Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

ประเพณี

บางส่วนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประเพณี เป็นกิจกรรม ที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ ์และมีความสำคัญต่อสังคม เช่น การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชื่อ ฯลฯ อันเป็นบ่อเกิด ของวัฒนธรรมของสังคมเชื้อชาติต่าง ๆ กลายเป็นประเพณีประจำชาต ิและถ่ายทอดกันมาโดยลำดับ หากประเพณีนั้นดีอยู่แล้ว ก็รักษาไว้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ หากไม่ดีก็แก้ไขเปลี่ยนแปลง ไปตามกาลเทศะ ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพล มาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่เข้าสู่สังคม รับเอาแบบปฏิบัติที่หลากหลาย เข้ามาผสมผสานในการดำเนินชีวิต ประเพณีจึงเรียกได้ว่าเป็น วิถีแห่งการดำเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลต่อประเพณีไทยมากที่สุด วัดวาอารามต่างๆ ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพล ของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย และชี้ให้เห็นว่าชาวไทย ให้ความสำคัญในการบำรุง พุทธศาสนา ด้วยศิลปกรรมที่งดงาม เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ตั้งแต่โบราณกาล เป็นต้น

 

 

 

 


ประเพณีไหลเรือไฟ

    เรือไฟ หรือ เฮือไฟ  หมายถึง เรือที่ำทำด้วยท่อนกล้วย ไม้ไผ่ หรือ วัสดุ ที่ลอยน้ำ มีโครงสร้างเป็นรูปต่าง ๆ  ตามต้องการ เมื่อจุดไฟใส่โครงสร้าง เปลวไฟจะลุกเป็นรูปร่างตามโครงสร้างนั้น

     "ไหลเรือไฟ" เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนอีสาน ยึดถือปฏิบัติ สืบทอด กันมาแต่ครั้งโบราณ ประเพณีการไหลเรือไฟ บางทีเรียกว่า "ล่องเรือไฟ"  "ลอยเรือไฟ" หรือ "ปล่อยเรือไฟ"  ซึ่งเป็นลักษณะที่เรือไฟเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ

ประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม

     งานประเพณีไหลเรือไฟ นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ประเพณีไหลเรือไฟ มีความเชื่อเกี่ยวโยง สัมพันธ์กับข้อมูลความเป็นมาหลายประการ เช่น เนื่องจากการบูชารอยพระพุทธบาท  การสักการะพกาพรหม การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี  การระลึกถึงพระคุณ ของพระแม่คงคา เป็นต้น

     เรือไฟประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ จะใช้ไม้ที่ลอยน้ำ มาผูกติดกันเป็นแพ และส่วนที่เป็นรูปร่างสำหรับจุดไฟ เป็นส่วนที่อยู่บนทุ่น ใช้ไม้ไผ่ ลำยาวแข็งแรง ตั้งปลายขึ้นทั้ง 3 ลำ เป็นเสารับน้ำหนักของแผลง และแผลงนี้ ก็ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กมาผูกยึดไขว้กัน เป็นตารางสี่เหลี่ยม ระยะห่างกันประมาณ คืบเศษ มัดด้วยลวดให้แน่ วางราบบนพื้น เมื่อวางแผนงานออกแบบบนแผงว่า ควรเป็นภาพอะไร การออกแบบในสมัยก่อน ออกแบบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ศาสนาพุทธ  เช่น  พุทธประวัติ  เป็นต้น

     ปัจจุบัน นิยมออกแบบให้เข้ากับเหตุการณ์ เมื่อได้ภาพก็เริ่มทำลวดลายของภาพ โดยส่วนที่จะก่อให้เกิดลายนั้น เป็นไม้ไผ่อันเล็ก ๆ  และลวดคัดให้เป็นลาย ตามที่ต้องการ แล้วใช้ผ้าจีวรเก่า ๆ  มาฉีกเป็นริ้ว ๆ  ชุบน้ำมันยาง (ปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็นใช้น้ำมันโซล่า (ดีเซล)) เมื่อชุบแล้วก็นำไปตากนาน 6 - 7 วัน หรือ ไม่ตากก็ได้ แล้วนำมาพันกับเส้นลวดจนทั่วและมีริ้วผ้าเส้นเล็ก ๆ  วางแนบ เป็นแนวยาว ทำหน้าที่เป็นสายชนวน เมื่อเวลาจุดไฟ เมื่อเรียบร้อย นำไปปักไว้ กลางแพ โดยผูกติดกับไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ที่เป็นฐาน เมื่อถึงเวลาก็จุดไฟ แล้วปล่อย ไปตามแม่น้ำ

ประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณีไหลเรือไฟ  จังหวัดนครพนม

     ในปัจจุบัน วิธีทำเรือไฟ มีการนำเอเทคโนโลยีแนวใหม่ ๆ  เข้ามาช่วย เช่น การใช้เรือจริง ๆ  แทนต้นกล้วยหรือไม้ไผ่ ใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันโซล่า (ดีเชล) แทนน้ำมันยาง หรือการใช้ไฟฟ้าประดับเรือแทนการใช้ริ้วผ้าชุบน้ำมันยาง เป็นต้น

     ประเพณีการไหลเรือไฟภาคอีสาน จะเป็นประเพณีที่คาบเกี่ยว ระหว่างเดือน สิบเอ็ด และเดือนสิบสอง ส่วนมากนิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันแรม 1 คำ เดือนสิบเอ็ด พอถึงวันงาน ชาวบ้าน พระภิกษุสงฆ์และสามเณร จะช่วยกันทำเรือไฟ เพือ่ไปลอยที่แม่น้ำ ในช่วงเช้าจะมีการประกอบการกุศล โดยการไปทำบุญตักบาตร

     มีการถวายภัตตาหารเพลแล้ว เลี้ยงญาติโยมที่มาในช่วงบ่าย มีการละเล่นต่าง ๆ  เพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งมีการรำวงเป็นการฉลองเรือไฟ พอประมาณ 5 - 6 โมง เย็น หรือตอนพลบค่ำ มีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ ถึงเวลาประมาณ 19 - 20 นาฬิกา ชาวบ้าน จะนำของกิน ผ้า เครื่องใช้ ขนม ข้าวต้มมัด  กล้วย อ้อย หมากพลู  บุหรี่ ฯลฯ ใส่ลงในกระจาดบรรจุไว้ในเรือไฟ ครั้งถึงเวลา จะจุดไฟให้เรือสว่าง แล้วปล่อยเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำ

     จังหวัดที่เคยทำพิธีกรรมการไหลเรือไฟอย่างเป็นทางการ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สกลนคร นครพนม หนอง เลย มหาสารคาม และ อุบลราชธานี

 

 

ประเพณีให้ทานไฟ

     การให้ทานไฟ หมายถึง การทำบุญด้วยไฟ หรือ การทำบุญด้วยความร้อน ประเพณีนี้ ชาวจังหวัด นครศรีธรรมราช ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน นอกจากนี้ ในอำเภอท่าชนะ จึงหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังถือปฏิบัติ กันอยู่

ประเพณีให้ทานไฟ
ประเพณีให้ทานไฟแก่พระภิกษุสงฆ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

     ประเพณีการให้ทานไฟ กระทำในวันที่คาดว่า อากาศ จะหนาวเย็นที่สุด ในตอนเช้าตรู่ของวันใดวันหนึ่ง ในเดือนอ้ายต่อเดือนยี่ แต่จะเป็นวันใด วัดจะทำความ ตกลงกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นปี ๆ  ไป

     พอเช้าตรู่ของวันนัดหมาย พุทธศาสนิกชน จะไปยังวัดที่ใกล้บ้าน โดยเอาเครื่องประกอบ ในการทำ ขนมพื้นบ้านทั้งหลาย ที่เตรียมไว้ด้วย แล้วช่วยกันก่อ กองไฟ และทำขนมกัน ขนมที่นิยมทำกัน คือขนมเบื้อง ขนมครก และขนมกรอก ส่วนการก่อไฟกี่กองก็ได้ แล้วแต่จำนวนพระภิกษุสงฆ์ในวัดนั้น ๆ  หากมีหลายรูป ก็ก่อหลายกอง หากมีน้อยก็ก่อน้อยลง เมื่อก่อไฟแล้ว ก็นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาผิงไฟ เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น

ประเพณีให้ทานไฟ
ประเพณีให้ทานไฟ  จังหวัดนครศรีธรรมราช

     เมื่อขนมที่ทำสุกได้ที่แล้ว ก็นิมนต์พระสงฆ์มาที่โรงฉัน ซึ่งมีโรงทานอยู่ใกล้ ๆ  หรือปูเสื่อรอบ ๆ  กองไฟ เมื่อพระสงฆ์มาสู่ที่ฉันเรียบร้อยแล้ว ก็ประเคนขนม ที่ทำเสร็จใหม่นั้น  ครั้นพระสงฆ์ฉันจนอิ่มโดยทั่วแล้ว ท่านก็ให้พร เมื่อให้พรจบแล้ว พระสงฆ์ก็จะกลับไปปฏิบัติ กิจของสงฆ์ ซึ่งในขณะนั้น อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น เพราะแสงแดด  หลังจากนั้น พุทธศาสนิกชน จะร่วมกัน รับประทานขนมที่เหลือจากถวายพระกันเป็นที่สนุกสนาน และช่วยกันขนของที่ใช้ประกอบการทำขนมกลับบ้าน ด้วยความอิ่มเอิบในผลบุญที่ได้กระทำ การกระทำ ดังกล่าว เพื่อช่วยให้พระภิกษุสงฆ์ได้รับความอบอุ่น สุขสบายนั้น และผู้กระทำ ก็ได้รับความสุขใจ ด้วยถือว่า ได้กระทำสิ่งที่เป็นบุญกุศล

 

ประเพณีให้ทานไฟ
ประเพณีให้ทานไฟ