Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

    

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทย ชื่อเดิมว่า "ก้อน หุตะสิงห์" เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2427 ที่จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของนายฮวด กับนางแก้ว หุตะสิงห์ ท่านถึงอสัญกรรม ณ ปีนัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2491 รวมอายุได้ 64 ปีเศษ

การศึกษา

  • วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)
  • โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  • โรงเรียนอัสสัมชัญ
  • โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม (เนติบัณฑิตสยาม)
  • The Middle Temple (เนติบัณฑิต) ประเทศอังกฤษ

ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง

  • สมัยที่ 1 : 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 - 9 ธันวาคม พ.ศ. 2475 (คณะรัฐมนตรี คณะที่ 1)
  • สมัยที่ 2 : 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 - 1 เมษายน พ.ศ. 2476 (คณะรัฐมนตรี คณะที่ 2)
  • สมัยที่ 3 : 1 เมษายน พ.ศ. 2476 - 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 (คณะรัฐมนตรี คณะที่ 3)

ลำดับเหตุการณ์

  • 27-28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีมติแต่งตั้ง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน คณะกรรมการราษฎร ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุด ในการบริหาร เทียบเท่ากับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน
  • 9 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ลาออก
  • 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2476 แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมีพระยา มโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง
  • 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พันเอก [พระยาพหลพลพยุหเสนา] ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

ผลงานที่สำคัญ

  • พ.ศ. 2461 ได้รับความไว้วาง พระราชหฤทัย จาก พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ราชการในพระองค์

ครอบครัว

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา สมรสกับคุณหญิงนิตย์ มโนปกรณ์นิติธาดา ( สกุลเดิม สาณะเสน ) ธิดา พระยาวิสูตรโกษา ( ฟัก สาณะเสน ) มีบุตรเพียงคนเดียวคือ

  • นายตุ้ม หุตะสิงห์

นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย (พระยามโนปกรณ์นิติธาดา)

     ตามธรรมดาของการปฏิวัติรัฐประหาร หลังจากยึดอำนาจ ได้สำเร็จ ผู้ที่ขึ้นครองอำนาจ จะต้องเป็นบุคคลในฝ่ายยึดอำนาจ ไม่มีใครจะเอาบุคคล ในฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจมากุมอำนาจต่อไปอีกแน่

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย

     แต่ในการปฏิวัติยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในวันที่ 24 มิถุนายน  2475 คณะราษฎรผู้ก่อการ กลับไปดึงเอาพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เสนาบดีกระทรวงพระคลัง มหาสมบัติของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เพิ่งถูกโค่นลงไปหยก ๆ  กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรี ทั้งยังนำเอาขุนนางหัวเก่า ที่เคยคัดค้านพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัว ไม่ให้พระราชทานรัฐะรรมนูญแก่ราษฎร = โดยอ้างว่าคนไทยยังไม่พร้อมที่จะรับ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งสำคัญด้วย การเมืองแบบไทย ๆ  จึงต้องล่มตั้งแต่เริ่มออกเรือ และคณะราษฎรเกือบจะต้องหัวขาดกันเป็นแถว

        เหตุผลที่นำพระยามโนฯ มาเป็นนายกฯ ก็เพราะบรรดาผู้นำขอบคณะราษฎร พากัน "เขิน" ไม่กล้าขึ้นเป็นนายกฯ เอง กลับจะถูกหาว่า ยึดอำนาจเพื่อต้องการจะเป็นใหญ่  พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์  พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎรนั้น ประกาศมาตลอดว่า ทหารไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งยังยืนยันว่า ตัวเองเป็นนักรบ รู้แต่เรื่องการทหาร อย่างเดียว  เมื่อยึดอำนาจมาให้แล้ว ก็ขอกลับไปเป็นทหารอย่งเดิม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ปรีดี  พนมยงค์  ด๊อกเตอร์เกียรตินิยมจากปารีส ผู้ปราดเปรื่อง ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ  นอกจากจะเป็นคนต้นคิดในการเปลี่ยนแปลง การปกครองตั้งแต่ยังศึกษาในฝรั่งเศส และชวนใครต่อใครมาร่วม จนทำงานครั้งนี้สำเร็จแล้ว ยังเป็นคนเขียนแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติ ซึ่งมีข้อความ ประณามอำนาจเก่าด้วยถ้อยคำรุนแรง จึงเป็นที่โกรธแค้นของฝ่ายอำนาจเก่า ถ้าขึ้นเป็นนายกฯ เอง ก็จะเป็นการสร้างความแตกแยกในสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น หลวงประดิษฐ์ฯ จึงเป็นผู้เสนอให้เชิญพระยามโนฯ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้น เรียกว่า "ประธานคณะกรรมการราษฎร" ทั้งนี้ เพราะเห็นว่า พระยามโนฯ เป็นคนหัวสมัยใหม่ จบเนติบัณฑิตมาจากอังกฤษ เคยแสดงความคิดเห็นว่า ไม่ชอบระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ นิยมระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษ ทั้งยังเป็นอาจารย์ อยู่ในโรงเรียนกฎหมายร่วมกับหลวงประดิษฐ์ฯ แต่่เป็นผู้ใกล้ชิดกับพระปกเกล้าฯ และพระบรมวงศานุวงศ์  จึงมีภาพพจน์ว่าเป็น "คนกลาง"  น่าจะเป็นผู้สามารถสมานรอยร้าวให้บรรเทาลงได้ ทุกคนก็เห็นชอบกับข้อเสนอ ของหลวงประดิษฐ์ฯ

      ด้วยเหตุนี้ ประวัติศาสตร์ชาติไทย จึงได้บันทึกชื่อ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน  หุตะสิงห์)  เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย

     พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นคนกรุงเทพฯ ได้รับการศึกษาขั้นต้น จากสำนักวัดเลียบ หรือวัดราษฎร์บูรณะ เชิงสะพานพุทธฯ จากนั้น เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบ และไปจบประโยคมัธยมที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าเรียนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม สอบได้เนติบัณฑิตด้วยคะแนนยอดเยี่ยม เมื่อปี พ.ศ. 2446 ในขณะอายุ ได้เพียง 19 ปี ได้รับทุนให้ไปเรียนกฎหมายต่อที่อังกฤษอีก 3 ปี จึงกลับมารับราชการ ในตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ จากนั้น ก็ก้าวหน้าในราชการอย่างรวดเร็ว เป็นอธิบดีศาลฎีกา เป็นองคมนตรี และเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในวันคณะราษฎรเข้ายึดอำนาจ

     พระยามโนฯ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกอย่างไม่นึกไม่ฝัน และได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาในวันรับตำแหน่งอย่างสั้น ๆ  ว่า

     "ข้าพเจ้ารู้สึกมีความยินดี และรู้สึกเป็นเกียรติยศ แต่ก็รู้สึกหนักใจมาก ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยคิดว่าจะได้รับตำแหน่งนี้ แต่มาคิดถึงประโยชน์ของคน 12 ล้านคน ข้าพเจ้า ก็ควรรับตำแหน่งนี้ และจะทำให้ดีที่สุด"

     ในระยะนั้น เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำมาตั้งแต่สงครามโลกครัั้งที่ 1 ไทยเองเงินเกลี้ยงพระคลัง จนต้องดุลข้าราชการเพราะไม่มีเงินจ่าย เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว สภาจึงเร่งให้มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยด่วน และทวงถาม พระยามโนฯ ทุกครั้งที่มีการประชุมสภา ว่าจะใช้ระบบเศรษฐกิจแนวไหน พระยามโนฯ จึงมอบให้หลวงประดิษฐ์ฯ เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจขึ้น

     พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสนพระทัยในเรื่องนี้  จึงรับสั่งให้พระยาพหลฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ เข้าเฝ้า  ถามว่าจะร่างโครงการเศรษฐกิจไปทางไหน มีไอเดียแล้วหรือยัง  ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ ก็กราบทูลว่า จะยึดแนวโซเซียลลิสต์และลิเบอรัล  รวมทั้งวิธีการของสหกรณ์เข้ารวมกัน ซึ่งพระปกเกล้าฯ ทรงสนพระทัยให้ไปร่างมาให้ดู

      หลวงประดิษฐ์ฯ คร่ำเคร่งกับการจัดทำโครงการเศรษฐกิจนี้ จนเสร็จในเดือน กุมภาัพันธ์ต่อมา  ซึ่งนอกจากจะนำขึ้นทูลเกล้าให้ทรงพิจารณาแล้ว ยังได้ยื่นต่อคณะรับฐมนตรีด้วย

      โครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ฉบับนี้ นับเป็นชนวนสำคัญ ที่ืทำให้เกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงระหว่างพระยามโนฯ กับคณะราษฎร พระยามโนฯ เก็บโครงการนี้เข้าลิ้นชัก ไม่ยอมนำเสนอต่อสภา แม้สภาจะทวงถามหลายครั้ง พระยามโนฯ ก็ถ่วงเวลาด้วยการตั้งคณะกรรมขึ้นพิจารณา แม้กรรมการส่วนใหญ่เห็นชอบ กับโครงการเศรษฐกิจฉบับนี้ แต่พระยามโนฯ กลับให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ อย่างรัฐบาลเก่า คือรัฐบาลของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ถูกคณะราษฎรโค่นไป นั่นเอง ทั้งยังขู่ว่า  "หากจะให้ข้าพเจ้าทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าก็ขอลาออก"

      ในตอนที่ประกาศชื่อพระยามโนฯ ขึ้นเป็นนายกฯ นั้น ฝ่ายอำนาจเก่า ที่กำลังท้อแท้ เพราะสิ้นอำนาจ  ก็ตะลึงกันอย่างไม่คาดคิด และกลับมีกำลังใจขึ้นมาอีก เพราะพระยามโนฯ เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ที่มีความใกล้ชิดกับพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งคุณหญิงของพระยามโนฯ ก็เป็นนางสนองพระโอษฐ์= พระนางเจ้ารำไพพรรณีด้วย กลุ่มอำนาจเก่า จึงเข้าหว่านล้อมพระยามโนฯ ประกอบกับ 3 ใน 4 ทหารเสือ ของคณะราษฎร์ คือ พ.อ. พระยาทรงสุรเดช  พ.อ. พระยาฤทธิ์อาคเณย์ และ พ.ท. พระประศาสน์พิทยายุทธ เกิดแตกคอกับคณะราษฎร หันไปให้ความสนับสนุนพระยามโนฯ ทั้งยังดึงพลเรือโท พระยาราชวังสัน ผู้เป็นปฏิปักษ์กับหลวงประดิษฐ์ฯ อย่างรุนแรง เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ล้อมรอบตัวพระยามโนฯ  จึงล้วนแล้วแต่ผู้โกรธแค้น คณะราษฎร ซึ่งมีหลงประดิษฐ์ฯ เป็นตัวแทน

     หลวงประดิษฐ์ฯ ได้กล่าวถึงพระยามโนฯ ในเรื่องนี้ต่อมาว่า "ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้า ผู้เดียว ที่ทำผิดในการเสนอคณะราษฎร ให้เชิญพระยามโนปกรณ์ฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล... ข้าพเจ้ามีความผิด ที่ไม่ได้วิจารณ์ให้ลึกซึ้งว่า พระยามโนปกรณ์ฯ เป็นบุคคล ที่มีซากความคิดแห่งระบอบเก่าเหลืออยู่ แต่ข้าพเจ้า ขอให้ความเป็นธรรม แก่พระยามโนปกรณ์ฯ ว่า ถ้าลำพังท่านผู้เดียวก็ไม่สามารถที่จะกระทำการโต้รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยได้ หากท่านได้รับการสนับสนุนจากบางส่วนของคณะราษฎรเอง ที่มีทัศนะอันเป็นซากตกค้างมาจากระบบเก่า และบุคคลอื่น ๆ  ที่เป็นขุนนาง ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล..."

     พระยามโนฯ มีความเชื่อว่า กำลังทหารของกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนตน มีมากกว่า คณะราษฎร ทั้งในคณะรัฐบาลฝ่ายตนก็มีมากกว่าฝ่ายหลวงประดิษฐ์ฯ แต่ในสภา สมาชิกส่วนใหญ่ นิยมสนับสนุนพระยาพหลฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ โครงการเศรษฐกิจ ของหลวงประดิษฐ์ฯ  จึงได้รับการคัดค้านจากคณะรัฐมนตรี แต่ได้รับความเห็นชอบ สนับสนุนจากสภาอย่างท่วมท้น พระยามโนฯ จึงได้สร้างรอยด่างให้ระบอบประชาธิปไตย ขึ้นในวันที่ 1 เมษายนต่อมา  โดยออกพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร ยุบคณะรัฐมนตรีและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยอ้างเหตุผลว่า

     "... โดยที่ทรงดำรัสเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ ประกอบไปด้วยสมาชิก ตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะถึงเวลาอันควรที่จะโปรดเกล้าฯ ใ้ห้ราษฎรตั้งผู้แทนขึ้นมา เพราะฉะนั้น จึงเป็นการไม่สมควร ที่สภาจะพึงดำริการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศ มาแต่โบราณกาล  ณ บัดนี้ ปรากฏว่า มีสมาชิกเป็นจำนวนมากแสดงความปรารถนา อันแรงกล้า เพียรจะทำการเปลี่ยนแปลงไปในทางนั้น โดยวิธีการอันเป็นอุบายทางอ้อม ในอันที่จะข่มขู่ให้ดำเนินการไปตามความปรารถนาของตน อันเป็นการไม่สมควร เห็นได้ชัดแล้วว่า จะนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของประเทศ และทำลายความสมบูรณ์ ของประชาราษฎรทั่วไป..."

คณะราษฎร
คณะราษฎรประชุมกันที่ฝรั่งเศส พ.ศ. 2468

 

อ่านต่อด้านบนขวา

        ในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีข้อความอยู่ 5 ข้อคือ

     1.  ให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนี้เสีย และห้ามไม่ให้เรียกประชุม จนกว่าจะได้มีผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่ เมื่อได้มีการเลือกตั้งผู้แทน ตามความในรัฐธรรมนูญแล้ว
      2.  ให้ยุบคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันนี้เสีย และให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ กอปรด้วยนายกรัฐมนตรีหนึ่งนาย และรัฐมนตรีอื่นไม่เกิน 20 นาย และให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกยุบเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ กับให้คณะรัฐมนตรี ซึ่งว่าการกระทรวงต่าง ๆ อยู่ในเวลานี้ เป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยตำแหน่ง ส่วนรัฐมนตรีอื่น ๆ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้น ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
      3.  ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่ได้เรียก ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใหม่นั้น และยังไม่ได้ตั้งรัฐมนตรีตามความใน รัฐธรรมนูญแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีใหม่ตามพระราชกฤษฎีกานี้ เป็นผู้ใช้อำนาจต่าง ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้ไว้แก่คณะรัฐมนตรี
       4. ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร และยังไม่ได้เรียกประชุม สภาผู้แทนราษฎรใหม่นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงใช้อำนาจ นิติบัญญัติตามคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี
       5.  ตราบใดที่ยังไม่ได้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร และยังไม่ได้เรียก ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใหม่นั้น และยังไม่ได้ตั้งคณะรัฐมนตรี ตามความในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้รอการใช้บทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดกับพระราชกฤษฎีกานี้เสีย ส่วนบทบัญญัติอื่น ๆ ให้เป็นอันคงใช้อยู่ต่อไป

    ปรากฏว่า รัฐมนตรีที่ถูกออกจากตำแหน่งครั้งนี้มี 5 คน คือ หลวงประดิษฐ์ฯ และผู้นิยมหลวงประดิษฐ์ฯ อีก 4 คน

     พระยามโนฯ ได้รับการโจมตีในเรื่องนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นเผด็จการ ที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ใช้ระบบประชาธิปไตยหรือเดโมแครซี่ แต่ใช้ระบบ "มโนเครซี่"

      จากนั้นในวันที่ 6 เมษายน พระยามโนฯ ก็เรียกหลวงประดิษฐ์ฯ ไปพบ ขอร้องให้ไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเท่ากับเนรเทศนั่นเอง แต่รัฐบาลจะจ่ายเงินยังชีพให้ปีละประมาณ 10,000 บาท แม้กลุ่มผู้สนับสนุน หลวงประดิษฐ์ฯ จะคัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง ก็ไม่สามารถจะทำอะไร พระยามโนฯ ซึ่งคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ หลวงประดิษฐ์ฯ ได้ออกเดินทาง ในวันที่ 12 เมษายน โดยมีผู้ไปส่งที่ท่าเรือ บี.ไอ. ถนนตกเนืองแน่น

     หลวงประดิษฐ์ฯ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ถึงการไปต่างประเทศครั้งนี้ ตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าตั้งใจอยู่อย่างหนึ่งว่า จะไปต่อว่าศาสตราจารย์ ผู้สอนวิชาโภคกิจให้แก่ข้าเจ้า อาจารย์ของข้าพเจ้าขณะนี้ เป็นเสนาบดี กระทรวงการคลังของฝรั่งเศสด้วย ว่าข้าพเจ้าได้ดำเนินการตามหลักวิชา ที่อาจารย์สอนให้ข้าพเจ้า ก็ไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลสยาม"

     ในวันที่หลวงประดิษฐ์ฯ ออกเดินทางจากประเทศไทย พระยามโนฯ ยังได้ประกาศใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์ ซึ่งนับเป็นกฎหมายคอมมิวนิสต์ ฉบับแรกของไทย เป็นการ "ตอกฝาโลง" ไม่ให้หลวงประดิษฐ์ฯ เป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งยังนำพระบรมราชวินิจฉัยของพระปกเกล้าฯ ซึ่งคัดค้าน โครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ มาตีพิมพ์เป็นสมุดปกขาว ออกจ่ายแจก ซึ่งพระราชวินิจฉัยฉบับนี้ ทรงมีความเห็นว่า โครงการเศรษฐกิจฉบับนี้ เป็นคอมมิวนิสต์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

     "..... แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องเป็นที่สงสัยว่า โครงการนี้นั้น เป็นโครงการอันเดียวอย่งแน่นอน ดังที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินเอาอย่าง หลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลิน ก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่า โครงการทั้งสองนี้เหมือนกันหมด เหมือนกัน จนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปของวิธีการกระทำ จะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้น แก้เสียเป็นไทย หรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลี ก็แก้เป็นข้าวสาร หรือข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอย่างนั้นบ้าง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาคนอย่างนั้นบ้าง.."

     ฝ่ายพระยามโนฯ จึงเป็นฝ่ายรุกไล่ ฝ่ายคณะราษฎร ซึ่งแม้จะเห็นใจหลวงประดิษฐ์ฯ พากันไปส่งที่ท่าเรืออย่างพร้อมหน้า พระยาพหลฯ กอดลาหลวงประดิษฐ์ฯ อย่างอาลัย แต่ก็ไม่มีใครช่วยอะไรได้

     พระยาทรงสุรเดช เสนาธิการจากเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้วางแผนการยึดอำนาจ ในวันที่ 24 มิถุนายน ยังเดินเกรุกต่อไปอีก เสี้ยนหนามทางการเมือง คือ หลวงประดิษฐ์ฯ หลุดพ้นไปแล้ว แต่ด้านการทหารยังมีพระยาพหลฯ อยู่อีกคน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ ทหารบก พระยาทรงฯ พร้อมด้วย 2 ทหารเสือ จึงไปเยี่ยมพระยาพหลฯ บ่อยขึ้น และชวนให้วางมือด้วยกันทั้งหมด ลาออกจากทั้งตำแหน่งรัฐมนตรี และทางการทหาร พระยาพหลฯ คนซื่อหลงเชื่อยอมลาออกตาม พระยาทรงฯ ซึ่งยังเดินหมากอยู่อย่างลับ ๆ จึงจัดย้ายคนของพระยาพหลฯ ออกจากหน่วยคุมกำลังทั้งหมด โดยเฉพาะ พ.ท. หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสืออันดับ 2 ของคณะราษฎรรองจากพระยาพหลฯ ถูกสั่งย้ายจากทหารปืนใหญ่ ไปอยู่พลาธิการ หน่วยช่วยรบ ที่ไม่มีกำลังอาวุธ

     คณะราษฎรจึงเห็นว่า ถ้าพลาดจากก้าวนี้อีกก้าวเดียวเท่านั้น พระยามโนฯ และพวกก็อาจนำการปกครองถอยหลังกลับเป็นระบอบเก่า ได้อีก และเมื่อนั้น คณะราษฎรจะต้องหัวขาดกันเป็นแถว

      ฉะนั้น ในกลางดึกของคืนวันที่ 19 มิถุนายน 2476 รถถัง รถเกราะ จึงต้องสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง และเข้าคุมจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อย่างฉับไว จนฝ่ายพระยาทรงฯ ขยับไม่ทัน

      เมื่อเผชิญหน้ากับทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถือหนังสือไปให้เซ็นลาออก พระยามโนฯ บอกด้วยอารมณ์เครียดว่า "... จะพูดกันเสียตรง ๆ ก็ไม่เห็นจะขัดข้องอะไร ผมเองก็เคยปรารภว่าจะลาออกมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็เสียคำอ้อนวอนจากคณะทหารไม่ได้ จึงต้องทนรับราชการต่อไป ด้วยความเอือมระอาจนบัดนี้ เพราะฉะนั้น ความมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลง การปกครองนี้ ถ้าจะบอกให้ทราบเรื่องกันมาก่อน ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการยึด อำนาจดังนี้ เพราะผมก็มีปากกาอยู่อันเดียวเท่านั้นเอง"

      ออกจากตำแหน่งแล้ว พระยามโนฯ ก็หลบไปพักผ่อน อย่างเงียบ ๆ ที่ชะอำ ก่อนที่จะลี้ภัยออกไปนอกประเทศโดยทางรถไฟสายใต้ จนกระทั่งถึงอนิจกรรมที่ปีนังในวันที่ 1 ตุลาคม 2491  เป็นการจบบทบาท ของนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ที่ถูกคนนี้ลากมา คนโน้นลากไป ไม่เป็นตัวของตัวเอง จนตกเป็นผู้ต้องหาว่า ทรยศต่อระบอบประชาธิปไตย และเป็นเจ้าของลัทธิเผด็จการ "มโนเครซี่"

 

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
พ.อ. พระยาพหลพล พยุหเสนา