Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

ทางรถไฟสายมรณะ

ทางรถไฟสายมรณะ

ทางรถไฟสายนี้ เริ่มต้นจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านจังหวัด กาญจนบุรี ข้ามแม่น้ำแควใหญ่ โดยสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปทางทิศตะวันตกจน ถึงด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อให้ถึงปลายทางที่เมืองตันบูซายัด ประเทศพม่า ทางรถไฟสายมรณะมีความยาว จากหนองปลาดุก ถึงสถานีตันบูซายัดรวม 415 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟ อยู่ในเขตประเทศไทยประมาณ 303.95 กิโลเมตร และอยู่ในเขตพม่า 111.05 กิโลเมตร ทางรถไฟสายนี้ สร้างขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้แรงงานเชลยศึก ของสัมพันธมิตร ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ผ่านประเทศพม่า ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสุดปลายทาง ที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรี ีถึงสถานีน้ำตก เป็นระยะทาง  ประมาณ 77 กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเดินรถบนเส้นทางนี้ทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษ  สายกรุงเทพฯ - น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จุดที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมาก คือช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว และช่วงโค้งมรณะหรือถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นสะพานโค้งเลียบ แม่น้ำแควน้อย  ยาวประมาณ 400 เมตร

ประวัติ

ทางรถไฟสายมรณะ สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เวลาในการสร้างเสร็จเพียง 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2485  ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2486 เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร ์ผ่านประเทศพม่า หลังสงครามทางรถไฟ บางส่วนถูกรื้อทิ้ง บางส่วนจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ทางรถไฟสายน ี้ถือเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึง  เหตุการณ์สงครามในครั้งนั้น   เนื่องจากน้ำพักน้ำแรง ของการบุกเบิกก่อสร้าง เป็นของทหารเชลยศึก   ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มา

เหตุที่ทางรถไฟสายนี้ได้ชื่อว่า ทางรถไฟสายมรณะ ก็เพราะว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่น ได้เกณฑ์เชลยศึก ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 คนและกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดีย อีกจำนวนมาก มาก่อสร้างทางรถไฟ สายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทาง ผ่านไปสู่ประเทศพม่า เพื่อลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งกำลังพล เพื่อจะไปโจมตีพม่าและอินเดียต่อไป ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดน อาณานิคมของอังกฤษ เส้นทางช่วงหนึ่ง จะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพาน และทางรถไฟ    สายนี้ เต็มไปด้วย ความยากลำบาก ความทารุณของสงคราม และโรคภัยตลอด จนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึก จำนวนหลายหมื่นคน  ต้องเสียชีวิตลง

เส้นทางรถไฟสายนี้ เป็นอนุสรณ์ของโลก ที่จารึกความโหดร้ายทารุณ ของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นอนุสรณ์ แก่ผู้เสียชีวิต ในสงครามด้วย

รายชื่อสถานี

สถานีปัจจุบัน

  1. ชุมทางหนองปลาดุก กม. 0+000 ทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งตรงกับ กม. 64 + 046.55 จากสถานีธนบุรี (เก่า) หรือ กม. 80+096.55 จากสถานี กรุงเทพ
  2. ถนนทรงพล
  3. สระโกสินารายณ์
  4. ลูกแก กม. 13 + 380 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  5. ท่าเรือน้อย กม. 25 + 890 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  6. บ้านหนองเสือ
  7. ทุ่งทอง กม. 36 + 900 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  8. ปากแพรก กม. 50 + 320 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  9. กาญจนบุรี
  10. สะพานแควใหญ่ กม. 56 + 255.1 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก (กม. 120+069.50 จากสถานีธนบุรี (เก่า))
  11. เขาปูน กม. 57 + 545 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  12. วิทยาลัยเกษตร
  13. วังลาน กม. 68 + 454 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  14. นากาญจน์
  15. วังเย็น
  16. วังตะเคียน
  17. โป่งเสี้ยว
  18. บ้านเก่า กม. 87 + 904 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  19. ท่าตาเสือ
  20. ท่ากิเลน กม. 97 + 904 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  21. วังสิงห์
  22. ลุ่มสุ่ม กม. 108 + 140 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  23. สะพานถ้ำกระแซ (กม. 173+934.00 จากสถานีธนบุรี (เก่า))
  24. วังโพ กม. 114 + 040 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  25. เกาะมหามงคล
  26. ช่องแคบ
  27. วังใหญ่
  28. บ้านพุพง
  29. น้ำตก กม. 130 + 300 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก
  30. น้ำตกไทรโยคน้อย

สถานีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

  1. กงม้า (คอนม้า)     กม. 2 + 000 นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  2. บ้านโป่งใหม่ กม. 5 + 180   นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  3. เขาดิน กม. 43 + 154           นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  4. ท้องช้าง กม. 139 + 050      นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  5. ถ้ำผี กม. 147 + 520           นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  6. หินตก กม. 155 + 030        นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  7. แคนนิว กม. 161 + 400      นับจากสถานี   ชุมทางหนองปลาดุก             Hellfire Pass
  8. ไทรโยค.. กม. 167 + 660    นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  9. กิ่งไทรโยค กม. 171 + 720 นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  10. ริ่นถิ่น กม. 180 + 530        นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  11. กุยแซง กม. 190 + 480       นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  12. หินดาด กม. 197 + 750      นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  13. ปรางกาสี กม. 208 + 110   นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  14. ท่าขนุน กม. 218 + 150      นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  15. น้ำโจนใหญ่ กม. 229 + 140 นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  16. ท่ามะยอ กม. 236 + 800      นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  17. ตำรองผาโท้     กม. 244 + 190 นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  18. บ้านเกริงไกร   กม. 250 + 130 นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  19. กองกุยตะ กม. 262 + 580   นับจากสถานี   ชุมทางหนองปลาดุก              (สถานี คุริคอนตะ หรือ  แก่งคอยท่า)
  20. ทิมองตะ กม. 273 + 060     นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  21. นิเกะ กม. 281 + 880          นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  22. ซองกาเลีย กม. 294 + 020  นับจากสถานี     ชุมทางหนองปลาดุก
  23. ด่านพระเจดีย์สามองค์                 กม. 303 + 630 นับจากสถานี ชุมทางหนองปลาดุก (สถานีจันการายา - ด่านพระเจดีย์   สามองค์ฝั่งพม่า)

 

 


ประวัติรถไฟสายมรณะ

     ทำไมสะพานข้ามแม่น้ำแคว จึงเป็นชื่อที่รู้จัดโด่งดังไปทั่วโลก มัมิใช่เพราะความอลังการ หรืองดงามตระการตาใด ๆ  หากแต่ คำตอบแท้จริง มันคือความโหดร้ายทารุณ ที่เกิดขึ้นในอดีต อันขมขื่น  ณ ที่แห่งนั้นต่างหาก  ที่เป็นเสน่ห์อันเร้าใจไม่มีวันจบสิ้น

     แต่ถ้าหาจะย้อนมองให้ลึกซึ้งลงไปอีก ความเศร้าสลดสยดสยอง ที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นประวัติศาสตร์ ยากที่จะหาใดเสมอเหมือนได้นั้น แท้จริง มันอยู่บนเส้นทางรถไฟ ที่ทอดผ่านสะพานเข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้ ซึ่งมีระยะทางยาวไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ที่ใช้เวลาสร้างอันรวดเร็ว และสำคัญที่สุด ก็คือ ต้องสูญเสียชีวิตคนไปถึงหนึ่งแสนคน เจ็บป่วย และพิการ อีกหลายหมื่นคน เพราะความโหดร้ายทารุณ จนทางรถไฟสายนี้ ถูกเรียกว่า "ทางรถไฟสายมรณะ"

ทางรถไฟสายมรณะ
ทางรถไฟสายมรณะ
ทางรถไฟสายมรณะ
ภาพถ่ายทางอากาศทางรถไฟสายมรณะ

     ก่อนที่จะเป็นทางรถไฟสายมรณะ  วันที่  1  ธันวาคม  พ.ศ. 2484  ญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา  อังกฤษ  เนเธอร์แลนด์ และจีน หลังจากนั้นกองทัพอันมหาศาลของพระจักรพรรดิ ก็เคลื่อนพล แบบสายฟ้าแลบ บนน่านน้ำแปซิฟิก  กำลังทางอากาศจากเรือบรรทุก เครื่องบิน ได้บินขึ้นถล่มฐานทัพเรือใหญ่ของสหรัฐฯ  ที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ เกาะฮาวาย จนแหลกลาญ

     ขณะเดียวกัน กองทัพญี่ปุ่น ก็บุกขึ้นเกาะต่าง ๆ  อีกหลายแห่ง ทั้งชวา ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  มลายู  และอินโดจีน  ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย  สำหรับไทย ญี่ปุ่น ได้ยื่นบันทึกต่อรัฐบาล เพื่อขอเดินทัพผ่าน เพื่อไปโจมตีนอังกฤษ ที่ตั้งฐานทัพ อยู่ที่มลายูและพม่า จึงขออย่าให้ไทยขัดวาง  โดยญี่ปุ่น ให้การรับรองว่า จะไม่ทำลายอธิปไตยของไทย

     แต่ในระหว่างเจรจาหาข้อตกลง กองเรือรบญี่ปุ่น ได้เคลื่อนเข้าอ่าวไทายแล้ว ในคืนวันที่  7  ธันวาคม  พ.ศ. 2484 และส่งหน่วยรบขึ้นบก ตลอดแนวฝั่งทะเล ด้านตะวันออกของไทย  การบุกรุกดินแดนแบบจู่โจม ทำให้เกิดการต่อสู้กัน อย่างนองเลือด ระหว่างหน่วยทหาร  ตำรวจ  และยุวชนทหารกับกองทัพทหารญี่ปุ่น ทุกจุดที่บุกขึ้นมา  มีการปะทะกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ปัตตานี  สงขลา  นครศรีธรรมราช  และประจวบคีรีขันธ์  ทำให้บาดเจ็บล้มตายกันมากมายทั้งสองฝ่าย

     จนถึงเวลา 6.50 น. ของวันที่  8  ธันวาคม  พ.ศ. 2484  ญี่ปุ่น ก็ได้ยื่นบันทึก ถึงรัฐบาลไทยอีก ซึ่งเป็นคำแถลงในสภาพิเศษของนายพลโตโจ  แม่ทัพญี่ปุ่น มีอยู่ ทั้งหมด  3  ข้อ  ในข้อที่  3  นั้นเกี่ยวโยงกับไทยโดยตรง คือ

     "รัฐบาลญี่ปุ่น ได้พยายามที่จะกระทำทุกทางแล้ว ด้วยสันติวิธี ในการเจรจา ที่กรุงวอชิงตัน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องทำสงครามกัน และนอกจากนั้น ถ้าจะมองดูสงครามทางด้านยุโรปแล้ว จะเห็นได้ว่า สงครามได้ใกล้เข้ามา จะถึงอิรัก แะลอิหร่านอยู่แล้ว น่ากลัวว่าอาจลุกลามมาถึงประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้น พวกเราชาวเอเชีย จะต้องร่วมมือกัน เพื่อทำให้เอเชีย เป็นของคนเอเชีย บัดนี้ ประเทศญี่ปุ่น ได้เตรียมสู้รบกับข้าศึกของเราแล้ว  ไม่ใช่จะมาต่อสู้กับคนไทยเลย ถึงแม้จะมีการต่อสู้กัน และกองทัพญี่ปุ่น ได้ผ่านประเทศไทยไปแล้ว ญี่ปุ่น ก็จะไม่ถือว่า ไทยเป็นข้าศึก แต่ถ้าหาว่า ไทยจะร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับญี่ปุ่นแล้ว  คำว่า เอเชียเป็นของคนเอเชีย ก็จะเป็นอันสำเร็จผลแน่ และประเทศไทย อันเป็นประเทศเอกราชอยู่แล้วนั้น ก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นของจากไทยคือ ขอให้กองทัพของญี่ปุ่น ผ่านผืนแผ่นดินไทยไป เท่านั้น  ทั้งนี้ ก็ด้วยความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้น จึงใคร่ของความสะดวก โดยขออย่าให้กองทัพทั้งสองต้องมารบกันเองเลย เพราะญี่ปุ่น ไม่ถือว่าไทยเป็นศัตรู  จึงหวังว่า ไทยจะมีความสามัคคีร่วมมือกับญี่ปุ่น ในความจำเป็นครั้งนี้ กับขอให้จัดกำลังตำรวจ ระวังรักษาชาวญี่ปุ่น ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยทั่วไปด้วย"

     รัฐบาลไทย ได้เปิดประชุมด่วนอย่างเคร่งเครียด พิจารณาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนอกประเทศ และภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสู้รบตามแนวฝั่งทะเล ไทยมีแต่เสียเปรียบ ในที่สุด จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจสั่งให้หยุดยิง และระงับการต่อสู้ทุกด้าน ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านได้ เมื่อเวลา 7.30 น. ของวันที่  8  ธันวาคม  พ.ศ.  2484

    ถึงรุ่งขึ้นกลางปี พ.ศ. 2485  ญี่ปุ่นก็ประสบชัยชนะในแปซิฟิก และเอเชียอาคเนย์ โดยสิ้นเชิง

     ระยะแรก ๆ  นั้น  ญี่ปุ่น ได้ลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ และเสบียงต่าง ๆ  จากสิงคโปร์ ผานช่องแคบมะละกา ไปยังเมาะละแหม่ง และร่างกุ้ง ประเทศพม่า แต่การลำเลียงทางทะเล ถูกโจมตีจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินฝ่ายพันธมิตร อยู่ตลอดเวลา ญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงเป็นทางบก โดยการสร้างทางรถไฟ ให้เชื่อมต่อกัน จากสิงคโปร์ขึ้นมาทางสงขลา ถึงกรุงเทพฯ และผ่านไปกาญจนบุรี เพื่อเข้าพม่าทางเมาะละแหม่ง และร่างกุ้ง

     เป็นที่เปิดเผยต่อมาภายหลังว่า ญี่ปุ่นได้วางแผนไว้แล้วอย่างรอบคอบ และแยบยล ก่อนประกาศสงครามกับพันธมิตร เกี่ยวกับภูมิประเทศในแถบนี้ โดยญี่ปุ่นส่งสายลับ ปลอมตัวเข้ามาอยู่ในเมืองไทยในลักษณะของ ผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ  รวมทั้งเป็นพรานเบ็ด ในแม่น้ำแคว เพื่อวัดระดับ ความลึกของน้ำ และเป็นนักนิยมไพร เพื่อสำรวจเส้นทางวางรางรถไฟ พร้อมกับคำนวณ ตัวเลข จำนวนเงินที่จะใช้จ่ายในการสร้าง ปรากฏว่า สูงมากจึงชะลอไว้ก่อน แต่เมื่อมีความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจสร้าง

ขบวนรถลำเลียงยุทธปัจจัย
เชลยศึกแบกไม้หมอน
ขบวนรถไฟลำเลียงยุทธปัจจัย กำลังข้ามสะพานไม้ ซึ่งอยู่ใต้สะพานเหล็กลงมา จะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นสะพานเหล็กอยู่ทางด้านขวามือ ของภาพ และเป็นสะพาน ที่เหลือยู่ในทุกวันนี้
เชลยศึกออสเตรเลีย แบกไม้หมอน มาวางเรียง โดยมีทหารญี่ปุ่นยืนคุม

     ทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งกลายเป็นชื่อที่ควบคู่ไปกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่เลื่องลือกระฉ่อนไปทั่วโลก  จึงเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2485 นั่นเอง  ก่อนลงมือสร้าง ญี่ปุ่นได้เสนอแผนการสร้างทางรถไฟ เริ่มจากชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี แล้วต่อไปยังประเทศพม่า ทางด้านเมาะละแหม่ง ดังกล่าว ต่อรัฐบาลไทย ทางหัวหน้า คณะรัฐบาล คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการผสม ขึ้นมาพิจารณาเรื่องต่าง ๆ  ตามที่ฝ่ายกองทัพญี่ปุ่นเสนอมา ซึ่งคณะกรรมการ ประกอบด้่วย

  • พันเอก  เชย  พันธุ์เจริญ เป็นประธานในการสร้างทางรถไฟ
  • ร้อยโท  คำ  ปัทมาดิสต์ เป็นกรรมการฝ่ายทหาร
  • หม่อมหลวง ทองคำเปลว  ทองใหญ่ เป็นกรรมการฝ่ายทหาร
  • พันโท  หม่อมเจ้า พิสิษฐดิส  ดิสกุล
  • พันตรี หม่อมเจ้า ประเสริฐศรี  ชยางกูร  ประจำกองอำนวยการผสม

    คณะกรรมการฝ่ายไทย และฝ่ายกองทัพญี่ปุ่น ได้เปิดประชุึมกัน ครั้งแรก ในวันที่  8 สิงหาคม  พ.ศ. 2485  ผลสรุปออกมา กองทัพญี่ปุ่น ของสร้างทางรถไฟเอง ขอให้ไทยอำนวยความสะดวกให้ตามสมควร  แต่ฝ่ายไทยแย้งว่า ขอเป็นฝ่ายสร้างเอง โดยให้ญี่ปุ่นส่งวัสดุที่จะใช้ในการสร้างให้ไทย และมีข้อแม้ว่า ภายหลังการวางรางเสร็จแล้ว ขอมิให้กองทัพญี่ปุ่นเรียกคืนไป

     จากนั้น ก็มีการประชุมกันอีก  ซึ่งการเจรจา ได้พูดถึงรายละเอียดมากมาย พลตรี เซจิ  โมริยา  นายทหารหัวหน้าผู้แทนฝ่ายกองทัพญี่ปุ่น ได้กล่าวเน้นว่า ญี่ปุ่น มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการรบต่อไปอีก ดังนั้น การสร้างทางรถไฟไทย - พม่า จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และยืนยันจะขอสร้างเอง เพื่อให้รวดเร็ว เพราะญี่ปุ่น มีวิศวกรที่ชำนาญกว่า และให้สัจจะว่า ทางสายนี้ กองทัพพระจักรพรรดิ จะสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา  1  ปี

     แต่ปัญหาที่ติดตามมาก็คือ การสร้างทางรถไฟ จะต้องกระทบกระเทือน ต่ประชาชน ที่ทางรถไฟพาดผ่านไป เพราะญี่ปุ่นทำโดยความรดวเร็ว อาจไม่คำนึง ถึงผลกระทบต่อคนไทยที่รัฐบาลรับผิดชอบ เรื่องนี้ญี่ปุ่นยอมรับ และบอกว่า เมื่อจำเป็น ก็ต้องจ่ายเงินให้เป็นการตอบแทน

     การเจรจายังหาข้อยุติไม่ได้ ฝ่ายไทยจึงเสนอให้แบ่งตอนกันสร้าง โดยไทย จะเริ่มสร้างจากชุมทางหนองปลาดุก ไปถึงกาญจนบุรี จากนั้น ต่อไปถึง เจดีย์สามองค์ ให้ญี่ปุ่นสร้าง ญี่ปุ่นแย้งว่า การแบ่งตอนกันสร้างนั้น ถ้าได้ลงมือทำงานกันจริง ๆ  แล้วจะลำบากและขลุกขลักมาก ไทยจึงไม่จำเป็น ต้องสร้างก็ได้ เป็นแต่ช่วยเหลือในการเวนคืนที่ดิน เครื่องมือและอุปกรณ์ก็พอ เรียกว่าร่วมมือกัน ไทยตอบว่า หาญี่ปุ่นทำเกรงว่า จะพูดกับทางงานฝ่ายช่าง ไม่รู้เรื่อง ดังนั้น ให้ไทยทำช่วยตอนที่ง่าย ๆ  ส่วนตอนยาก ๆ  ก็ให้ญี่่ปุ่นทำไป

     ญี่ปุ่นอ้างว่า ที่จะไปทำนั้น มีทหารญี่ปุ่นมาก เชลยก็มาก เกรงกว่า จะมีเรื่องกัน ไทยว่า เรื่องนี้ จะคอยดูแลราษฎรไม่ให้ไปเกิดการโต้เถียงกัน แต่เรื่องที่ญี่ปุ่น จะไปเที่ยวขุดดินในที่ของเขาเหล่านั้นไปถมทางรถไฟ ปัญหาใหญ่ต้องเกิดขึ้นแน่ เพราะเป็นทั้งที่นาและบ้าน จึงควรจะให้ไทยทำตั้งแต่หนองปลาดุก ถึงกาญจนบุรี ตามที่เสนอไปแล้ว จากนั้นให้ญี่ปุ่นสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว และทำทางรถไฟ ต่อไป ก็น่าจะหมดปัญหา ญี่ปุ่นยังไม่แน่ใจถามว่า แล้วไทยจะสร้างเสร็จภายใน 1 ปี หรือ  ไทย...รับรองเสร็จแน่  ญี่ปุ่น..60 กิโลเมตร ที่จะรับไปทำนั้น ขอให้อยู่ภายใต้ บังคับบัญชาของญี่ปุ่นได้หรือไม่  ไทย... ขอให้ยอมรับในหลักการก่อนว่า จะยินยอม หรือไม่ ส่วนการบังคับบัญชานันเราจะจัดการต่อให้เรียบร้อย  ญี่ปุ่น..อยากรู้ว่า จะให้ใครสร้าง  ไทย... เอาใครสร้างนั้น ไม่ต้องถาม สร้างให้เสร็จก็แล้วกัน

     การเจรจา ญี่ปุ่นตกลงยอมรับข้อเสนอของไทย โดยตกลงว่า งานที่ฝ่ายไทยทำ คือ พูนดินแนวทางที่จะวางรางรถไฟ จากชุมทางหนองปลาดุก ถึงแม่น้ำแควใหญ่ ส่วนการวางรางเหล็กนั้นเป็นของญี่ปุ่น  ภายหลังตกลงกันได้ จึงมีการสำรวจร่วมกัน ระหว่างวิศวกรไทย และญี่ปุ่น ฝ่ายไทยมีนายชาติชาย  จันทรโปรย นายช่างทางสาย กาญจนบุรี และ ม.ร.ว. ปราณเนาวศรี เนาวรัตน์ นายช่างผู้ช่วยกองแบบแผน ส่วนฝ่ายญี่ปุ่น มีร้อยตรี คาวาซากิ  เป็นหัวหน้าคณะ เริ่มออกเดินทางสำรวจ ในวันที่  20  เมษายน  พ.ศ. 2485  ด้วยขบวนรถไฟจากหัวลำโพง เวลา 7.40 น. ไปลงที่ สถานีบ้านโป่ง แล้วใช้รถยนต์ต่อไปจนถึงกาญจนบุรี จากนั้น ก็ทำการสำรวจ ไปจนถึงไทรโยค ต้นแม่น้ำแม่กลอง

ทางรถไฟสายมรณะ
ทางรถไฟสายมรณะ
ทางรถไฟสายมรณะ ไต่ไปตามหน้าผา ริมแม่น้ำแควใหญ่ อย่างหวาดเสียว
หลายแห่งของทางรถไฟ ต้องข้ามเหวไป ในสภาพที่เห็นในภาพนี้

     การสำรวจครั้งที่  2  โดยคณะสำรวจชุดเดิม ตั้งแต่วันที่  28  เมษายน  พ.ศ. 2485 ครั้งนี้ได้เดินทางไปจนถึงชายแดนไทย - พม่า และต่อมาอีกหลายครั้ง ได้มีการนัดหมายพบกัน ระหว่างฝ่ายไทยกับทหารญี่ปุ่น ซึ่งสร้างทางรถไฟ ในเขนพม่า  โดยเดินทางเข้ามาทางเมืองเมาะละแหม่ง ถึงสังขละ ซึ่งการเดินทาง ครั้งนี้ ญี่ปุ่นทางพม่ามีนายทหาร 5 นาย ใช้ช้าง 5 เชือก ควาญประจำช้างอีก 8 คน และมีคนนำทางเป็นคนไทย

     เมื่อการสำรวจเป็นที่เรียบร้อย ทางรถไฟสายมรณะ ก็เริ่มขึ้น ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2485  โดยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายวางรางเหล็กไปตามแนวบนพูนดิน ที่ไทยสร้างจาก สถานีชุมทางหนองปลาดุก ถึงท่ามะขาม  อำเภอเมือง  กาญจนบุรี ระยะทาง  55  กิโลเมตร  ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำ สร้างทั้งสะพานไม้และสะพานเหล็กไปพร้อม ๆ  กัน ทั้งรางและสะพานไม้ใช้เวลาสร้าง 4 เดือน สามารถให้รถไฟเดินทางเป็นครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2486  จนถึงเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน สะพานที่เป็นเหล็ก จึงสร้างเสร็จ

     ทางรถไฟสายมรณะ นับจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว ญี่ปุ่นสร้างต่อไปที่เขาปูน 2 กิโลเมตร ต่อไปยังบ้านเก่า ระยะทาง 31 กิโลเมตร ไปท่ากิเลน 8 กิโลเมตร ไปวังสิงห์ 12 กิโลเมตร ไปลุ่มสุ่ม 2 กิโลเมตร ไปวังโพ 4 กิโลเมตร ไปช่องแคบ 7 กิโลเมตร ไปท่าเสา (ซึ่งเป็นแคมป์เชลยศึก เรียกแคมป์ท่าเสา ต่อมาเรียกสถานีน้ำตก) 9 กิโลเมตร ไปไทยโยคใหญ่ 38 กิโลเมตร ไปลิ่นถิ่น 13 กิโลเมตร ไปบ่อน้ำร้อน หินดาด 17 กิโลเมตร ไปท่าขนุน (ทองผาภูมิ) 20 กิโลเมตร ไปเกริงไกร 32 กิโลเมตร ไปกุงกุย 12 กิโลเมตร ไปแก่งกล้วย 32 กิโลเมตร แล้วไปเชื่อมต่อกับ ทางรถไฟจากเมาะละแหม่ง ที่บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ รวมเส้นทางที่ญี่ปุ่น เป็นฝ่ายสร้าง 239 กิิโลเมตร  ถ้ารวมทั้งหมดของทางรถไฟที่สร้างขึ้นใหม่ ตั้งแต่ หนองปลาดุก ถึงสุดปลายทาง มีความยาว 294 กิโลเมตร

 

 

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

 

 

        อ่านต่อด้านบนขวา

        
  ทางรถไฟนี้ เดิมญี่ปุ่น มีเป้าหมายจะให้เสร็จสมบูรณ์ ในเดือนพฤสจิกายน แต่ปรากฏว่า ญี่ปุ่นสามารถสร้างได้เสร็จก่อนกำหนด 1 เดือน ในวันที่ 25 ตุลาคม  พ.ศ. 2486 จึงเป็นวันฉลองความสำเร็จ ของทหารพระจักรพรรด
สภาพเชลยศึก
สภาพเชลยศึกในค่ายกักกัน

    การที่ทางรถไฟสายนี้ ถูกเรียกว่า เป็นทางรถไฟสายมรณะ โดยเฉพาะ นับตั้งแต่ สะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปตามแนวลำแม่น้ำแควน้อย จรดชายแดน ที่ "นีก้า" ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเมืองเมาละแหม่ง ก็เนื่องจากว่า บรรดาเชลยศึกประเทศพันธมิตร ที่ญี่ปุ่นกวาดต้อนมาจากฟิลิปปิสน์  อินโดนียเซีย  สิงคโปร์  มลายู และกรรมกร ทั้งไทย  จีน  แขก  ซึ่งมีจำนวนรวมประมาณ 170,000 คน ส่วนหนึ่ง ต้องเสียชีวิตลง เพราะความโหดร้ายทารุณ ทั้งจากทหารญี่ปุ่น และจากภัยธรรมชาติถึงแสนคน ยังที่ต้องพิกลพิการอีกนับหมื่น เพียงเพื่อสร้างทางรถไฟสายเดียวที่ยาว ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร

ฉากแสดงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว
ฉากแสดงการสร้างสะพานข้าม แม่น้ำแควใหญ่ของภาพยนตร์ เรื่อง "สะพานข้าแม่น้ำแคว"

     นับว่าเป็นโศกนาฏกรรม อันใหญ่หลวงของมนุษย์โลก ที่ใคร ๆ  ก็ไม่สามารถลบ ออกไปจากความทรงจำได้ และที่กล่าวกันว่า "ทางรถไฟสายนี้ ฝ่ายพันธมิตร ต้องสูญเสียไป 1 ศพ ต่อ 1 ไม้หมอนที่รองรางรถไฟ" นั้น ไม่เกินไปจากความจริงเลย

     ังบันทึกของ George  Voges อดีตเชลยศึก เขียนไว้ใน THAILAN - BURMA RAIL ROAD ตอนหนึ่งว่า...

     เราต้องรับผิดชอบในการสร้างสะพาน สองสะพาน ซึ่งห่างประมาณ 1 ไมล์จากค่าย หลังอาหารเช้า แล้วเราก็เดินแถวเรียงหนึ่ง เพื่อไปทำงาน เอาอาหารกลางวันติดตัวไปด้วย และทำงานจนถึง 6 โมงเย็นทุกวัน

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
สะพานข้ามแม่น้ำแคว เมื่อมคั้งถูกถล่มด้วยระเบิด

     บ่ายวันนั้น เราถือเหล็กแหลม ไม้ เชือก ไปยัง ที่สร้างสะพาน สะพานหนึ่งยาว 40 หลา อีกสะพานหนึ่ง สั้นกว่าเล็กน้อย ข้ามแนว 2 แห่ง ซึ่งลึกเกินไป หากจะคิดถมดิน มันไม่ใช่งานของผู้มีความรู้ ด้านวิศวกรรม เราต้องเป็นกรรมกร - กุลี แต่วิธีการสร้าง แบบของญี่ปุ่นนั้นง่าย และอายุการใช้งานเพียงชั่วคราว

     ครั้งแรก ตั้งเสาเอาตะลุมพุก กระแทกเข็มลงในดิน ใช้คนสองชุด สำหรับดึงเชือกหลายเส้น แล้วปล่อยลูกตุ้ม กระแทกให้เข็มใหญ่ลึกลงไปในดิน เมื่อเข็มเหล่านี้ หยั่งลึก และได้ระดับดีแล้ว ก็สร้างสะพานไม้ บนฐานไม้เหล่านั้น เชลยสงครามบางคน นั่งถาก แต่เสาเข็มให้แหลม บางคนาดึงเชือกลากลูกรอก เอาไม้สักขึ้นจากแม่น้ำระยะ 30 ฟุต จากเบื้องล่าง

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
ตู้รถไฟคุมเชลยศึก
สะพานจ้ามแม่น้ำแคว อนุสรณ์สถาน ของทางรถไฟสายมรณะ
ตู้รถไฟที่ใช้คุมขังเชลยศึก ในสงคราม

     อะไรก็พอทน แต่แสงแดดในยามบ่าย แผดเผาผิวหนังพวกเรา จนไหม้เกรียม แถมกางเกง ซึ่งไม่มีจะนุ่งด้วย เอาเศษผ้ามาทำเป็นผ้าเตี่ยว ปกปิดบัง เครื่องเพศไว้เพียงนิดเดียว เหงื่อไหลโทรมกาย ไหลเข้าตาแสบ การฉุดดึงไม้ใหญ่ให้เข้าที่ ดังทาส ฟาโรห์ สร้างปิระมิดในอียิปต์สมัยโบราณ นั่งร้านสูง มีทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง คอยบอกให้สัญญาณ ปล่อยลูกตุ้ม ลงบนเข็ม แล้วก็เริ่มลากชักไปใหม่

     เสียงนับ 1 - 2 ดังตลอดเวลาบ่าย มือพอง เลือดไหล แสดงแดดในยามบ่าย ไม่เคยเวทนาปรานีใคร  พอ 6 โมงเย็น เราก็ลงอาบน้ำพร้อม ๆ  กับพลทหาร งานทำสะพานร้ายทารุณกว่าพูนดินทำถนน รอรับรางรถไฟ เรารู้ทุกคนว่า ทะระโมโต้ เกลียดนายทหารมากกว่าพลทหารและนายสิบ สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นงานประจำวันของชุดเชลยสงคราม ระดับนายทหารสัญญาบัตร จนสะพาน 2 แห่งนี้ แล้วเสร็จ และเราออกจากค่ายชนไก่

     ด้วยเวลาเพียงวันเดียว เราเอาซุงขนาดใหญ่ขึ้นจาก แม่น้ำ 88 ตัน ด้วยมือและเรี่ยวแรงของมนุษย์ แล้วแบกต่อไปอีก 60 หลา วางซ้อนไว้ ทำไปจนกว่า จะหมดแรงหรือเจ็บป่วย....

     ได้กล่าวถึงการสร้างทางที่ท่าขนุน (ทองผาภูมิ ในปัจจุบัน) ว่า... เป็นช่วงที่พวกเราจะต้องรับผิดชอบ ทำดิน พูนดิน และทำสะพาน  ภูมิประเทศช่วงนี้ สุดลำเค็ญ ด้านหนึ่งของขอบถนน เป็นเขาชั้นหนึ่งในสาม สูงหลายร้อยฟุต ยอดเขาปกคลุมด้วยไผ่ และป่าสูง และด้านข้าง ๆ  มีสภาพเป็นเหว หวาดเสียว ไม่น่าดูเลย สำหรับความลึก

     ตรงที่เป็นเหวลึกนี้ พวกเชลย จะต้องขุดเจาะ ทำทางรถไฟเลาะไปตลอด และขนดิน หิน ไม่ให้ขวางทาง และจะต้องยืนทำงานตัวตรง ทำมุมกับหน้าผาก 60 องศา และหุบเขาแห่งหนึ่ง ๆ  ก็หมายถึงสะพานหรือท่อน้ำลอด

     ถ้าไม่ถูกบีบบังคับที่เช่นว่านี้ ทำเองก็คงต้องใช้เวลา หลายปี...

     และอีกตอนหนึ่ง บรรยายถึงสภาพความโหดร้ายว่า

     วันวานนี้เสียชีวิต 9 คน และก่อน 11 โมงเช้าวันนี้ ตายไปอีก 2 คน บรรดากุลีเหล่านี้ (หมายถึง พวกทมิฬ คนงานที่กวาดต้อนมาจากมลายู) ได้เข้ามาอยู่ใน ประเทศไทย ประมาณ 4 เดือน  แพทย์สองคนได้บอกว่า อย่างน้อย ๆ  ตายไปแล้วถึงแสนคน  พวกเขา ตายอย่างไร ที่ตำบลท้องช้าง วันแรก ๆ  นายทหารผู้หนึ่ง ถูกโบยตีอย่างหนัก เพราะไม่ยอมสังหารคนป่วยทมิฬ ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นอหิวาตก์ฯ ใกล้ตาย เขาออกไปพบกับ นายทหารอังกฤษคนอื่น ๆ  ทุกวัน เพื่อไปเก็บศพกุลี เหล่านั้น ซึ่งคลานไปตายในป่า นำมาเผาเสีย

     ครั้งหนึ่ง ชาวทมิฬชราผู้หนึ่ง ยันตัวขึ้น ขณะอยู่ในเปล ซึ่งวางระหว่างศพ กำลังจะลงในหลุม ที่ฝังรวมกัน ทหารญี่ปุ่นที่ควบคุม ก็ฟาดศีรษะทมิฬผู้นั้น ด้วยพลั่ว ร่างของเหลื่อเซถลาลงไปกองสุมรวมกันศพ เหล่านั้น ก่อนที่จะถูกดินกลบ

     วิธีกำจัดศพพวกทมิฬ โดยทั่วไป ก็คือ โยนศพลงไปในแม่น้ำ ส่วนมากจะถูกทิ้งให้ตายในที่แจ้ง ก่อนจะตาย ก็ปล่อยให้นั่งจมอยู่ในบ่อส้วม (เพราะเป็นอหิวาตก์ฯ ถ่ายไม่หยุด) แมลงวันตอมเต็มตัว

     ศพหนึ่งนั่งพิงต้นไม้ ถูกสัตว์ประเภทหนู - เม่น มาแทะ เหลือแต่กระดูกขาวโพลน ภายใน 48 ชั่วโมง โครงกระดูกก็ยังอยู่ในลักษณะเดิม คือท่านั่งถ่าย...

     มีคนตายมาก ๆ  เสียจนเวลาที่กลบดิน เกลี่ยดิน ปิดหลุมฝังศพหมู่ มือศพยังโผล่พ้นดินที่ถมขึ้นมา คนเหล่านี้ต้องพบกับการตายอย่างทารุณ และทรมาน ทุกรูปแบบที่โลกนี้จะพึงมี....

     ทั้งหมดเป็นเพียงแค่บางเสี้ยวของเรื่องราว ที่ George  Voges เขียนเล่าไว้ในบันทึกดังกล่าวของเขา

     ทางรถไฟสายมรณะ ที่กลืนชีวิตเชลยศึก และกุลีชาวเอเชียที่ถูกบังคับไปนับแสนคน ได้สร้างเสร็จ และสามารถลำเลียงเสบียง และยุทโธปกรณ์ ได้วันละ 3,000 ตัน มีเวลาอยู่ได้ไม่ถึง 3 ปี ในปี พ.ศ. 2488 เครื่องบินของฝ่ายพันธมิตร ได้มาทิ้งระเบิดสะพานข้าม แม่น้ำเสียหาย แต่เชลยศึก ก็ต้องเสียชีวิตไปด้วยมากมาย เช่นกัน เพราะการทิ้งระเบิด ไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่า แคมป์เชลยศึก ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง

     จนกระทั่ง ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในปีเดียวกัน เพราะระเบิดปรมาณู 2 ลูก ที่สหรัฐฯ หย่อนลงในเมือง ฮิโรชิมา และนางาซากิ ครั้นเมื่อสงครามปิดฉากลง ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงกลายเป็นอดีตอันเศร้าสลด ให้กล่าวถึง ความโหดร้าย อันเป็นอมตะจนทุกวันนี้

หัวรถจักร
หัวรถจักร ที่เคยใช้บนเส้นทางสายมรณะ ในระหว่างสงคราม