเดือน 9 มี 77 คน

   โรงเรียนวัดมหรรณพาราม มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 54 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 64 คน นักเรียนในเดือน 8 มี 73 คน

    โรงเรียนวัดนิเวน์ธรรมประวัติ มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 46 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 47 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 63 คน

    โรงเรียนวัดกลาง เมืองสมุทรปราการ มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 54 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 55 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 63 คน

  โรงเรียนวัดกระษัตราธิราช มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 35 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 35 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 57 คน

    โรงเรียนวัดศาลาปูน มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 43 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 43 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 57 คน

   โรงเรียนวัดอินทาราม มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 57 คน

    โรงเรียนวัดราชบพิธ มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 42 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 53 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 56 คน

   โรงเรียนวัดพิไชยญาติการาม มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 49 คน นักเรียน ในเดือน 8  มี 55 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 48 คน

   โรงเรียนวัดเทพธิดาราม มีอาจารย์ มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 36 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 43 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 48 คน

    โรงเรียนวัดอรุณราชวราราม มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 34 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 45 คน

    โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 34 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 38 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 44 คน

     โรงเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 35 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 37 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 42 คน

   โรงเรียนวัดมหาพฤฒาราม มีอาจารย์ 2 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 30 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 30 คน นักเรียน ในเดือน8 มี 38 คน

     โรงเรียนวัดราชบูรณ มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 21 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 25 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 32 คน

     โรงเรียนวัดคฤหบดี มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 32 คน

     โรงเรียนวัดทองธรรมชาติ มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 25 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 26 คน นักเรียน ในเดืนอ8 มี 30 คน

   โรงเรียนวัดโปรดเกตุเชษฐาราม มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 26 คน

     โรงเรียนวัดสังเวชวิศยาราม มีอาจารย์ 1 คน นักเรียน ในเดือน 7 มี 24 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 30 คน นักเรียน ในเดือน 8 มี 24 คน

     (ข้อสังเกต : จะมีเดือน 8 สองครั้ง ทีแรก ผู้จัดทำ คิดว่าโรงพิมพ์ พิมพ์ผิด แต่ปรากฏว่า เป็นทุกที่ จึงไม่มั่นใจ ว่าโรงพิมพ์ พิมพ์ผิด หรือเป็นอย่างนั้นจริง ๆ)

     สำหรับโรงเรียนหญิงโรงแรก ที่ได้ตั้งขึ้น คือโรงเรียน สุนันทาลัย (คือโรงเรียนราชินี ปัจจุบัน) เป็นโรงเรียนที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอุทิศต่อ สมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมารีรัตน์ เมื่อ พ.ศ. 2423 แล้วโปรดฯ ให้ย้ายโรงเรียนนันทอุทยาน ซึ่งสอนภาษาอังกฤษ มาตั้งที่โรงเรียนสุนันทาลัย เมื่อ พ.ศ. 2429 แต่โรงเรียน สุนันทาลัยนี้ เมื่อแรกตั้งใหม่ ๆ  เป็นเพียงโรงเรียน กินนอนเท่านั้น

   ครั้นถึง พ.ศ. 2440 สมเด็จพระบรมราชินีนารถ ได้ทรง พระราชศรัทธาให้ตั้งโรงเรียนในพระองค์ขึ้นโรงหนึ่ง ชื่อโรงเรียนเสาวภา อยู่ข้างโรงเรียนราชินีเดี๋ยวนี้ แต่ก็เป็นโรงเรียนกินนอน เช่นกัน

     ส่วนโรงเรียนหญิง ที่อสนหนังสือเวลากลางวัน โดยเฉพาะ ได้แก่โรงเรียนบำรุงสัตรีวิชา ซึ่งเป็นโรงเรียน ที่รัฐบาลได้สร้างขึ้น  จึงนับว่าเป็นโรงเรียนหญิงโรงแรก ที่สอนในเวลากลางวัน

     ครั้นทรงตั้งโรงเรียนราชินีแล้ว ก็ได้โปรดฯ ให้ย้าย โรงเรียนเสาวภา มารวมกับโรงเรียนสัตรีบำรุง เป็นโรงเรียนเสาวภาในเวลานี้

     สำหรับโรงเรียนฝรั่งโรงแรก ๆ  ก็ได้แก่ โรงเรียน อัสสัมชัญ เป็นต้น โรงเรียนนี้ ได้ตั้งขึ้น เมื่อต้น ๆ  รัชกาลที่ 5 นี่เอง

     ปัจจุบัน การศึกษาในประเทศไทย ได้เป็นไปอย่าง กว้างขวาง และก้าวหน้าพอสมควร

 

โรงเรียนอัสสัมชัญ ในอดีต
โรงเรียนอัสสัมชัญในอดีต ซึ่งเป็นโรงเรียน ของชาวยุโรปแห่งแรกของประเทศไทย

 

ดูเพิ่มเติม คลิก>>>

 

ที่มา : กรุงเทพฯ ในอดีต โดยเทพชู  ทับทอง