Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

บึงพระราม

บึงพระราม

     ตั้งอยู่ที่ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา เมืองหลวงเก่า ซึ่งมีโบราณ โบราณวัตถุ และมีสถานที่ท่องเที่ยว สำคัญ มีประวัตยาวนาน เช่น "สวนสาธราณะพระราม" สถานที่ิ พักผ่อนหย่อนใจของชาวอยุธยา และนักท่องเที่ยว สวนสาธารณะแห่งนี้ เดิมเรียกว่า "หนองโสน" มีมาก่อน การสร้างพระนครศรีอยุธยา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็น "บางชีชัน" จนเมื่อสมัยที่สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้สร้าง วัดพระรามขึ้น บึงแห่งนี้ ตั้งอยู่หน้าวัดพระราม คนจึงเรียก "บึงหน้าวัดพระราม" ภายหลัง ก็เพี้ยนมาเป็น "บึงพระราม" จนถึงทุกวันนี้ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็น "สวนาธารณะพระราม" ในปัจจุบัน

สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลัก ของประเทศ จึงมีสะพานข้ามแม่น้ำ จำนวนมาก และในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นสะพาน ที่มีชื่อ เช่น (เรียงจากต้นน้ำ)

  1. สะพานเดชาติวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์
  2. สะพานตะเคียนเลื่อน (ทางเลี่ยงเมือง นครสวรรค์) จ.นครสวรรค์
  3. สะพานสมเด็จพระวันรัต เฮง ​เขมจารี หรือเรียกโดยย่อว่า สะพานพระวันรัต (ทางแยก เข้าจังหวัดอุทัยธานี) จ.อุทัยธานี
  4. สะพานชัยนาท (ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 340) จ.ชัยนาท
  5. เขื่อนเจ้าพระยา (จังหวัดชัยนาท) จ.ชัยนาท
  6. สะพานวัดโคกจันทร ์(จังหวัดชัยนาท) จ.ชัยนาท
  7. สะพานเมืองอินทร์บุร ี(จังหวัดสิงห์บุรี) จ.สิงห์บุรี
  8. สะพานสิงห์บุรี (จังหวัดสิงห์บุรี) จ.สิงห์บุรี
  9. สะพานหลวงพ่อแพ ถนนเลี่ยงเมืองสิงห์บุรี (จังหวัดสิงห์บุรี) จ.สิงห์บุรี
  10. สะพานพรหมบุรี (จังหวัดสิงห์บุรี) จ.สิงห์บุรี
  11. สะพานวัดไชโย (จังหวัดอ่างทอง) อ.ไชโย จ.อ่างทอง
  12. สะพานอ่างทอง (จังหวัดอ่างทอง) อ.เมือง จ.อ่างทอง (หน้าศาลากลางจังหวัด)
  13. สะพานกษัตราธิราช (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) จ.อยุธยา
  14. สะพานเกาะเรียน (ทางเลี่ยงเมืองอยุธยาฝั่งใต้) จ.อยุธยา
  15. สะพานบางไทร (ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 347) จ.อยุธยา
  16. สะพานเชียงราก (ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 9) จ.อยุธยา
  17. สะพานปทุมธานี จ.ปทุมธานี
  18. สะพานบางคูวัด จ.ปทุมธานี
  19. สะพานนนทบุรี (สะพานนวลฉวี) จ.นนทบุรี, จ.ปทุมธานี
  20. สะพานพระราม 4 จ.นนทบุรี
  21. สะพานพระนั่งเกล้าใหม่ จ.นนทบุรี
  22. สะพานพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
  23. สะพานพระนั่งเกล้า 3 (รถไฟฟ้ามหานคร) จ.นนทบุรี
  24. สะพานนครนนทบุรี (สะพานนนทบุรี1) จ.นนทบุรี
  25. สะพานพระราม 5 จ.นนทบุรี
  26. สะพานพระราม 7 จ.นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร
  27. สะพานพระราม 6-2 (รถไฟฟ้าชานเมือง) จ.นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร
  28. สะพานพระราม 6 กรุงเทพมหานคร
  29. สะพานกรุงธน (สะพานซังฮี้) กรุงเทพมหานคร
  30. สะพานพระราม 8 กรุงเทพมหานคร
  31. สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร
  32. สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพุทธ) กรุงเทพมหานคร
  33. สะพานพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กรุงเทพมหานคร
  34. สะพาน สมเด็จพระเจ้าตากสิน (สะพานสาทร) กรุงเทพมหานคร
  35. สะพานพระราม 3 กรุงเทพมหานคร
  36. สะพานกรุงเทพ กรุงเทพมหานคร
  37. สะพานพระราม 9 กรุงเทพมหานคร
  38. สะพานภูมิพล (เหนือ-ใต้) ส่วนเหนือ อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และส่วนใต้อยู่ในเขต จ.สมุทรปราการ
  39. สะพานกาญจนาภิเษก จ.สมุทรปราการ
  40. สะพานเจษฎาบดินทร์ ข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยาแห่งใหม่ บริเวณ ถ. นนทบุรี 1

 

 


ขุดคลองลัดเป็นแม่น้ำ

      ด้วยเหตุผลการค้าสำเภาทางทะเลของกรุงศรีอยุธยากับนานาชาติ ที่ต้องแล่นสำเภา จากอ่าวไทยเข้าตามลำน้ำเจ้าพระยา  ขึ้นสู่พระนครศรีอยุธยา  ทำให้พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ต้องทรงทำนุบรำรุงเส้นคมนาคมทางน้ำ ใ้ห้สะดวก และรวดเร็จ  เห็นได้จากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดให้ซ่อมคลองสำโรง และคลองทับนาง เป็นต้น

      นับแต่นั้นมา พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาทุกพระองค์  คงโปรดให้พิจารณาวางแผน ขุดคอลงลัดเพื่อขจัดอุปกสรรคการเดินทางในแม่น้ำ (เจ้าพระยา) ที่คดโค้งหลายแห่ง  มีแห่งหนึ่งที่ต้องแก้ไข คือบริเวณที่เป็นกรุงเทพฯ  ปัจจุบัน มีคำบอกเล่าสืบกันมาว่า ลงมือขุดคลองลัดแห่งนี้สำเร็จในแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราช  ในปีใดปีหนึ่ง ระหว่าง พ.ศ. 2077 - 2089  ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างน้อย  2  ประการ  คือ

  1.   เส้นทางแม่น้ำ (เจ้าพระยา) สายเก่าลดความสำคัญลง  เพราะคดโค้งเสียเวลาเดินทาง  นานเข้าก็แคบลงเป็นคลอง  ต่อมามีชื่อเรียกคลอง บางกอกน้อย - คลองบางกอกใหญ่  สืบมาทุกวันนี้
  2. มีแมน้ำเจ้าพระยา (สายใหม่) เกิดขึ้น ตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย (บริเวณโรงพยาบาลศิริราช กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) จนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ (บริเวณพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี กับปากคลองตลาด)
แม่น้ำเจ้าพระยาเดิม
แม่น้ำเจ้าพระยาเดิม
แผนที่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่เมืองบางกอก หลังขัดคลองลัด
ภาพถ่ายทางอากาศ ทำจำลองแม่น้ำ (เจ้าพระยา) สายใหม่ ที่เมืองบางกอก เมืองขัดคลองลัด

       ก่อนขุดคลองลัด  มีคำบอกเล่าเก่าแก่ว่า ครั้งหนึ่ง ผู้จอดเรือแพพักแรมหุงหาอาหารเช้ากิน บริเวณริมฝั่งโค้งน้ำทางเหนือ (คือปากคลองบางกอกน้อย) เมื่อกินเสร็จแล้ว ก็ถ่อพายเรือแพ เข้าแม่น้ำคดโคงต่อไป  ใช้เวลาเต็มวัน ก็จอดพักหุงหาอาหารเย็นกินบริเวณริมฝั่งโค้งน้ำทางใต้ (คือปากคลองบางกอกใหญ่) เมื่อตั้งหม้อข้าว เพื่อหุงข้าวด้วยฟืนเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่า ลืมไม้ขัดหม้อ สำหรับฝาหม้อรินน้ำข้าวออกไว้ที่ปากคลองบางกอกน้อย ที่พักหุงข้าวเมื่อตอนข้า จึงรีบเดินลัดเรือกสวนไปเอาไม้ขัดหม้อ ที่ลืมไว้ ่เมื่อได้กลับมาที่เดิมก็พอดีข้าวเดือดทันใช้ขัดฝาหม้อ ิรนน้ำข้าว

      คำบอกเล่าอย่างนี้ แสดงให้เห็นลักษณะคดโค้งของแม่น้ำ (เจ้าพระยา) สายเก่า ที่เสียเวลาเดินทางเต็มวัน  ถ้าตัดตรงลงช่วงคอคอดคดโค้ง จะใช้เวลาเพียงชั่วหม้อข้าวเดือดเท่านั้น

  ตรงบริเวณคลองบางกอกใหญ่นี่เอง  เมื่อขุดคลองลัดแล้ว จะกลายเป็นชุมชนบ้านเมืองใหม่ต่อไปข้างหน้า  เพราะโค้งแม่น้ำเดิมตรงนี้ เป็นบริเวณเวิ้งน้ำ กว้างใหญ่ตามธรรมชาติ  ที่ได้ชื่อในสมัยหลังว่า บางหลวง  แต่คนทั่วไป เข้าใจเป็นชื่อคลองบางกอกใหญ่

       บางทีอาจมีข้อกังขาว่า แต่ก่อนนั้นขุดคลองกันอย่างไร ? ดังนั้น จึงจะแทรกเรื่องไว้ตรงนี้ก่อน

  สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ มีลายพระหัตถ์ไว้ ตอนหนึ่งว่า "การขุดลัดครั้งแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชา เห็นจะไม่ได้ขุดแผ่นดินดอน คงจะมีคลองลัดเล็ก ๆ  ซึ่งเขาเดินเรือกันอยู่แล้วเป็นสิ่งนำทางขุดซ้ำรอย ให้เป็นคลองกว้างขวาง"  (สาส์นสมเด็จ เล่ม 14:  คุรุสภา  2526:  หน้า 226)  และทรงย้ำอีกว่า "คลองลัด น่าจะเป็นชาวบ้านขุดบางประจบกัน

คลองลัด
แม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่
คลองลัด กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา (สายใหม่) ของกรุงเทพฯ
บริเวณแมีน้ำเจ้าพระยาสายใหม่

  กรณีขุดคลองโคกขาม ให้เป็นคลองมหาชัยสมัยหลัง ๆ   (ครั้งพระเจ้าเสือ) ถ้าหากพิจารณาจากสภาพแวดล้อม ตามธรรมชาติแล้ว จะเห็นว่า บริเวณดังกล่าว เป็นเส้นทางน้ำ คือคูคลองคดเคี้ยวจำนวนมาก  แต่ก็มีทางน้ำลัดตัดตรง ทั้งที่เป็นธรรมชาติ และทั้งที่ชาวบ้านขุดลัดกันเองขึ้นมาก่อน เพื่อความสะดวกในการคมนาคม ต่อมาภายหลังทางราชการ จึงปรับปรุงให้กว้างขวาง และเป็นแนวตรงมากขึ้น

มีตัวอย่างการขุดคลองหมาหอน (สุนัขหอน) ในแผ่นดินรัชกาลที่ 3  โดยเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหกลาโหม (หรือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ  บุนนาค) ในสมัยรัชกาลที่ 4)  ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการ ให้เป็นแม่กอง ไปขุดแต่งซ๋อมคลองนี้ พิจารณาแล้วจึงให้วิธี "จ้างจีนขุดที่น้ำชน แยกเข้าไปริมบ้านโพธิ์หักสายหนึ่ง แล้วขอแรงกระบือราษฎร ชาวบ้านลลุยในคลองนั้น น้ำขึ้นลงเชี่ยว ก็ลึกอยู่ได้ไม่ตื้นมาจนทุกวันนี้" (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3, เล่ม 1, คุรุสภา 2504. หน้า 95)

     เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่อาจจะมีวิธีการอื่น ๆ  นอกเหนือจากนี้อีก

ตลอดลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา จนนออทะเล อ่าวไทย มีช่วงคดโค้งหลายแห่ง ซึ่งเป็นอุปสรรค ต่อการคมนาคมทางน้ำ พระเจ้าแผ่นดิน ในกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดให้ขุดคลองลัด เพื่อย่นระระทางหลายแห่งด้วยกัน ถ้านับเฉพาะสมัยกรุงศรีอยุธยา จะมีดังนี้

  1. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034 - 2072) ขุดซ่อมคลองสำโรง และคลองทับนาง
  2. สมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2077 - 2089) ขุดคลองลัดที่บางกอก
  3. สมเด็จพระมหาจักพรรดิ (พ.ศ. 2091 - 2111) ขุดคลองลัดที่บางกรวย
  4. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2153 - 2171) ขุดคลองลัด เกร็ดใหญ่ที่สามโคก
  5. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172 - 2199) ขุดคลองลัด จากเมืองนนทบุรี มาออกบางกรวย (หรือตั้งแต่ปากคลองแม่น้ำอ้อมเมืองนนทบุรี ลงมาจขนถึงวัดเขมาฯ)
  6. สมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2245 - 2251) ขุดคลองมหาชัย
  7.  สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ. 2251 - 2275) ขุดคลองที่เรียกว่า ปากเกร็ด
แผนที่แม่น้ำเจ้าพระยา
แผนที่แม่น้ำ (เจ้าพระยา) สมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงบริเวณที่ขุดคลองลัด แล้วกลายเป็นแม่น้ำสายใหม่ (อาจารย์มานิต  วัลลิโภดม ทำขึ้นจากการค้นคว้า เอกสารเก่า

 

อ่านต่อด้านบนขวา

    ชื่อ แม่น้ำเจ้าพระยา ได้จาก บางเจ้าพระยา

     ในสมัยโบราณ ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา หรือก่อนหน้านั้น แม่น้ำ (เจ้าพระยา) สมัยแรก ไม่รู้ว่าชื่ออะไรแน่ ? แต่เรียกบริเวณ ที่ไหลออกอ่ายไทยว่า ปากน้ำพระประแดง

      คำว่า "เจ้าพระยา" เพิ่งมีเรียก "ปากน้ำบางเจ้าพระยา" เมื่อแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า ที่ซึ่งเป็นเมืองสมุทรปราการ หรือจังหวัดสมุทรปราการทุกวันนี้นั้น แต่ก่อน คงจะเรียกว่า "บางเจ้าพระยา"

      ไม่มีหลักฐานว่า ยุคแรกเริ่มแม่น้ำสายนี้ชื่ออะไร แม้ชาวยุโรป ที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ลาลูแบร์ ก็กล่าวถึงชื่อแม่น้ำสายนี้ไว้ว่า

      "ลำน้ำอันสวยงาม ซึ่งคนสยาม เรียกว่า แม่น้ำ ไหลผ่านตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งตกทะเล กล่าวคือ จากเหนือมาใต้ ่คำว่า แม่น้ำนี้ มีความหมายเช่นเดียวกับแม่น้ำอันแปลว่าลำน้ำใหญ่"

    ทางภาคเหนือเรียกลำน้ำใหญ่ว่า "แม่" หรือ "น้ำแม่" เช่น แม่ปิง หรือน้ำแม่ปิง แม่วัง หรือน้ำแม่วัง แม่อิง หรือน้ำแม่อิง เป็นต้น ส่วนภาคกลางลงไปเรียก "แม่น้ำ" เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา

     เหตุที่เรียกลำน้ำใหญ่ว่า "แม่" ก็เพราะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม ของคนในผืนแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคอุษาคเนย์ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาแล้ว ที่มีพื้นฐานมาจากการยกย่อง หรือให้ความสำคัญแก่ฝ่าย "หญิง" หรือฝ่าย "แม่" เช่น ประเพณีการนับถือเครือญาติ หรือให้ความสำคัญต่อการสืบเชื้อสาย ทางข้างแม่ ดังจะเห็นว่า หลังแต่งงาน จะให้ฝ่ายชาย หรือ "บ่าว" ที่หมายถึงขี้ข้า ไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง หรือ "สาว" เพื่อทำงานรับใช้บ้านฝ่ายหญิง ประเพณีนี้ ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ในครอบครัวชนบท

       ประเพณีการเรียกชื่อ เมื่อต้องการให้หมายถึง ผู้เป็นหลัก หรือเป็นประธานของกลุ่ม หรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว มักใช้คำว่า "แม่" นำหน้านามนั้น เช่น แม่น้ำ แม่เตาไฟ แม่ย่านาง แม่ทัพ แม่ยก แม่เหล็ก แม่แรง ฯลฯ

       แผนที่กรุงศรีอยุธยาสมัยแรก ที่ชาวยุโรปทำไว้ ลงชื่อบริเวณที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาว่า Menam เฉย ๆ บ้าง Menam River บ้าง แสดงว่า แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก่อนยังไม่มีชื่อเรียกว่า เจ้าพระยา แต่รับรู้กันทั่วไปว่า นี่คือแม่น้ำ

       ต่อมาเรียกชื่อแม่น้ำตามชื่อสถานที่ หรือตำบล หมู่บ้านที่อยู่ปากน้ำ เช่น แม่น้ำบางปะกง ก็ได้ชื่อมาจากหมู่บ้านบางปะกง หรือบางมังกง ที่อยู่ปากน้ำ ส่วนปากน้ำเจ้าพระยาสมัยโบราณ ก็เรียกว่าปากน้ำพระประแดง เพราะมีย่านพระประแดงอยู่ปากน้ำ ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอก เป็นเหตุให้ทะเลห่างออกไปไกล เมืองพระประแดง จึงมีชื่อเรียกใหม่

      ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่งมาได้ชื่อว่า "เจ้าพระยา" ก็เพราะเรียกชื่อตามปากน้ำ ที่มีบางเจ้าพระยาตั้งอยู่ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาไว้ว่า

       "...ที่เราเรียกกันว่า ปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้ แต่โบราณ เรียกว่า ปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอก ทะเลห่างออกไปไกลเมืองพระประแดง จึงเรียกปากน้ำบางเจ้าพระยา ได้เห็นในจดหมายเหตุ พระอุบาลี ไปเมืองลงกา เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศ ในหนังสือนั้น เรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา ทำนองเรียกปากน้ำบางปะกง เข้าใจว่า ที่ซึ่งตั้งเมืองสมุทรปราการทุกวันนี้ ในเวลานั้นเรียก "บางเจ้าพระยา"..."

     สรุปว่า ตรงที่แม่น้ำสายนี้ไหลออกทะเลนั้นมีบาง บางหนึ่งชื่อ "เจ้าพระยา" ซึ่งก็คือตัวเมืองสมุทรปราการในปัจจุบัน ผู้คนเลยพากันเรียกว่า "ปากน้ำบางเจ้าพระยา" เมื่อนานเข้าจึงเรียก แม่น้ำทั้งสายนี้ว่า "แม่น้ำเจ้าพระยา"

       เรื่องชื่อแม่น้ำ อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เคยตั้งข้อสังเกตว่า แม่น้ำลำคลองที่ไหลผ่านแต่ละแห่ง ก็จะมีชื่อเรียกจากคนในท้องถิ่น นั้น ๆ แต่กต่างกัน ซึี่งคนนอกท้องถิ่นมักไม่รู้

      คนภายนอกนั้น มักมองแม่น้ำลำคลองที่สัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ การเมืองเป็นสำคัญ เห็นได้จากเอาชื่อเมือง มาตั้งเป็นชื่อแม่น้ำลำคลอง เช่น แม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีหลายชื่อ ตามเมืองที่ไหลผ่าน ที่ต้นน้ำ เรียกแม่น้ำมะขามเฒ่า ตามชื่อตำบลมะขามเฒ่า แต่เมื่อผ่านเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ก็เรียกแม่น้ำสุพรรณบุรี พอผ่านเขตเมืองนครชัยศรี ก็เปลี่ยนมาเรียกว่า แม่น้ำนครไชยศรี  พอถึงปากน้ำ ที่เมืองท่าจีน ก็เรียกแม่น้ำท่าจีน โดยเอาบริเวณปากน้ำเป็นชื่อรวมแม่น้ำทั้งสาย

      การตั้งชื่อแม่น้ำ โดยเอาท้องถิ่น และเมืองที่อยู่ตรงปลายน้ำ เป็นชื่อลำน้ำตลอดสายนี้ ได้ถูกนำไปใช้กับแม่น้ำสายอื่น ๆ เหมือนกัน ่คือ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง เป็นต้น

      ชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาก็เช่นเดียวกัน คือเอาบริเวณที่เป็นปลายน้ำ มาตั้งชื่อ ตามประเพณีของคนกรุงเทพฯ ในยุคต้น เพราะบริเวณใกล้ปากน้ำนั้น มีบางเจ้าพระยาอยู่

     ชื่อบางเจ้าพระยานี้ น่าจะมาจากบรรดาศักดิ์ "เจ้าพระยา" คนใดคนหนึ่ง ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมปากน้ำสายนี้ โดยมีกองกำลังไพร่พลตั้งค่ายด่านตรวจตราอยู่ที่ตำบล หรือบางนี้ มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

       แต่กระนั้น ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่า เหตุใด บางนี้ จึงชื่อ "เจ้าพระยา" แล้วเจ้าพระยาคนนั้นคือใคร ?

บางเจ้าพระยา
บางเจ้าพระยาในสมัยรัชกาลที่ 3

 

ที่มา : กรุงเทพฯ มาจากไหน? โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ