Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ
 
  

วัดอุโมงค์เถรจันทร์

     วัดอุโมงค์เถรจันทร์ แห่งเชียงใหม่ เดิมสถานที่บริเวณนี้เป็นป่าไผ่ ที่มีไผ่กอใหญ่อยู่ด้วยกัน 11 กอ พระเจ้าเม็งราย ผู้สถาปานา อาณาจักรล้านนาไทย โปรดฯ ให้สร้างพระอารามถวาย แด่พระมหากัสสปะ และพระเถระชาวลังกา ถวายนามว่า "วัดเวฬุกัฏฐาราม" แต่ชาวบ้านนิยมเรียก "วัดไผ่สิบเอ็ดกอ"

     ต่อมา สมัยพระเจ้ากือนา มีพระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาเถรจันทร์ เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก และขอบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ในป่าลึก ด้วยความศรัทธา พระเจ้ากือนา โปรดฯ ให้สร้างอุโมงค์ขึ้น  ในวัดเวฬุกัฏฐารามแห่งนี้  เพื่อเป็นที่วิเวกสำหรับพระรูปนี้ ชาวบ้าน จึงพากันเรียกวัดนี้ว่า "วัดอุโมงค์เถรจันทร์" ตั้งแต่นั้นมา

 

 


 พระธาตุดอยสุเทพ
       พระธาตุดอยสุเทพ

    พระธาตุดอยสุเทพ  ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ  จังหวัดเชียงใหม่  การขึ้นไปนมัสการ ปัจจุบันนี้ สะดวกสบายมาก เพราะมีถนน ซึ่งสร้างสำเร็จ โดย  "พระครูบาศรีวิชัย" พระคุณเจ้า ได้เชิญชวนชาวบ้าน ในทางภาคเหนือทั้งหลาย  ให้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้างถนนวนเวียน จนถึงยอดพระธาตุแห่งนี้

     ตำนานการสร้างพระธาตุดอยสุเทพ  กล่าวถึงพระมหาสุมนเถรเจ้า แห่งเมืองสุโขทัย เกิดนิมิตฝันอันประหลาดว่า  พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า  ซึ่งพระเจ้าธรรมาโศกราชให้เชิญมาบรรจุไว้  ณ พระเจดีย์ เมืองปางจานั้น  บัดนี้ พระเจดีย์นั้นหักพังเสียแล้ว  โดยข้างเจดีย์มีดอกเข็มกอหนึ่ง ลักษณะเป็นรูปม้านั่ง เป็นที่สถิตของพระบรมธาตุ  ขอให้ท่านไปขุดเอาพระบรมธาตุองค์นี้มาเสีย

     รุ่งขึ้น  พระสุมนเถรเจ้าก็นำความไปถวายพระพรแก่พระเจ้าธรรมราชา เจ้าเมืองสุโขทัย ณ เมืองศรีสัชนาลัย  แล้วถวายพระพรเรื่องความฝันแก่พระเจ้าลือไทย ให้ทรงทราบทุกประการ พระองค์ทรงโสมนัสยิ่งนัก ตรัสสั่งอนุญาตและพระราชทานให้คนช่วยขุดพระบรมธาตุ พระมุมนเถรเจ้า ก็พาคนเหล่านั้นไปยังเมืองปางจา แล้วสร้างศาลเพียงตา กระทำการสักการะบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนต่าง ๆ ครั้งตกกลางคืน พระเถรเจ้า ได้กระทำบวงสรวงเทพเจ้าให้ขุดพระบรมธาตุได้สมตามความปรารถนา พอสิ้นคำอธิษฐาน พระบรมธาตุก็ทำปาฏิหาริย์รุ่งโรจน์เป็นแสงรัศมีสุกใสสวยงามยิ่งนัก พระเถรเจ้า จึงเอาธงปักเป็นเครื่องหมายตรงข้างกอดอกเข็มไว้

     ต่อมา  พระสุมนเถรเจ้า จึงให้ผู้จะขุดพระบรมธาตุนั้นทุกคน สมานทานศีล 5 ศีล 8 ทุกคน  แล้วจึงลงมือขุดก็พบอิฐและศิลา  และในไม่ช้าก็พบผอบที่บรรจุพระบรมธาตุเป็นชั้น ๆ คือ          

        ชั้นแรก เป็นผอบทองเหลือง
        ชั้นที่สอง เป็นผอบเงิน
        ชั้นที่สาม เป็นผอบทองคำ
        ชั้นที่สี่ เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ  เป็นผอบแก้วประพาส  ขนาดโตเท่าลูกทับทิม

    เมื่อเหตุการณ์ประสบเช่นนี้  จึงทำให้มีผู้สงสัยว่า นี้จะใช่พระบรมธาตุจริงหรือ พระสุมนเถรเจ้าจึงว่า ไม่ใช่พระบรมธาตุเป็นผอบแก้ว แล้วก็กระทำสักการะบูชา และตั้งสัตยาธิษฐานจึงได้เห็นที่เปิด  พระเถรเจ้าจึงเปิดผอบแก้ว ก็เห็นพระบรมธาตุขนาดโตประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียว  มีพระรัศมีเป็นสีทองสุกปลั่ง  คนทั้งหลายได้เห็นดังนั้น  ต่างก็พากันอนุโมทนา  และสรงน้ำชำระพระบรมธาตุ ด้วยความเลื่อมใสยิ่ง  เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำมายังเมืองศรีสัชนาลัย  พระเจ้าลือไทย ทรงทราบข่าว จึงโปรดให้สร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่ง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุที่ได้มานี้  ทรงเลื่อมใส ทั้งยังได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์อย่างน่าอัศจรรย์มาแล้ว  พระองค์จึงทรงส่งข่าวไปถวายพระยาธรรมราชา  เจ้าเมืองสุโขทัย  พระยาธรรมราชา ก็ทรงยินดีอย่างยิ่ง  ทรงดำริว่า ถ้าพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่เรา ดังคนเล่าลือแล้วไซร้  เราจักสร้างเจดีย์ทองคำองค์หนึ่งในเมืองนี้ เพื่อประดิษฐานไว้เป็นที่สักการะบูชาให้ได้  แล้วจึงโปรดให้ราชบุรุษ ไปอาราธนาพระบรมธาตุและพระสุมนเถรเจ้ามาสู่เมืองสุโขทัย  แล้วทรงสักการบูชาด้วยวรามิศเป็นอันมาก  แต่พระบรมธาตุก็มิได้แสดงปาฏิหาริย์ดังที่ได้ยิน  พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อถือ ถึงกับรับสั่งให้ส่งคืนพระบรมธาตุแก่พระสุมนเถรเจ้าตามเดิม

 

 

พระธาตุดอยสุเพท
      ในสมัยพระเจ้ากือนา แห่งราชวงศ์เม็งรายที่ 6 ขึ้นครองนครเชียงใหม่  เมื่อจุลศักราช  729 (พ.ศ. 1910) พระองค์มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  จึงให้นิมนต์พระสุมนเถรเจ้า มาประกาศพระศาสนา ที่เมืองเชียงใหม่ตามลัทธิลังกา  ทางสุโขทัย ก็ยอมให้พระมหาสุมนเถรเจ้า มาพร้อมกับนำเอาพระธาตุนั้นมาด้วย  ภายหลังพระเจ้ากือนา ได้อัญเชิญไปบรรจุไว้  ณ วัดบุปผารามสวนดอกไม้หลวง  เมื่อ พงศ. 1926

      ส่วนอีกองค์หนึ่ง  พระองค์อธิษฐานเสี่ยงไป  โดยเชิญพระบรมธาตุสถิตบนหลังช้างเผือก  ช้างเผือก ก็แผดเสียงร้องขึ้นถึง 3 ครั้ง บ่ายหน้าไปสู่ประตูทางทิศเหนือ  ช้างเผือกเดินมาสักพักใหญ่ ก็หยุดบนภูเขาลูกหนึ่ง พระเจ้ากือนาและพระมหาสวามี ซึ่งเสด็จตามมาข้างหลัง ก็เข้าพระทัยว่า ช้างเผือกจะหยุดเพียงนั้นก็ดีพระทัย ทันใดนั้น ช้างเผือก ก็เดินต่อขึ้นไปอีก ภูเขาที่ช้างได้หยุดอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ปัจจุบันนี้เรียกว่า "ดอยช้างนอน"  บ้าง  "ดอยช้างนูน"  บ้าง  "ดอยหมากหนุน"  บ้าง  จนกระทั่งอีกพักใหญ่มาถึงสนามที่กว้าง และราบเรียบดี พระเจ้ากือนาปรารถนาจะเชิญพระบรมธาตุสถิตแห่งนี้ให้จงได้  ก็จะอาราธนาพระบรมธาตุลงจาหลังช้างเผือก  ช้างเผือกซึ่งหยุดเดินอยู่ชั่วครู่ ก็เดินต่อไปบนยอดดอยอีก

     สถานที่ช้างเผือกหยุดพักนี้เรียกว่า "ยอดดอยงาม"  ภายหลังจึงเรียกกันใหม่ว่า "ดอยสามยอด"  ช้างเผือกเดินไต่เขาเรื่อยไป ๆ  จนกระทั่งลุถึงยอด  "ดอยสุเทพ"  จึงหยุดนิ่งพร้อมกับแผดเสียงร้องขึ้น 3 ครั้ง กระทำปทักษิณถึง 3 รอบ แล้วคุกเข่าทั้ง 4 ลง พระเจ้ากือนาเห็นดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัสยิ่งนัก รีบอาราธนาอัญเชิญพระบรมธาตุ ลงจากหลังช้างเผือก พอพระธาตุลงจากหลังช้างเท่านั้น  ช้างเผือก ก็ถึงแก่ความตายทันที

      พระเจ้ากือนา ได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์อันมหัศจรรย์ครั้งนี้ ก็ทรงนมัสการกราบไหว้พระบรมธาตุด้วยความเคารพยิ่ง  แล้วรับสั่งให้ขุดสถานที่บนยอดดอยที่นั้นลึก 8 ศอก กว้าง 1 วา 3 ศอก แล้วเอาแท่งหินใหญ่ 6 ศอก มากระทำเป็นหีบหินใหญ่ ใส่ลงในหลุมนั้นแล้วอาราธนาพระบรมธาตุ พร้อมทั้งผอบตั้งไว้ในหีบหิน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงโปรดให้ก่อสร้างพระเจดีย์สวมลงสถานที่ฝังพระบรมธาตุนั้นขึ้นอีกองค์หนึ่ง สูง 5 วา

      เจดีย์พระธาตุดอยสุเทพนั้น มีเจ้านายในเมืองเชียงใหม่ทุก ๆ  พระองค์เคารพมาก และบูรณะปฏิสังขรณ์กันมาตลอด จนมาถึงท้าวอ้าย จึงให้เสริมสร้างเพิ่มเติมองค์พระเจดีย์ขึ้นอีกเป็นสูง  11  วา  ต่อมาถึงท้าวชาย ได้สร้างเพิ่มเติม และสร้างวิหารหน้าหลังและระเบียงรอบพระบรมธาตุ สำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ตราบมาจนเท่าทุกวันนี้

 

 

บันไดนาคขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ