Make your own free website on Tripod.com
สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลก

กำเนิดศาสนาคริสต์
ประวัติและคำสอนของพระเยซู
โรมันได้แผ่อำนาจไปยังแคว้นยูเดีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของชาวยิว  ประมาณ 63 ปีก่อนคริสตกาล ตอนแรก ราชอาณาจักรของชาวยิวยังคงเป็นอิสระอย่างน้อยก็ยังปรากฏชื่ออยู่  ต่อมาโรมเข้ายึดครองราชอาณาจักรของชาวยิว ใน ค.ศ. 6 (พ.ศ. 549) และทำให้เป็นจังหวัดหนึ่งของจักรวรรดิ อย่างไรก็ตาม ชาวยิวจำนวนมาก ยังเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง  พระคัมภีร์ไบเบิลดั้งเดิมกล่าวไว้ว่า พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระผู้ช่วยที่เรียกกันว่า Messiah (พระผู้มาโปรดชาวยิว) จะมาฟื้นฟูราชอาณาจักรของชาวยิว ประมาณสองทศวรรษที่ชาวโรมันเริ่มเข้าปกครอง ชาวยิวจำนวนมากมีความเชื่อว่า พระผู้ช่วยนั้นมาโปรดแล้ว

คริสต์ศาสนา  


ในพระวรสารกล่าวว่า พระเยซูประสูติในเมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) และเติบโตขึ้นมาในเมืองนาซาเร็ธ ต่อมาคริสต์ศาสนิกชน ได้เฉลิมฉลองวันประสูติของพระองค์ในวันหยุดคริสมาสต์ ในพระวรสาร พระเยซูถูกเลี้ยงดูมาโดยมารีย์ มารดาของพระองค์และโจเซฟ

(ซ้าย) ภาพวาดพระเยซูประสูติ/Picture of Jesus's birth

พระเยซูแห่งนาซาเรธ 
แม้ว่าวันเดือนปีที่แท้จริงยังไม่แน่นอน นักประวัติศาสตร์ก็เชื่อว่า ประมาณ 6-4 ปีก่อนคริสตกาล ชาวยิวได้ตั้งชื่อพระเยซู ผู้ซึ่งประสูติในเมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย พระเยซูถูกเลี้ยงดูมาในหมู่บ้านนาซาเร็ธ ในตอนเหนือของปาเลสไตน์ พระองค์ได้รับพิธีบัพติศมาโดยผู้เผยพระวจนะ นามว่า ยอห์นผู้ให้บัพติศมา ชีวิตวัยหนุ่ม พระองค์มีอาชีพค้าขายไม้

คริสต์ศาสนา   ขณะอายุ 30 พระเยซูทรงเริ่มภารกิจของพระองค์ อีก 3 ปี ถัดมา พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนบำเพ็ญประโยชน์มากมายและมีรายงาน
แสดงปาฏิหาริย์มากมาย คำสอนของพระองค์มีแนวความคิดมากมายจากธรรมเนียมประเพณี
ของชาวยิว เช่น การนับถือพระเจ้าองค์เดียว หรือความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวและหลักบัญญัติสิบประการ พระเยซูทรงเน้นความสัมพันธ์กับมนุษย์แต่ละคนในฐานะเป็นบุคคล
ของพระเจ้า พระองค์ทรงเน้นให้ผู้คนมีความรักต่อพระเจ้า ต่อเพื่อนบ้าน ต่อศัตรูและต่อตนเอง พระองค์ยังสอนว่าพระเจ้าจะยุติความชั่วร้ายในโลกและจะสร้าง
อาณาจักรนิรันดร หลังจากความตายให้กับคนที่สำนึกบาปด้วยความจริงใจ


เริ่มเผยแพร่ศาสนา
 
การบันทึกเวลาทางประวัติศาสตร์พูดถึงพระเยซูน้อยมาก แหล่งที่มาหลักของข้อมูลเกี่ยวกับคำสอนของพระองค์ คือ พระวรสาร (Gospels) ซึ่งเป็นหนังสือ 4 เล่มแรกของพันธสัญญาใหม่ของพระคัมภีร์ไบเบิล พระวรสารบางส่วนคิดกันว่า มีการเขียนขึ้นโดยสาวกของพระเยซู
คนหนึ่งหรือมากกว่า  สาวกทั้ง 12 ท่าน เหล่านี้ ต่อมาก็จะเรียกว่า 
อัครสาวก (apostles)


(ซ้าย) สถานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพระเยซู



ในขณะที่พระเยซูเดินทางเทศนาไปยังเมืองต่าง ๆ กิตติศัพท์ของพระเองก็ขจรขจายไป พระองค์ทรงจูงใจคนเป็นจำนวนมากให้มาสัมผัสพระวรสารของพระองค์  เพราะพระเยซูไม่สนพระทัยคนมั่งคั่งและคนมีฐานะ พระวรสารของพระองค์จึงเป็นที่สนใจเป็นพิเศษแก่คนยากจน  พระองค์ตรัสว่า "ความสุขมีแก่ผู้ที่ถ่อมสุภาพ เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก"  พระวจนะของพระองค์ที่อยู่ในพระวรสาร ง่ายและตรงไปตรงมา  ดังนี้;
          “จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน จงอวยพรคนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ทำร้ายท่าน ถ้าผู้ใดตบแก้มท่าน จงหันแก้มอีกข้างให้เขาด้วย ถ้าผู้ใดเอาเสื้อคลุมของท่านไป จงยอมให้เขาเอาเสื้อของท่านไปด้วย จงให้แก่ทุกคนที่ขอท่าน และถ้าใครเอาสิ่งที่เป็นของท่านไป อย่าเรียกร้องสิ่งนั้นกลับคืน จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน”

                                                                                                                                            ลูกา 6:27–31

สาวกของพระเยซู 
ในวัยหนุ่ม พระเยซูเป็นศาสดานักเดินทาง คำบรรยายในพระคัมภีร์บอกว่า พระองค์ทรงหายจากอาการป่วยและอ่อนแอ แล้วทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น (ไวน์) ในงานเลี้ยงงานแต่งงานในหมู่บ้านคานา (Cana)
พระเยซูทรงเริ่มรวบรวมสาวก  สาวกผู้ใกล้ชิดที่สุดของพระองค์   12 ท่าน คือ ปีเตอร์หรือเปโตร (Peter) อันดรู (Andrew) เจมส์หรือยากอบ (James) ยอห์น (John) ฟิลิป (Philip) บารโธโลมิว (Bartholomew) โธมัส (Thomas) มัทธิว (Matthew) เจมส์หรือยากอบ (James - บุตรอัลเฟอัส)  ซีโมน (Simon) ธัดเดอัส (Thaddaeus) และยูดาส อิสคาริโอท (Judas Iscariot)

คำสอนของพระเยซู 
พระเยซูทรงสอนความยุติธรรม ความเมตตาและการเกิดขึ้นแห่งอาณาจักรของพระเจ้า พระองค์มักจะเผยแพร่พระวรสารเหล่านี้ในรูปแบบของคำอุปมาหรือเรื่องราวที่ประกอบด้วยศีลธรรม คำอุปมาที่รู้จักกันดีที่สุดของพระเยซูที่ 3 เรื่อง คือ ผู้มีจิตใจเมตตากรุณา (Good Samaritan) ลูกล้างผลาญ (Prodigal Son) และแกะหาย (Lost Sheep)   คำอุปมาเรื่อง ผู้มีจิตใจเมตตากรุณา สอนให้รู้จักความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น  แม้ว่าเขาจะมีความแตกต่างจากเราและไม่ได้ร่วมเชื้อชาติหรือศาสนาเดียวกับตัวเรา คำอุปมาเรื่อง ลูกล้างผลาญ ว่าด้วยการเรียกร้องจิตวิญญาณที่สูญหายให้กลับใจของพระเจ้า คำอุปมาเรื่อง แกะหาย ว่าด้วยความเป็นห่วงคนทุกคนของพระเจ้า
         คำสอนที่มีชื่อเสียงที่สุดของพระเยซู คือ คำเทศนาบนภูเขา (the Sermon on the Mount) พระธรรมเทศนาเริ่มต้นด้วยความสุข ในพระธรรมเทศนานี้พระเยซูทรงเป็นกำลังใจให้คนไม่เพียงแต่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนจิตใจของพวกเขาด้วย บุคคลไม่ควรละเว้นจากการฆ่าเพียงเท่านั้น แต่ควรจะรักและสวดขอพรให้ศัตรูของตนเองด้วย พระเยซูทรงเป็นกำลังใจให้สาวกของพระองค์ดำเนินชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายและถ่อมตัว

แม้ขณะที่ทรงสั่งสอน พระเยซูก็ทรงโกรธบางคนที่มาฟังพระองค์ทรงเทศนา  ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูทรงยกโทษให้คนที่ทำลายกฎทางศาสนา แต่ผู้นำชาวยิวหลายคนคิดว่าพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถประทานอภัยเช่นนี้ได้ พระเยซูยังสมาคมกับพวกคนบาปซึ่งผู้นำทางศาสนาถือว่าเป็นจัณฑาล ที่น่าตกใจมากที่สุดคือการที่สาวกของพระเยซูบางส่วนอ้างว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ (Messiah)  ที่พวกเขารอคอย  ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้มีปรปักษ์จำนวนหนึ่งต่อพระเยซู

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู 
การอ้างว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์หรือพระผู้ช่วยให้พ้นและผู้ปกครองของชาวยิว ได้ข่มขวัญชาวโรมันเพราะมันก่อให้ความสงสัยทางอำนาจและการบริหารทางการเมืองของพวกเขา นอกจากนี้ข้ออ้างนั้นยังทำให้ผู้นำชาวยิวจำนวนมากเกิดความตระหนกตกใจ

การจับกุมและการพิจารณาในศาล 
ตามที่กล่าวไว้ในพระวรสารทั้งสาม  สาวกของพระเยซูได้ยกย่องพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ ในขณะที่พระองค์เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว  ในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งเมือง  พระเยซูทรงวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธรณชน ถึงวิธีการบริหารวิหาร พระเยซูจึงถูกจับและถูกส่งไปยังโรมัน เพื่อรับการลงโทษ

 

คริสต์ศาสนา

อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู/The last supper of Jesus

เรื่องราวของการฟื้นคืนชีพ 
ปอนติอุส  ปิลาต (Pontius Pilate) ผู้ปกครองโรมัน สั่งให้ประหารชีวิตพระเยซูด้วยการตรึงไม้กางเขนหรือแขวนบนไม้กางเขนจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ ร่างของพระองค์ถูกนำลงมาจากไม้กางเขนและถูกฝังไว้พร้อมทั้งนำก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดหน้าหลุมฝังศพของพระองค์
        ในวันที่สามหลังจากที่พระองค์ถูกประหาร  ตามที่กล่าวไว้ในพระวรสาร สาวกบางพวกรายงานว่าหินเคลื่อนออกไป หลุมฝังศพว่างเปล่า สาวกพวกอื่น ๆ ก็พูดว่าพวกเขาได้เห็นพระเยซูและเดินพูดคุยกับพระองค์ด้วย
        การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าสาวกของพระองค์จำนวนมาก ว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า พวกเขามีความเชื่อว่า พระเยซูทรงตั้งพระทัยที่จะสละชีวิตของพระองค์เพื่อประโยชน์ของอาณาจักรพระเจ้า พระเจ้าทรงนำชีวิตใหม่มาสู่โลกผ่านทางการตายและการฟื้นคืนชีพของพระเยซู นี่คือโลกที่บาปและความตายจะพบกับความปราชัย เหล่าสาวกของพระเยซูกล่าวว่าทุกคนที่เชื่อเรื่องนี้จะมีส่วนร่วมในชีวิตของพระเจ้า         

 

       ตามคำบอกเล่าของชาวคริสต์ พระเยซูถูกตรึงกางเขนในวันศุกร์ และทรงฟื้นคืนชีพในวันอาทิตย์ วันหยุดของชาวคริสต์ คือ วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) และวันอาทิตย์อีสเตอร์ (Easter Sunday) ซึ่งเป็นวันสำหรับระลึกถึงเหตุการณ์ทั้งสองนี้ ได้มีการเฉลิมฉลองนับตั้งแต่นั้นมา

(ขวา) สุสานฝังศพของพระเยซู ถูกปิดด้วยก้อนหินกลม

 

คริสต์ศาสนา

This burial chamber dating from the time of Jesus was sealed
with a round stone.

 

ชาวคริสต์ยุคแรก
สาวกรุ่นแรกพระเยซูเป็นชาวยิว ในที่สุด สาวกเหล่านั้นก็พัฒนาความเชื่อและการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกออกจากศาสนายิวและเรียกกันว่า คริสตชน

คริสตจักรในยุคแรก 
เหล่าสาวกคิดว่าพระเยซูได้ทำให้คำทำนายของชาวยิวเรื่องพระเมสสิยาห์สมหวังแล้ว  เหล่าสาวกพยายามโน้มน้าวชาวยิวคนอื่น ๆ ให้ยอมรับพระเยซูเป็นเมสสิยาห์
          คริสตจักรในยุคแรกเน้นการแบ่งปันทรัพย์สมบัติเช่นเดียวกับการบำเพ็ญการกุศล ด้วยการช่วยนักโทษและการรับประทานอาหารร่วมกัน ผู้หญิงและทาสมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วม อาจจะเป็นเพราะคริสตจักรใหม่สอนว่า สมาชิกทุกคนมีความเสมอภาคกัน ความเชื่อเหล่านี้ช่วยในการก่อตั้งคริสตจักรในยุคแรก นอกเหนือจากศาสนาอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน  เหล่าสาวกปรารถนาในการเผยแพร่พระวรสารของพระเยซูและเปลี่ยนคนอื่น ๆ ให้มีความเชื่อเหมือนกับตนเอง

เกิดความขัดแย้ง
ชาวยิวที่หันมานับศาสนาคริสต์ คือ สมาชิกกลุ่มแรกของคริสตจักร การเปลี่ยนแปลงคนต่างชาติ (Gentiles – เป็นคำที่ชาวยิวเรียกคนที่ไม่ใช่ยิว) หรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิว ให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ได้จุดประกายให้มีการอภิปราย บางคน คิดว่า ชาวต่างชาติควรปฏิบัติตามพระคัมภีร์โทราห์ ในขณะที่คนอื่น ๆ คิดว่าวิธีนี้ไม่จำเป็น
          ครั้งแรก ผู้นำชาวโรมันไม่สนใจชาวคริสต์ในยุคแรก ชาวโรมันก็เหมือนกับชาวคริสต์นั่นเอง มีความเห็นว่า ศาสนาคริสต์เป็นนิกายหนึ่งของศาสนายูดาห์ (หรือศาสนายิว) ผู้นำชาวยิวไม่เห็นด้วยกับความเห
็นนี้

การปฏิรูป
ในศตวรรษที่ 16 ชาวคริสต์ยุโรปศรัทธาในนิกายโรมันคาทอลิกในการชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตในโลก และแสดงแนวทางไปเกิดในสวรรค์ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่คาทอลิกจำนวนมากก็กลายเป็นผู้ร่ำรวยและประพฤติทุจริต ในขณะที่นักบวชธรรมดาโดยปกติจะยากจนและเพิกเฉย นักวิชาการเริ่มต้องการจะปฏิรูปซึ่งน่าจะฟื้นฟูความบริสุทธิ์แบบเก่าของนิกายได้ อย่างไรก็ตาม ผู้มีอำนาจยังชักช้าที่จะรับผิดชอบ ดังนั้น นักวิชาการที่มีความเห็นขัดแย้ง ซึ่งมีกษัตริย์หรือราชินีอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน ก็ทำการปฏิรูปของตนเองโดยการสร้างนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้นอีกนิกายหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา

ศาสนาคริสต์  ศตวรรษที่ 1500
        ขณะที่ผู้ปกครองประเทศ
เป็นโปรเตสแตนต์ ปกติประชาชนจะปฏิบัติ
ในทำนองเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศฝรั่งเศสและ
ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประชาชนทั่วไปจะหันไปนับถือ
โปรเตสแตนต์
ตามข้อตกลงร่วมกันและต่อมา
ก็จะถูกผู้ปกครอง
ที่เป็นคาทอลิกบีบบังคับข่มเหง

(ขวา) แผนที่การเผยแพร่
คริสต์ศาสนา ค.ศ. 300 - 400

 

คริสต์ศาสนา

The spread of Christianity, AD 300 - AD 400
 

การคัดค้านในยุคแรก
เหล่าผู้บุกเบิกในการปฏิรูปประกอบด้วยนักวิชาการชาวอังกฤษ นามว่า จอห์น  วิคลิฟฟ์ (มีอายุระหว่าง ค.ศ. 1329 – 1384 = พ.ศ. 1872 – 1927 อายุ 55 ปี) และนักบวชชาวโบฮีเมีย (คือสาธารณรัฐเชก) นามว่า ยัน ฮุส (ค.ศ. 1369 – 1415 = พ.ศ. 1912 – 1958 อายุ 46 ปี) วิคคลิฟกล่าวหานิกายคาทอลิกว่าไร้ความสามารถและประพฤติทุจริต หลังจากวิคลิฟฟ์เสียชีวิต สานุศิษย์ของท่านจำนวนมาก เรียกกันว่า ขบวนการลอล์ลาร์ด ก็ถูกประหารให้เดินทางไปสนับสนุนความเชื่อของเขาต่อไป

สานุศิษย์ของฮัส (ฮุสไซต์)
ฮุสสนับสนุนทัศนะของวิคลิฟฟ์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูป และถูกเผาที่เสาไม้ในฐานะเป็นคนนอกศาสนา สานุศิษย์ของเขา คือ ผู้นับถือหลักปฏิบัติของเขาป่าวประกาศว่าเขาเป็นผู้พลีชีพและเริ่มพยายามติดอาวุธต่อต้านนิกายคาทอลิก สานุศิษย์ของฮุสพ่ายแพ้และชาวโบฮีเมียก็ถูกบังคับให้กลับไปนับถือนิกายคาทอลิก

นิกายโปรเตสแตนต์
        ชาวโปรเตสแตนต์ต้องการจะปฏิรูปนิกายคาทอลิกซึ่งพวกเขานับถือ ได้ออกไปจากแนวความคิดของคริสเตียนที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างเงียบ ๆ การปฏิรูปของพวกเขาประกอบด้วยการหันกลับไปประกอบพิธีกรรมแบบง่าย ๆ ด้วยการเน้นให้นักบวชแทรกแซงน้อยลงและเพิ่มการแสวงหาพระเจ้าของผู้นับถือแต่ละคนมากขึ้น พวกเขายังมีความต้องการให้มีการบริการเป็นภาษาท้องถิ่นมากกว่าจะเป็นภาษาละตินและภาษาของนักบวชผู้มีการศึกษาประพฤติสุจริต

คริสต์ศาสนา   คริสต์ศาสนา   คริสต์ศาสนา
  เหรียญที่ระลึกแด่ฮุส
    มาร์ติน ลูเทอร์
/Martin LuTher
  ผู้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อศาสนา ชาวโปรเตสแต้นต์ 6 ท่าน
/Six Protestant martyrs

การแบ่งแยกในนิกายโปรเตสแตนต์
นิกายโปรเตสแตนต์มีการแบ่งแยกภายในนิกายเองในฐานะเป็นประชาชนในประเทศต่าง ๆ ที่ปฏิบัติตามคำสอนของนักปฏิรูป เช่น อุลริช ซวิงลี หรือ ฮุลดริช ซวิงลี (or Hulrich ค.ศ. 1484 – 1531 = พ.ศ. 2027 – 2074  อายุ 47 ปี) และจอห์น  คาลวิน หรือ ฌ็อง กาลแว็ง  (Jean Calvin ค.ศ. 1509 – 1567 = พ.ศ. 2052 – 2110  อายุ 58 ปี) คาลวินมีอิทธิพลมากต่อปฏิรูปของสวิส ดัตช์ ฝรั่งเศส สกอตแลนด์และโปแลนด์

การยุบวัดวาอาราม
ในทศวรรตที่ 1560 การปฏิรูปก็มาถึงประเทศอังกฤษ การดำเนินชีวิตในวัดไม่มีสถานที่ในนิกายโปรเตสแตนต์ ดังนั้น ระหว่าง ค.ศ. 1536 – 1539 (พ.ศ. 2079 – 2082) พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ก็ยุบวัดในอังกฤษทั้งหมดและยึดที่ดินของวัดเหล่านั้นมาเป็นของตนเอง

พวกพิวริตันต์
สาวกชาวอังกฤษของคาลวิน เรียกว่า ชาวพิวริตันตามความปรารถนาเพื่อ “ความบริสุทธิ์” ของการปฏิบัติ ชาวพิวริตันใช้อำนาจทางการเมืองมากและก็ถูกบีบคั้นข่มเหง พวกอื่น ๆ ได้ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปสถาปนาอาณาจักร “พระเจ้า” ในอเมริกา

พวกอูเกอโนต์
เจ้าหน้าที่คาทอลิกชาวฝรั่งเศสพยายามจะขจัดนิกายอูเกอโนต์ (สาวกชาวฝรั่งเศสของคาลวิน) ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1572 (พ.ศ. 2115) มวลชนชาวคาทอลิกในปารีสได้สังหารชาวอูเกอโนต์ถึง 3,000 คน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลายมาเป็นที่รู้จักกันว่า การสังหารหมู่วันเซนต์บาโทโลมิว  ในปี ค.ศ. 1789 (พ.ศ. 2332) นิกายอูเกอโนต์ก็ได้รับสิทธิในนับถืออย่างอิสระ

การปฏิรูปคู่เคียง
ระหว่างศตวรรษที่ 1500 การต่อต้านการปฏิรูปเริ่มเรียกร้องให้ชาวยุโรปที่เป็นโปรเตสแตนต์ให้มานับถือนิกายเดิม (คาทอลิก)  คณะแห่งพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเคลื่อนไหวนี้ ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยนักบุญอิกเนเชียสแห่งโลโยลา (มีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1491 – 1556 = พ.ศ. 2034 – 2099 อายุ 65 ปี) ในปี ค.ศ. 1534 (พ.ศ. 2077)  นิกายที่เรียกว่า เยสุอิต ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง

มาร์ติน  ลูเทอร์
มาร์ติน  ลูเทอร์ (มีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1483 – 1546 = พ.ศ. 2026 – 2089 อายุ 63 ปี) อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยและเป็นนักบวชชาวเยอรมนี ก็เริ่มการปฏิรูป ตั้งแต่ ค.ศ. 1517 (พ.ศ. 2060) ท่านแสดงข้อคิดเห็นขัดแย้งคำสอนและพฤติการณ์ของนิกายคาทอลิก ท่านมีความประสงค์จะให้ประชาชนค้นหาศรัทธาในพระเจ้าส่วนบุคคลด้วยการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเอง ลูเทอร์ได้รับการปกป้องจากเจ้าชายชาวเยอรมนีผู้เห็นด้วยกับท่าน และวารสารของท่านก็ได้รับการเผยแพร่จากการตีพิมพ์เพราะมีการตีพิมพ์เกิดขึ้นในสมัยนี้

 

 

The Life and Teachings of Jesus
Roman power spread to Judea, the home of the Jews, around 63 B.C. At first the Jewish kingdom remained independent, at least in name. Rome then took control of the Jewish kingdom in A.D. 6 and made it a province of the empire. A number of Jews, however, believed that they would once again be free. According to biblical
tradition, God had promised that a savior known as the Messiah would arrive and restore the kingdom of the Jews. Roughly two decades after the beginning of Roman rule, many believed that such a savior had arrived.

Jesus of Nazareth Although
the exact date is uncertain, historians believe that sometime around 6 to 4 B.C., a Jew named Jesus was born in the town of Bethlehem in Judea. Jesus was raised in the village of Nazareth in northern Palestine. He was baptized by a prophet known as John the Baptist. As a young man, he took up the trade of carpentry.
At the age of 30, Jesus began his public ministry. For the next three years, he preached, taught, did good works, and reportedly performed miracles. His teachings contained many ideas from Jewish tradition, such as monotheism, or belief in only one god, and the principles of the Ten Commandments. Jesus emphasized God’s personal relationship to each human being. He stressed the importance of people’s love for God, their neighbors, their enemies, and even themselves. He also taught that God would end wickedness in the world and would establish an eternal kingdom after death for people who sincerely repented their sins. (Refer to pages 286–287 for more about Christianity.)

A Growing Movement
Historical records of the time mention very little about Jesus. The main source of information about his teachings are the Gospels, the first four books of the New Testament of the Bible. Some of the Gospels are thought to have been written by one or more of Jesus’ disciples, or pupils. These 12 men later came to be called apostles.

Jesus’ Death
Jesus’ growing popularity concerned both Roman and Jewish leaders. When Jesus visited Jerusalem about A.D. 29, enthusiastic crowds greeted him as the Messiah, or king—the one whom the Bible had said would come to rescue the
Jews. The chief priests of the Jews, however, denied that Jesus was the Messiah. They said his teachings were blasphemy, or contempt for God. The Roman governor Pontius Pilate accused Jesus of defying the authority of Rome. Pilate arrested Jesus and sentenced him to be crucified, or nailed to a large wooden cross to die. After Jesus’ death, his body was placed in a tomb. According to the Gospels, three days later his body was gone, and a living Jesus began appearing to his followers. The Gospels go on to say that then he ascended into heaven. The apostles were more convinced than ever that Jesus was the Messiah. It was from this belief that Jesus came to be referred to as Jesus Christ. Christos is a Greek word meaning “messiah” or “savior.” The name Christianity was derived from “Christ.”

Christianity Spreads Through the Empire
Strengthened by their conviction that he had triumphed over death, the followers of Jesus continued to spread his ideas. Jesus’ teachings did not contradict Jewish law, and his first followers were Jews. Soon, however, these followers began to create a new religion based on his messages. Despite political and religious opposition, the new
religion of Christianity spread slowly but steadily throughout the Roman Empire.

The Story of the Resurrection
The Roman governor, Pontius Pilate, ordered Jesus to be executed by crucifixion, or hanging on a
cross until he suffocated. After Jesus died, his body was taken down from the cross and a huge stone was placed in front of the tomb where he was buried.
On the third day after his execution, according to the Gospels, some of his followers reported that the stone had moved and the tomb lay empty. Others said they had seen Jesus and had even walked and talked with him.
These accounts of Jesus’ resurrection, or return to life, proved to many of his followers that he was divine. They came to believe that Jesus had been willing to give up his own life for the sake of God’s kingdom. Through Jesus’ death and resurrection, God was bringing new life into the world. This was a world in which sin and even death
would be defeated. Jesus’ followers said anyone who believed this would share in the life of God.
According to Christians, Jesus’ crucifixion took place on a Friday, and his resurrection on a Sunday. The Christian holidays Good Friday and Easter Sunday, which recall these two events, have been celebrated ever since.

The Early Christians
Jesus’ first disciples were Jews. Eventually, they developed beliefs and practices that caused a break from Judaism, and they became known as Christians.

The Early Church
The disciples thought that Jesus had fulfilled Jewish prophecies about the Messiah. The disciples tried to convince
other Jews to accept Jesus as the Messiah. The early church stressed sharing property as well as practicing charity, helping prisoners, and taking common meals. Women and slaves were eager to join, perhaps because the new church taught that all its members were equal. These beliefs helped to set the early church apart from other religions of the time. The disciples hoped to spread Jesus’ message and convert others to their beliefs.

Conflict Arises
The first members of Christian churches were Jewish converts to Christianity. The conversion of Gentiles, or non-Jewish people, to Christianity sparked a debate. Some thought Gentiles should observe the Torah, while others
thought that this practice was unnecessary. At first, Roman leaders ignored the early Christians. Like the Christians themselves, the Romans viewed Christianity as a sect, or division, of Judaism. Jewish leaders disagreed with this view.

REFORMATION
IN THE 16TH CENTURY, Europe's Christians relied on the Roman Catholic Church to guide them through their lives on Earth, and show them the way to reach Heaven. However many Catholic officials had become rich and corrupt, while ordinary priests were often poor and ignorant. Scholars began to demand reforms that would restore the Church's old purity. The authorities, however, were slow to respond, so the protesting scholars - backed by certain kings and princes - made their own Reformation by creating an alternative Protestant Church, which has existed ever since.

Christendom, c.1500
When a country's ruler became Protestant, the population usually followed suit. However, in France and the Netherlands, many ordinary people turned Protestant of their own accord, and were then persecuted by Catholic rulers.

Early protests
Forerunners of the Reformation included the English scholar, John Wyclif (c. 1329-84) and the Bohemian (Czech) priest Jan Hus (c.1369-1415). Wyclif accused the Catholic Church of incompetence and corruption. After his death, many of his followers, known as the Lollards, were put to death for continuing to support his beliefs.

Hussites
Hus supported Wyclif's views, called for reform, and was burnt at the stake as a heretic. His followers, the Hussites, proclaimed him a martyr and started an armed struggle against the Church. The Hussites were defeated, and Bohemia was forced back to Catholicism.

Protestantism
Protestants wanted to reform the Catholic Church, which, they believed, had slipped away from the Christian ideals set down in the Bible. Their reforms included a return to simple ceremonies, with less emphasis on priestly intervention and more on each worshipper’s quest to find God. They also wanted services in the local language, rather than Latin, and an educated, uncorrupted clergy.

Protestant division
The Protestant Church had divisions within itself as people in different countries followed the teachings of reformers, such as Ulrich Zwingli (1484-1531) and John Calvin (1509—64). Calvin greatly influenced the Swiss, Dutch, French, Scottish, and Polish Reformations.

Dissolution of the monasteries
In the 1530s, the Reformation reached England. Monastic life had no place in Protestantism, so between 1536 and 1539, King Henry VIII dissolved (shut down) all England's monasteries and took their lands for himself.

Puritans
English followers of Calvin were called Puritans, after their desire for a "pure" form of worship. Some Puritans wielded great political power and were persecuted; others crossed the Atlantic to establish "godly" colonies in America.

Huguenots
Frances Catholic authorities tried to quash the Huguenots (French followers of Calvin). In August 1572, Catholic mobs in Paris killed 3,000 Huguenots, an event that became known as the St Bartholomews Day Massacre. In 1789, the Huguenots won the right to worship freely.

Counter-Reformation
During the 1500s, the Counter-Reformation set out to reclaim Protestant Europe for the Church. The Society of Jesus, a major part of this movement, was formed by Ignatius Loyola (1491-1556) in 1534. The Jesuits, as they were called, became famous

Martin Luther
German university teacher and priest Martin Luther (1483-1546) started the Reformation. From 1517, he challenged aspects of the Catholic Church's teaching and behavior. He wanted people to find their own personal faith in God by individual Bible study. Luther was protected by sympathetic German princes, and his message was spread by the advent of printing.