Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 

สุรา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สุรา (อังกฤษ: liquor หรือ spirit) หมายถึง น้ำเมา ที่ได้จากการกลั่นสารบางประเภท อาทิ เอทิลแอลกอฮอล์ และเมรัย คือ นํ้าเมาที่เกิดจากการหมัก หรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท เมื่อดื่มแล้วสารนั้น จะออกฤทธิ์ กดระบบประสาทส่วนกลาง หากดื่มไม่มากอาจรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากสารกดจิตใต้สำนึก ที่คอยควบคุมตนเอง ทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้น ก็จะกดสมองบริเวณอื่น ๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุด คู่กับ "เมรัย" อันเป็นเครื่องดื่ม ที่มีฤทธิ์อย่างเดียวกัน แต่ผลิตจากการหมัก หรือแช่ให้เกิดสารบางประเภท ทั้งสุราและเมรัย เรียกโดยภาษาปากว่า "เหล้า"

ประเทศต่าง ๆ ได้วางกฎเกณฑ์สำหรับการผลิต การขาย และการบริโภคเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่กำหนดอายุขั้นต่ำ สำหรับผู้ที่สามารถบริโภค ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีสำหรับประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรียและสวิสเซอร์แลนด์, ไม่ต่ำกว่า 18 ปีในประเทศไทย หรือไม่ต่ำกว่า 21 ปีในสหรัฐอเมริกา

 

ร้านขายเหล้าต่างประเทศ ยุคแรกของไทย

     การนำสุราต่างประเทศเข้ามาจัดจำหน่ายในเมืองไทยนั้น คงมีมานานแล้ว น่าจะนับได้ตั้งแต่เมื่อประเทศไทย มีการติดต่อการค้ากับฝรั่งชาติยุโรป โดยในเอกสารของสังฆราช ปาลเลกัวซ์ ที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 ขณะที่ท่านสังฆราช เดินทางกลับไปยังประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะเดินทางมาที่เมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้มีบันทึกข้อมูล เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ  จากนานาประเทศ ของประเทศไทย ตอนหนึ่งความว่า

     "ในช่วงนั้นมีสินค้าขาเข้า คือ ผ้านุ่ง ผ้าฝ้าย เครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้อง เครื่องลายคราม เครื่องเหล็กจากยุโรป ปืนใหญ่ ปืนยาว ผ้าแดงและเขียว เครื่องมืด ผ้าลาย ผ้าขนสัตว์ สีแดงและเขียว ฯลฯ แท่งเหล็กกล้า หัวน้ำมันจันทน์ กระแจะคราม ฝิ่น แพรจากเมืองจีน ใบชา แป้งสาลี สบู่ กระเช้า แว่นตา กระจก ลูกตะกั่ว อบเชย เส้นฝ้ายสีแดง ร่มกันฝน ร่มกันแดด ดินปืน ทองแดงแผ่นบุท้องเรือ ตาปู เหล็กวิลาศ สี ผ้าใบ ผ้ากำมะหยี่ ลวดดอกไม้ไหว ทองและเงิน ดาบปลายปืน สังกะสี เบียร์ เหล้าองุ่น เหล้าบรั่นดี เหล้ารัม เหล้ายิน สารส้ม กานพลู การบูร"

     อันเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าสุรา ต่างประเทศอย่างเป็นกิจลักษณะ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากที่ ประเทศไทยติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 5 นั้น ประเทศไทย ได้เิ่ริ่มมีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวยุโรปเข้ามารับราชการในประเทศไทยกันบ้างแล้ว ซึ่งฝรั่งต่างชาติเหล่านี้ ก็ย่อมนิยมที่จะซื้อหาอาหารการกินตามวัฒนธรรม ที่ตนคุ้นเคย อาหารต่างประเทศจำนวนหนึ่ง จึงถูกสั่งเข้ามาเพื่อขาย ให้กวับฝรั่งชาติเหล่านี้ด้วยส่วนหนึ่ง

     อีกส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์ ในรัลกาลที่ 5 รวมถึงลูกหลานขุนนาง จำนวนวนหนึ่ง สำเร็จการศึกษา มาจากต่างประเทศ จึงซึมซับเอาวัฒนธรรมการกินการอยู่ ของชาติตะวันตกเข้ามาปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง ตามสมควร เพื่อเป็นการ "ออกสังคม" และสังสรรค์ในกลุ่มชนชั้นเดียวกัน จึงทำให้เริ่มมีร้านจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดถนนสายใหม่ ๆ  มีการก่อสร้างอาคารทรงยุโรป ตั้งอยู่สองฟากถนน ร้านขายสินค้าจากต่างประเทศจึงกระจายโดยทั่วไป และมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งคนทั่วไปมักเรียกอาคารหรือตึกแถวทรงยุโรป เหล่านี้ว่า "ห้าง" ที่รู้จักกันดีก็เช่น ห้างแบดแมน เป็นต้น

     เทพชู  ทับทอง ได้เล่าถึงร้านค้าของชาวต่างประเทศที่ตั้งอยู่ตามถนน สายใหม่ ๆ  นี้ว่า "สำหรับห้างร้านค้าขายใหญ่ ๆ  ที่สำคัญก็มี ห้างหลุย ตี เลียว โนเวนส์ ห้างโอเรียลเต็ล  อยู่ในตรอกโอเรียลเต็ล  โฮเต็ล  ขายอาหารกระป๋องนมเนย  เหล้าบุหรี่  เครื่องเขียน เครื่องใช้ในการเดินทาง เครื่องแก้ว  และเครื่องหุงต้ม เป็นร้านแบบ สรรพสินค้า"

     นอกจากร้านจำหน่ายสุราที่เป็นของชาวต่างประเทศแล้ว ร้านจำหน่าย สุราที่แพร่หลายอีกจำพวกหนึ่งก็ได้แก่ ร้านจำหน่ายสุราของชาวจีน ขุนวิจิตรมาตราได้เขียนถึงคนจีนที่เข้ามาค้าขายในสยาม โดยเฉพาะจำหน่ายสุราว่า "ของที่จีนเคยพายเรือเร่ขายในคลองบางหลวง จำได้ว่าไม่เห็นเร่ขายตามถนน ก็มีข้าวสาร หมู และเหล้า...

 

 

    ส่วนเหล้าก็ตั้งร้านขายตามริมถนนเหมือนกัน ร้านเหล้า จะมีธงแดงติดไว้หน้าร้าน เป็นสัญญาว่าขายเหล้า คนติดสุรางอม พอเห็นธงแดง ก็มักจะอ้วกเสียก่อน เหล้าที่ขายประจำ มักจะเป็นอย่างที่เียกว่า "เหล้าโรง" ใช้กระบอกทองเหลืองตวงเหล้า ใส่ถ้วยแก้วย่อม ๆ  ดูเหมือนกระบอกละเฟื้อง เท่ากับในคลองบางหลวง คนคอเหล้าซื้อเหล้าแล้ว บางคน มือขวาที่จับแก้วเหล้าสั่น จนเหล้าแทบกระฉอกออก ต้องเอามือซ้ายยันกับที่ขายเหล้า เอามือขวาที่ถือแก้วเหล้าไต่มาตามแขนซ้ายเหมือนสะพาน จนกระทั่งปากดื่มได้ ดื่มแล้วก็เอามะยมหรือส้มมะขาม หรือของเปรี้ยวอะไรจิ้มเกลือแกล้มคอนิดหน่อยแล้วเดินตุปัดตุเป๋ ออกจากร้านไปอย่างครึ้มใจ ส่วนที่พายเรือขายเร่ ในคลองบางหลวง ดูเหมือนจะไม่มีธงแดงปัก มีแต่เสียงร้อง "จิ๊วโว" หรือไม่ก็ "โว" คำเดียวเป็นรู้กัน  บ้านข้าราชการริมคลอง ไม่กินเหล้าโรงนี้ จะมีก็แต่คนใช้ในบ้าน หรือบ้านเล็กเรือนน้อย ซึ่งมีประปราย ได้ยินเสียง "โว" ก็เป็นรู้กันว่าเรือเจ๊กมาแล้ว เรียกเข้าไปกินที่หัวสะพานน้ำนั้นเอง"

     อาจจะกล่าวได้ว่าในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 นั้น ประเทศสยามได้มีการนำเข้าสุราต่างประเทศ จำนวนมาก โดยมีการบันทึกไว้ในสถิติสินค้าขาเข้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 - 2474 แจ้งว่า ได้มีการนำเข้าเบียร์และเหล้าฝรั่งต่าง ๆ  เป็นมูลค่า ถึงปีละ 3 ล้านกว่าบาท แต่หลังจากปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ก็ลดลงถึง 1 ใน 3 คือเหลือเพียงปีละ 1 ล้านบาทเท่านั้น

     ส่วนในปีปัจจุบันนั้น ประเทศไทย น่าจะมีทั้งการนำเข้าเบียร์ และสุราจากต่างประเทศ  และส่งออกเบียร์และสุรา ที่ผลิตในประเทศไทยไปยังต่างประเทศ ซึ่งเฉพาะการนำเข้านั้น คงเพิ่มขึ้นกว่าในยุีึคแรกหลายเท่าทวีคูร แต่จะเป็นเท่าไรนั้น ไม่กล้าจะค้นคว้ามาชี้แจงแสดงผลได้ เพราะเดี๋ยวจะเข้าข่าย เป็นการโฆษณา

ร้านขายเหล้าฝรั่งในไทย
ร้านขายเหล้าจีนในไทย

(บน) ร้านขายเหล้าฝรั่ง
(ล่าง) ร้านขายเหล้าจีน