Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว, ความรู้ทั่วไป, นานาสาระ
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ
แมงลัก
   
แมงลัก         
 

ชื่อสามัญ  Hair  Basil

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum  basilicum  L.  forma     citratum  Back.

วงศ์ LABIATAE (LAMIACEAE)

     แมงลัก  มีลักษณะทรงต้น ใบ ดอก และผล  คล้ายโหระพา  ต่างกันที่กลิ่น  ใบสีเขียวกว่า  กลีบดอกสีขาว และใบประดับ  สีเขียว

   ผล  มักเรียกว่า  เม็ดแมงลัก  ใช้เป็นยาระบายชนิดเพิ่มกาก  เพราะเปลือกผล  มีสารเมือก  ซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้  45  เท่า  เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหาร ที่มีกาก เช่น ผัก ผลไม้ ใช้ผลแมงลัก 1-2  ช้อนชา  แช่น้ำ  1  แ้ก้ว  จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนนอน  ถ้าผลแมงลัก พองตัวไม่เต็มที่  จะทำให้ท้องอืด  และอุจจาระแข็ง  จากการทดลอง  พบว่า  แมงลัก ทำให้จำนวนครั้งในการถ่าย  และปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น  รวมทั้ง  ทำให้อุจจาระ่อ่อนตัวกว่าปกติ  นอกจากนี้  ใบและทั้งต้นสด มีฤทธิ์ขับลม  เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหย

น้ำถั่วดำ

น้ำถั่วดำบำรุงตับ

  ในบรรดามวลมิตรเมล็ดถั่ว ถั่วดำ เป็นถั่วยอดนิยม ที่นำมาปรุงขนม อยู่เนืองนิตย์

    ไม่เพียงทำขนมอร่อย ถั่วดำยังนำมา ปรุงเป็นยาบำรุงตับได้ด้วย โดยเฉพาะ คนที่ตับทำงานไม่ดี คนที่นอนดึก เป็นประจำ แล้วพบว่า ตื่นขึ้นมา มีผิวพรรณซีดเหลือง ถั่วดำ จะช่วยฟื้นฟู สภาพร่างกายได้

     วิธีการคือ ตอนเย็น ๆ กลับบ้าน ล้างถั่วดำให้สะอาด ต้มกับน้ำ จนเมล็ดถั่วสุกนิ่ม (โดยไม่ต้องเติมน้ำตาล) ตั้งทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งเช้า ต้มอีกทีให้เดือดจัด  กรองเอาแต่น้ำใส่กระติกน้ำร้อน จิบตลอดวัน

    น้ำถั่วดำ จะช่วยบำรุงตับ แก้อาการดีซ่าน บำรุงเลือด และช่วยขจัดสารพิษอีกด้วย

    ส่วนเนื้อถั่วดำอย่าทิ้ง เก็บไว้ทำเป็นไส้ขนมได้หลากชนิด

     ถ้าจะให้ดี ต้องออกกำลังกายก่อน แล้วค่้อยจิบน้ำถั่วดำ จะดีที่สุด

 

 

 


 สมุนไพรสลายไขมัน
 ไขมัน
     โรคอ้วน  เป็นโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลระหว่าง การได้รับพลังงานและการใช้พลังงาน  ซึ่งก็มีสาเหตุต่าง ๆ  กันออกไป  เช่น  กรรมพันธุ์ฺ  การเผาพลาญพลังงาน  และระบบต่อมไร้ท่อผิดปกติ  หรืออาจจะเกิดจากการรับประทานมาก จนเกินไป

ไขมัน   คนที่ลองใช้สารพัดวิธีในการลดความอ้วนแล้ว  ไม่ได้ผล  ลองหันมาใช้สมุนไพรต่าง ๆ  ที่จะแนะนำควบคู่กันไป  อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก  สำหรับคนอ้วยที่ต้องการเอาชนะความอ้วนก็ได้

     

     ชาเขียว  ได้มีการทดลองนำเอาสารสกัดชาเขียว  ซึ่งมชาเขียวี catechin  อยู่  25%  โดยทดลองในหลอดทดลอง  พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้ง  gastric และ  pancreatic  lipase  และ  กระตุ้นการสร้างความร้อนในร่างกาย (Thermogenesis)  นักวิจัยจึงนำสารสกัดชาเขียว  มาทดลองกับผู้ที่เป็นโรคอ้วนไม่มากนัก (moderate  obes  patient)  โดยทดลองกับชายอายุ  18  ปีขึ้นไป  โดยให้รับประทานสารสกัด  วันละ  2  ครั้ง เช้า  กลางวัน  ครั้งละ  2  แคปซูล  (รวมแล้วได้  catechin  375 มก./วัน)  พบว่าหลังจาก  3  เดือน  น้ำหนักลดลง  4.0%  และรอบเอวลดลง  4.48%  ซึ่งเป็นการสนับสนุนได้ว่า  สารสกัดชาเขียวมีผลลดความอ้วนได้  โดยออกฤทธิ์ยับยั้ง  lipase  และกระตุ้นการเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย

ชาเขียว

พริกไทย

   พริกไทย  สารสำคัญที่คาดว่าช่วยลดน้ำหนักคือ  อัลคาลอยด์ piperine  ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ที่ทำให้มีรสชาดเผ็ดร้อน  ปกติพริกไทยใช้เป็นเครื่องเทศ  แต่ใช้ในปริมาณน้อย  ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร  อาจเพราะมีสารกลุ่ม  โมโนเทอร์ปีนและเซคลิเทอร์ปีน  ซึ่งเป็นสารที่ให้กลิ่นเฉพาะของพริกไทย

 

บุกบุก

     บุก  มีสารสำคัญที่ช่วยลดน้ำหนัก  คือ  คาร์โบไฮเดรต (หรือ Dietary  fiber)  มีชื่อเรียกว่า  กลูโคแมนแน  แต่บุกมีผลึก  คัลเซียมออกซาเลตอยู่มาก  ต้องกำจัด  ด้วยการต้มน้ำหลาย ๆ  ครั้งนำมาปรุงเป็นอาหาร

ส้มแขก   

    ส้มแขก  ทางภาคใต้ใช้แต่งรสเปรี้ยวในอาหาร  สารสำคัญที่คาดว่า  สามารถลดความอ้วนของส้มแขก  คือ  HCA (Hydroxy  Citric  Acid)  สรรพคุณแผนโบราณ  ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ  และขับปัสสาวะ

ส้มแขก

 

 

     ลองผสมผสานหลาย ๆ  วิธีให้เหมาะกับตัวคุณ  อย่าเพิ่มท้อ...หากคุณตั้งใจจริง  ความสำเร็จที่จะใส่กางเกงเอวต่ำ  โชว์พุงแบนราบที่กำลังนิยมกัน  รออยู่ข้างหน้า  แต่โชว์มาก...ระวังจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณนะครับ  จะหาว่าไม่เตือน...

 


ที่มา :  เคล็ดลับสมุนไพร  ฉบับเดือนเมษายน  2551

4  ตัวการ ทำคนผอมลงพุง      

  2.  อาหารลดน้ำหนัก  คนที่กินอาการลดน้ำหนัก จำพวกไขมันต่ำทั้งหลาย มักเข้าใจว่า กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ทั้งที่ในความเป็นจริง อาหารประเภทนี้ ก็มีพลังงานเช่นเดียวกัน  ทางที่ดีควรกินอาหารประเภทนี้ แต่พอดี และหันมาทานผักผลไม้ให้มากขึ้น

3.  นิสัยรีบกินรีบเคี้ยว  การเคี้ยวอาหารเร็ว ๆ ทำให้รู้สึกอิ่มช้าและแน่นท้อง ที่สำคัญคือ ทำให้ มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยไ้ด้  ทางที่ดีจึงควร เคี้ยวอาหารช้า ๆ เพื่อให้ประสาทรับรู้ค่อย ๆ  รู้สึกอิ่ม และช่วยให้กระเพาะย่อยง่าย

   4. สารพิษในร่างกาย กาเฟอีน แอลกอฮอล์ และนิโคติน สามสหายศัตรูของระบบเผาผลาญ อาหาร ของร่างกาย ทำให้ร่างกายบวมน้ำ แถมยังก่อให้เกิดเซลลูไลด์อีกด้วย

     หลีกเลี่ยงสาเหตุข้าต้นทั้ง 4 ข้อ ควบคู่กับการออกกำลังกายแล้ว  รับรองว่า เจ้าพุง กะทิน้อย ๆ  โบกมือลาแน่นอน

   ปัญหาลงพุง ใช่แต่จะพบได้ในคนอ้วนเท่านั้น

     เพราะขนาดสาว ๆ ที่ว่าขยับออกกำลังกาย และควบคุมอาหารเป็นอย่างดีแล้ว  ยังบ่นกันเป็นแถว ว่า ทำอย่างไร เจ้าพุงกะทิ ก็ไม่หายไปสักที

    สาเหตุอาจจะไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหาร มากเกินไปเพียงอย่างเดียว  หากแต่ เกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง ที่เป็นต้นตอของการลงพุง  ซึ่งมีด้วยกัน 4 สาเหตุ ต่อไปนี้

     1.  การแพ้อาหาร  บางครั้งอาการท้องบวม อาจเกิดจากการระคายเคือง หรือการติดเชื้อของระบบ ย่อยอาหารในช่องท้อง  หากหน้าท้องบวมขึ้น หลังกินอาหารบางชนิด  ให้สันนิษฐานว่า น่าจะแพ้อาหาร ชนิดนั้นเข้าให้แล้ว  ซึ่งอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และบวมมาก คือ แป้งและนม  หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิด ที่ทำให้บวมน้ำ ได้ด้วย

    

 

 

 

 


 ต้มข่าเห็ดกุ้ง

ต้มข่าเห็ดกุง

ส่วนผสม

กุ้งสด 10  ตัว
น้ำเต้าหู้ 1  ถ้วย
ข่าอ่อนหั่นเป็นแว่น ๆ 5-6  แว่น
หอมแดงทุบ 3  หัว
ใบมะกูดฉีก 3  ใบ
เห็ดฟางผ่าซีก 1  ถ้วย
เกลือป่น 1/2  ช้อนชา
น้ำปลา 2  ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 3  ข้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสวน 5  เม็ด
ผักชีสำหรับโรยหน้า (ตามชอบ)
น้ำซุปผัก 2  ถ้วย

วิธีทำ

     1.  ต้มน้ำซุปผักจนเดือด  จากนั้นใส่ข่าอ่อน  หอมแดงทุบ  ใบมะกรูดฉีก  พริกขี้หนูสวน (ใส่ทั้งก้านจะมีกลิ่นหอม และไม่เผ็ดมาก) ต้มจนเดือด

     2.  ใส่เห็ด และกุ้งลงไป  ปรุงรสด้วยเกลือป่น  น้ำปลา  น้ำมะนาว  คนให้เข้ากัน

      3.  เติมน้ำเต้าหู้ลงไป คนให้ทั่ว  สักครู่ (ห้ามเคี่ยวนาน)  เมื่อเดือดแล้วปิดไฟ  ตักใส่ถ้วย  โรยหน้าด้วยผักชี  และพริกขี้หนู

หมายเหตุ :  เนื่องจากน้ำเต้าหู้ไม่เหมือนกะทิ  ไม่ว่าจะทำเมนูไหนก็ตาม  ควรใส่ลงไปหลังสุด  และไม่ควรเคี่ยวนานเด็ดขาด  เพราะจะทำให้ข้นจนเป็นก้อน  ทำให้ไม่น่ากิน

ของแถม

     เห็ดฟาง  ให้วิตามินซีในปริมาณที่สูง  และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด  หากกินเป็นประจำจะช่วยลดการติดเชื้อต่าง ๆ  ได้  แต่ก็ไม่ควรกินสด ๆ  เพราะมีสารยับยั้งการดูดซึมอาหาร  นอกจากนี้ยังช่วยในการดูดซึมอาหาร  ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน  โรคเหงือก  และลดอาการผื่นคันต่าง ๆ

 

4 อาหารสลายพุง

    ด้วยวัฒนธรรมการกินที่เปลี่ยนไป ทำให้หนุ่มสาว วัยใส ที่กินไม่ระวัง เริ่มตุ้ยนุ้ยก่อนวันอันควร

     ใครกำลังหนักใจ เรามีอาหาร ที่มีการศึกษาแล้วว่า ช่วยสลายไขมัน โดยเฉพาะไขมันรอบเอวได้ อย่างมีประสิทธิภาพมาฝาก ลองกินตามสูตรนี้ดู

1. อะโวคาโด อุดมไปด้วยสารเบตาไซโตสเตอรอล ซึ่งช่วยในการดูดซึมคอเลสเตอรอล มีเสั้นใยอาหาร ทั้งชนิดที่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยขจัดคอเลสเตอรอล ส่วนเกินออกจากร่างกาย และชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูก ปริมาณที่แนะนำต่อวัน 1/4 ถ้วยตวง

2.  บรอกโคลี เป็นแหล่งแคลเซียม และไม่มีไขมัน ซึ่งนักวิจัยระบุว่า สารอาหารอย่างแคลเซียม ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี ที่จะสะสมไว้เป็นไขมัน ส่วนเกินได้  ปริมาณที่แนะต่อวัน 1 1/2 - 2 ถ้วยตวง

3. ถั่วและเมล็ดพืชต่าง ๆ มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักได้ โดยเฉพาะถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น อัลมอนด์ มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน  เมล็ดฟักทอง  พิสตาซิโอ ปริมาณที่แนะนำต่อวัน :  2 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำมัน เลือกกินน้ำมันที่มีประโยชน์ ช่วยลดน้ำหนักได้ น้ำมันพืชต่าง ๆ เช่น  น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน  น้ำมันดอกคำฝอย  น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน

อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำนะครับ..!