Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 


 

คลอง

     คลอง  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า ทางน้ำ หรือ ลำน้ำที่เกิดขึ้นเอง หรือขุดเชื่อมกับ แม่น้ำหรือทะเล; ทาง, แนว, เช่น  คลองธรรม 

    ต้นกำเนิดของคลอง ก็คือ แม่น้ำ  แม่น้ำสำคัญในที่ราบลุ่ม ภาคกลาง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเหล่านี้ ได้แตกแขนง ออกเป็น ลำคลองสายต่าง ๆ  ทั่วที่ราบลุ่่ม ภาคกลาง ให้คนไทยได้อาศัย ทำมาหากิน แต่การพึ่งพาน้ำ ในลำคลองตามธรรมชาติ อย่างเดียว ไม่เพียงพอ ต้องมีการขุดคลอง เพื่อเชื่อมแม่น้ำ ลำคลองสายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทำให้มีคลองทั้งที่เป็นคลอง ที่เกิดเอง โดยธรรมชาติ และคลองที่ขุด ในที่ราบลุ่ม ภาคกลาง หลายร้อยสาย

    คลองที่ขุดในกรุงเทพมหานคร มีมาตั้งแต่สมัวยกรุงศรีอยุธยา แบ่ง ออกได้เป็น  3  ประเภท คือ

1.  คลองรอบเมือง หรือ คลองคูเมือง ขุดเพื่อป้องกันการรุกราน ของศัตรู มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์  โดยเฉพาะเมืองที่มีฐานะเป็นเมืองหลวง  เพื่อใช้เป็นกำแพงธรรมชาติ ร่วมกับแม่น้ำลำคลอง ธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว

2.  คลองลัด  พื้นที่ราบลุ่ม ภาคกลาง เป็นพื้เกือบจะแบนราบ กระแสน้ำไหลคดเคี้ยว ทำให้การเดินทางยากลำบาก จึงต้อง ขุดคลองลัดขึ้น และเพื่อย่นระยะเวลา ในการเดินทาง

3.  คลองเชื่อมแม่น้ำ  ขุดขึ้น เพื่อประโยชน์ ในการคมนาคม ขนส่ง และดูแลหัวเมืองใกล้เคียง

คลองคูเมือง

     ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้ขุดคลอง เพื่อใช้เป็นคูเมือง โดยมีทางออกไปแม่น้ำเจ้าพระยา 2 ด้าน คือ ทางออกด้านเหนือ ตรงท่าช้างวังหน้า ส่วนด้านใต้ ออกที่ปากคลองตลาด ดินที่ขุดขึ้นมา ก็นำมาเป็นเชิงเทิน และตั้งค่ายไม้ทองหลาง ตามแนวคลองป้องกันข้าศึก  เมื่อรัชกาลที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคูเมืองขึ้นใหม่ เพื่อขยายเขตราชธานี คลองคูเมือง ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงไม่ได้ใช้เป็นคูเมืองอีก แต่เป็นเส้นทางการเดินทาง ในเมืองหลวงแทน  ประชาชน จะเรียกคลองที่ขุดขึ้น ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เป็นตอน ๆ ตามที่คลองไหลผ่าน เช่น ผ่านโรงไหมหลวง ก็เรียกว่า "คลองโรงไหม" ปากคลอง ด้านใต้ตลาด ก็เรียก "ปากคลองตลาด" แต่ต่อมา ชาวบ้านเข้าใจผิด  เรียกรวมตลอด ทั้งคลองเลยว่า "คลองหลอด" ดังนั้น เมื่องานสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี รัฐบาล จึงเปลี่ยนชื่อให้เรียกว่า "คลองคูเมืองเดิม" ซึ่งหมายถึงคลองในกรุงรัตนโกสินทร์

     การย้ายราชธานี จากธนบุรี มาตั้งใหม่ ทางฟากฝั่งตะวันออก ที่กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช  โปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงคลองสำคัญ ในเขตพระนคร เพื่อให้เข้าหลัก ยุทธศาสตร์ และการติดต่อทางด้านการคมนาคม ของประชาชน

   คลองคูเมืองเดิม คือ คลองที่เรียกกัน ด้วยความเข้าใจผิด ว่า คลองหลอด คลองนี้ เริ่มตั้งแต่ปากคลอง ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ฝั่งตะวันออก ผ่านหน้าโรงละครแห่งชาติ ผ่านกรมสพพากร (เก่า) กรมประชาสัมพันธ์ (ปัจจุบัน ในช่วงนี้ ทางการสร้างถนนทับ ให้คลองอยู่ใต้ถนน กรมประชาสัมพันธ์ ฏ็ถูกเผา คราวเกิดจลาจล เมื่อเดือน พฤษภาคม 2534) ผ่านแม่พระธรณีบีบมวยผม กระทรวงยุติธรรม  กระทรวงกลาโหม กรมแผนที่ทหาร กระทรวงมหาดไทย กรมการรักาดินแดน กรมที่ดิน มาออกแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงปากคลองตลาด คลองนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดให้ปรับปรุง ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะ ด้านยุทธศาสตร์ อาณาเขตระหว่างคลองนี้ กับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ล้อมรอบ มีลักษณะเหมือนเกาะ ที่ต่อมา เรียก "เกาะรัตนโกสินทร์"

 

 

 

 

 


 กรุงเทพฯ  เวนิสตะวันออก  

    ในอดีต  กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่า เป็นเวนิสตะวันออก เพราะไม่ว่าจะไปทางไหน ล้วนแต่เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง  ซึ่งใช้เป็นทางสัญจรไปมา  ที่คราคร่ำไปด้วยเรือแพนานาชนิด แล่นกันขวักไขว่ในท้องน้ำ เช่นเดียวกับเมืองเวนิสในประเทศอิตาลี

      เมื่อ  100  กว่าปีมาแล้ว  คนกรุงเทพฯ ไปไหน ต้องใช้เรือเป็นพาหนะทั้งสิ้น  เพราะสมัยนั้น กรุงเทพฯ ไม่มีถนน มีแต่คลอง  จึงพูดได้ว่า  คืบก็คลอง ศอกก็คลอง เช่นเดียวกับชาวทะเล ที่ว่า คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

     แต่ปัจจุบัน  สภาพดังกล่าวได้หมดไปแล้ว  เพราะถนนและรถยนต์ ได้เข้ามามีบทบาทแทนคลอง ซึ่งให้ความสะดวก และรวดเร็วกว่าหลายเท่า (แต่ปัจจุบันนี้ พ.ศ. 2552 เรือมีความสำคัญกว่า  เนื่องจากรถมาก  ทำให้ติด  จึงไปได้ช้ากว่าเรือ  คนจึงหันมานิยมใช้เรือกันมากกว่า  กรุงเทพฯ จึงมีนโยบาย จะทำคลองให้เป็นทางสัญจรเหมือนในอดีต เพื่อทำให้น้ำไม่สกปรก  และทุ่นเวลารถติดได้เยอะ) ดังนั้น กรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เวนิสแห่งตะวันออกอีกต่อไปแล้ว

     อย่างไรก็ดี  กรุงเทพฯ  ก็ยังคงมีเค้าของเวนิสแห่งตะวันออกอยู่บ้าง  แต่ก็เลือนลางเต็มที  เนื่องจากคลองส่วนใหญ่ ถูกถมขยายถนน และคลองที่มีอยู่ก็นับวันจะหมดไปตามความเจริญของกรุงเทพฯ

     สำหรับคอลที่สำคัญในกรุงเทพฯ ที่ยังคงเหลืออยู่ในเวลานี้  ก็มีคอลหลอด คลองบางลำพู  คลองโอ่งอ่าง  คลองผดุงกรุงเกษม  คลองมหานาค  คลองแสนแสบ  คลองเปรมประชากร  คลองสามเสน  คลองพระโขนง  เป็นต้น

คลองหลอด

คลองหลอด
คลองหลอด

     เดิมนั้น เป็นคลองคูเมือง ในสมัยกรุงธนบุรี (กรุงธนบุรี ได้เอาแม่น้ำเจ้าพระยาไว้กลางเมือง เช่นเดียวกันกับเมืองพิษณุโลก  จึงมีทั้ฟากตะวันออก และตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา)

     ครั้นเมื่อ พระยาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างกรุงเทพฯ  เมื่อ พ.ศ. 2326 (จุลศักราช 1145) โปรดฯ ให้รื้อกำแพงเมืองธนบุรี ฟากตะวันออก ริมคลองหลอดเสีย เพื่อขยายพระนครให้กว้างออกไปอีก

     ความจริง แต่เดิมคลองนี้ ไม่ได้เรียกว่า คลองหลอด ทางด้านใต้ ชาวบ้านเรียกว่า คลองตลาด เพราที่ีปากคลอง มีตลาดใหญ่ ทั้งทางบกทางน้ำตั้งอยู่ (คือปากคลองตลาดในปัจจุบัน) ทางด้านเหนือเรียกว่าคลองโรงไหม เพราะมีโรงไหมของหลวงตั้งอยู่ (คือท่าช้างวังหน้า  ซึ่งปัจจุบัน สร้างเป็นสะพานพระปิ่นเกล้า)

     ส่วนคลองหลอดจริง ๆ  ก็คือคลองที่โปรดให้ขุด 2 คลองจากคลองคูเมืองเดิม ออกไปบรรจบกัลคลองรอบกรุง (คลองโอ่งอ่าง) คือขุดคลองหลอด  ที่ข้างวัดบูรณศิริอมาตยาราม (คือวัดบูรณศิริมากันตยาราม) คลองหนึ่ง กับขุดคลองหลอดที่ข้างวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามคลองหนึ่ง

     คำว่า คลองหลอด นั้น หมายความว่า เป็นคลองขนาดเล็ก ที่ขุดตรงไปทะลุออกคลองใหญ่ แต่ตามชนบท เวลานี้ถึงจะเป็นคลองที่ขุดคดเคี้ยวไม่ตรง  ชาวนาก็เรียกว่า "คลองหลอด" หรือ "ลำหลอด"  หรือ  "หลอด"  เหมือนกัน

     ปัจจุบัน คลองนี้เรือเข้าออกทางปากคลองตลาดได้เพียงด้านเดียว (ปัจจุบันจริง ๆ  แล้ว  ได้สร้างเขื่อนกั้นไว้หน้าโรงพักพระราชวัง  เรือจึงเข้าไม่ได้ เข้าได้เฉพาะเรือเล็ก ๆ  ทำความสะอาดคลอง) เพราะปากคลองทางด้านทิศเหนือ ได้สร้างสะพานพระปิ่นเกล้า คร่อมปากคลองไว้  ดังได้กล่าวไว้ในตอนแรก  เรือที่วิ่งเข้าออกดังกล่าว ก็มีเฉพาะเรือหางยาวบรรทุกต้นไม้ และผลไม

คลองบางลำพู หรือ คลองโอ่งอ่าง และคลองมหานาค   

คลองโอ่งอ่างหรือคลองบางลำพู
คลองโอ่างอ่างตรงสะพานเหล็ก

  คลองทั้งสองนี้  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ขุด คราวสร้างพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2326  คลองบางลำพู  กับคลองโอ่งอ่างความจริงเป็นคลองเดียวกัน  คือ  เป็นคลองคูพระนคร ทางด้านนะวันออก  ซึ่งโปรดฯ ให้เกณฑ์เขมรจำนวนหนึ่งหมื่นคน ทำการขุด  โดยขุดทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบางลำพู มาออกแม่น้ำเจ้าพระยาข้างวัดตีนเลน หรือวัดเชิงเลน(ปัจจุบัน คือ วัดบพิตรพิมุข) ยาว 45 เส้น 13 วา กว้าง 10 วา ลึก 5 ศอก  พระราชทานนามว่า "คลองรอบกรุง"

     ในการขุดคลองคูพระนครดังกล่าวนี้ โปรดให้ขุดคลองหลอด กับคลองที่อยู่เหนือวัดสะแก (วัดสระเกษ) อีกคลองหนึ่ง  เมื่อเสร็จแล้ว  พระราชทานนามว่า "คลองมหานาค" (เนื่องจาก พระมหานาค เป็นแม่กองดำเนินการขุด) และพระราชทานนามวัดสะแก ว่า "วัดสระเกษ" (ปัจจุบัน เขียน วัดสระเกศ)

     การที่พระองค์ โปรดให้ขุดคลองมหานาคขึ้น ก็เพื่อจะให้ประชาชนชาวพระนคร ได้ไปลงเรือเล่นเพลงและสักวา ในเวลาหน้าน้ำเหมือนเาื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา  แต่ในเวลานั้น ยังไม่มีภูเขาทอง  เหมือนที่กรุงศรีอยุธยา  ดังนั้น ต่อมา ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงโปรดให้สร้างภูเขาทองขึ้นที่วัดสระเกศ

คลองผดุงกรุงเกษม

คลองมหานาค
คลองมหานาค

     เป็นคลองคูพระนครอยู่ชั้นนอก  ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว โปรดให้ขุด เพื่อขยายพระนครให้กว้างออกไปกว่าเดิม

     คลองนี้  ว่าที่สมุหพระกลาโหม  เป็นแม่กอง  เจ้าหมื่นหววรนารถ เป็นกงสี  จ้างจีนทำการขุด  ทางเหนือทะลุแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างวัดเทวราชกุญชร  ทางใต้ทะลุแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างวัดแ้วฟ้า  โดยลงมือขุด เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม  พ.ศ. 2394 (เดือน 12 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน ตรีศก) ยาว 137 เส้น กว้าง 10 วา ลึก 6 ศอก  ขุดเสร็จ เมื่่อวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 (เดือน 9 แรม 14 ค่ำ) รวมเวลาขุด 10 เดือน ราคาขุด เส้นละ 4 ชั่ง 10 ตำลึง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 391 ชั่ง 10 ตำลึง 1 บาท 1 เฟื้อง  ทั้งนี้รวมทั้งค่าขุดตอไม้ ตลอดทั้งคอลด้วย เมื่อขุดเสร็จแล้ว ได้ประมาณ 4-5 ปี  จึงโปรดฯ ให้มีการฉลองคลอง  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2379 (เดือน 1 ขึ้น 14 ค่ำ) โดยทรงขอแรงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ให้ปลูกศาลา และโรงตามแถวริมคลอง ฟากละ 50 หลัง ตลอดทั้งคลองรวม 5 ฟาก เป็นศาลา และโรง 100 หลัง แล้วให้เผดีงพระสงฆ์ 500 รูป เจริญพระปริตรหลังละ 5 รูป และมีกาารละเล่นต่าง ๆ  พอวันรุ่งขึ้น ถวายอาหารบิณฑบาต และถวายไทยทาน ส่วนราษฎร ทำบุญตามศรัทธา พอตกกลางคืนวันอังคาร ให้ชาวบ้านที่อยู่ริมคลอง จุดโคมไฟให้สว่างไสวทั้ง 2 ฟากคลอง ปรากฏว่า มีเจ้านายข้าราชการ และราษฎรลงเรือพากันมาเที่ยวเล่นเป็นจำนวนมาก

     คลองผดุงกรุงเกษม  ขุดผ่านคอลงมหานาคที่สี่แยกมหานาค ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นย่านการค้าทางเรือที่สำคัญตลอดมา  จนกระุทั่งปัจจุบัน  และขุดผ่่านทุ่งวัวลำพอง (บริเวณหัวลำโพง) ซึ่งสมัยนั้นเป็นทุ่งนา และทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คลองนี้ได้รับการขุดลอกและทำเขื่อน ตลอดทั้งสองฟากคลอง พร้อมกับปลูกต้นไม้เป็นที่ร่มรื่น  แม้แต่เมืองเวนิสก็ต้องอาย เพราะของเรามีทั้งคลอง ทั้งถนนขนาน 2 ฟากคลอง  ที่สามารถให้เรือ และรถจอดเทียบกันได้ ส่วนเมืองเวนิส มีแต่คลองอย่างเดียว ไม่มีถนนขยานกับคลองเหมือนเมืองไทย

คลองเปรมประชากร

     เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ขุดเป็นคลองแรก ในรัชกาลของพระองค์  โดยโปรดฯ ให้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ (ช่วง  บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการ  เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์  ที่สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง  พระชลธารวินิจฉัย เป็นผู้ปักหมายกรุย  และจ้างจีนขุด เมื่อ พ.ศ. 2412 (จุลศักราช 1231) เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2413 (จุลศักราช 1232) รวมประมาณ 18 เดือน  เป็นเงินประมาณ 1,000 ชั่งเศษ

     คลองนี้ ตั้งต้นที่คลองผดุงกรุงเกษม ตรงหน้าวัดโสมนัสวิหาร ส่วนปลายคลอง ไปทะลุที่ตำบลเกาะใหญ่ แขวงกรุงเก่า (คือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา)   

คลองบางกอกใหญ่
คลองบางกอกใหญ่

     สถานที่สำคัญ ๆ  ซึ่งตั้งอยู่ที่สองฝั่งคลองนี้ มีพระราชวังดุสิต วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ปัจจุบัน ก็มีพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน (พระราชวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน) ทำเนียบรัฐบาล (ตั้งอยู่ปากคลอง) สวนสัตว์ดุสิต โรงเรียนวชิราวุธ และโรงงานปูนซิเมนต์ไทย ที่บางซื่อ เป็นต้น

       คลองเปรมประชากร  มีถนนพระราม 5 ขนานไปจนถึงบางซื่อ และมีถนนนครปฐม ขนานตั้งแต่หน้าทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงวัดเบญจมบพิตร

คลองแสนแสบ

     เป็นคลองที่ห่างไกลจากพระนครมาก เมื่อสมัยกว่า 100 ปีมาแล้ว แต่กลายเป็นคลอง ที่เกือบจะพูดได้ว่าอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ

    คลองนี้ แต่เดิมตั้งแต่สี่แยกมหานาค ผ่านสระปทุม ประตูน้ำ วัดมักกะสัน (วัดบางกะสัน) วัดบางกะปิ จนถึงวัดใหม่ช่องลม เรียกว่า คลองบางกะปิ ต่อจากนั้นไปเรียกว่า คลองแสนแสบ

     คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ขุด ตั้งแต่หัวหมาก ไปถึงบางขนาก จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อ พ.ศ. 2380 (จุลศักราช 1199) เพื่อเป็นทางลำเลียงกองทัพครั้งทำสงครามกับญวน

     สองฝั่งคลองแสนแสบ มีสถานที่สำคัญซึ่งสมควรจะกล่าอยู่ 2 แห่ง คือ สระปทุม กับวัดมักกะสัน

     สระปทุม ปัจจุบัน อยู่หลังย่านการค้าราชประสงค์ หลังตึกกองการเงิน กรมตำรวจ (ปัจจุบัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และข้างวัดสระปทุมวนาราม เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดฯ ให้สร้างขึ้น พร้อมกับวัดสระปทุม โดยให้ขุดสระ เป็นเกาะเล็กเกาะน้อย ปลูกบัวต่าง ๆ  ส่วนบนเกาะ ปลูกไม้ดอกนานาพันธุ์ และสร้างพระที่นั่งประทับแรมพลับพลา โรงละคร ที่เจ้าจอมอยู่ โรงครัวข้างใน โรงครัวเลี้ยงขุนนาง แล้วพระองค์เสด็จทางชลมารค ตามคลองบางกะปิ มาประทับแรม  ณ วังสระปทุม นานถึง 2-3 วัน ทุกปี

     วัดมักกะสัน (วัดบางกะสัน) อยู่ริมคลองกลางทุ่งบางกะปิ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นที่ตัดคอประหารชีวิตนักโทษ เมื่อประมาณหลาย ปีมาแล้ว ตั้งแต่ประตูน้ำ จนถึงอำเภอบางกะปิ ยังไม่มีถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และถนนคลองตันขนาบ เช่นปัจจุบัน  ปรากฏว่า มีเรือเมล์ขาว บริษัทนายเลิศ วิ่งระหว่างประตูน้ำ กับอำเภอมีนบุรี เป็นประจำ  แม้เวลานี้ ก็ยังมีเรือวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารตามบ้านริมคลองอยู่

     ส่วนทางฝั่งธนบุรี ปัจจุบันมีคลองที่สำคัญอยู่หลายคลอง  อาทิ  คลองบางกอกน้อย  คลองบางกอกใหญ่  คลองมอญ  คลองภาษีเจริญ และคลองดาวคะนอง เป็นต้น

คลองแสนแสบ
คลองแสนแสบ

     จากหนังสือ "มิตรพลี"  พลตรีพระยาอานุภาพไตรภพ เล่าถึงเรื่องคลองในกรุงเทพฯ เมื่อสมัยต้น ๆ  รัชกาลที่ 5 ว่า สกปรก และตื้นเขินมาก  เพราะคนชอบเทขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูลลงในคลอง  แม้แต่ส้วมหรือที่สมัยก่อนเรียกว่า "เว็จ" ก็ชอบสร้างไว้ริมคลอง จึงทำให้ขยะมูลฝอย และอุจจาระลอยตามน้ำขึ้นน้ำลงเป็นแพ

     ความจริง  ทางการสมัยนั้น ก็เห็นความสำคญของคลองเหมือนกัน จึงได้ตราพระราชบัญญัติ รักษาคลองขึ้นเรียกว่า "พระราชบัญญัติรักษาคลอง รัตนโกสินทร์ศก 121" พระราชบัญญัตินี้กล่าวถึงความสำคัญของคลองว่า    

     "มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า การเพาะปลูกก็ดี การค้าขายไปมาก็ดี ในพระราชอาณาเขตนี้ ทางน้ำลำคลองเป็นสำคัญ และในเวลานี้ คลองก็มีอยู่แล้วเป็นอันมาก แต่ชำรุดตื้นเขินไปเสียโดยมาก  เหตุเพราะยังมิได้จัดการรักษาให้พอเพียง  ทรงพระราชดำริจะบำรุงและรักษาคลองเก่า ที่มีอยู่แล้ว และที่จะขุดขึ้นใหม่ให้เรียบร้อยถาวร เพื่อใช้ประโยชน์และสะดวกแก่ธุระ ของราษฎรยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้"

 

 

 

 

 

 

คลิกเพื่ออ่านด้านบนขวา

       
       ข้อห้ามในพระราชบัญญัตินี้ ที่สำคัญก็คือ ห้ามไม่ให้ทิ้งขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล ลงในคูคลอง ผู้ที่ทำผิดมาตรนี้ จะถูกปรับไม่เกิน 20 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ กับถ้าปล่อยให้สัตว์พาหนะ และสัตว์เลี้ยง เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ลงคลอง  ซึ่งไม่ใช่ท่าข้ามทางการอนุญาต จะต้องถูกปรับ เป็นรายตัว ตัวละไม่เกิน 10 บาทเป็นต้น    

    แต่ก็อย่างว่า  ราษฎรสมัยนั้น ส่วนใหญ่เคยทำอย่างไรก็คงทำอยู่อย่างนั้น  เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวด และกวดขันในการห้ามปราม และจับกุมเท่าใดนัก อีกประการหนึ่ง กำลังเจ้าหน้าที่ก็มีน้อย ราษฎรทำอะไร ๆ  ตามอำเภอใจได้ง่าย ๆ  โดยไม่ต้องเกรงกลัวเจ้าหน้าที่

     ต่อมาเมื่อมิสเตอร์ อิริก  เซ็น.เย. ลอซัน  เป็นผู้บังคับการ กรมกองตระเวน (ตำรวย) กรุงเทพฯ ในตอนปลายรัชกาลที่ 5 ก็ได้มีการกวดขันรักษาคลองในกรุงเทพฯ ยิ่งกว่าแต่ก่อน

     ในหนังสือธรรมเนียมราชการ  กรมกองตระเวนซึ่ง มิสเตอร์ ลอซัน ได้เขียนขึ้นไว้ เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมกองตระเวนระบุว่า ถ้าใครทำสะพานท่าน้ำ หรือปลูกบ้านเรือน ยื่นลงไปในคลอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนทิ้งของโสโครก และปลูกเว็จในคลอง  ถือว่าเป็นความผิดทั้งสิ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ กรมกองตระเวนจะต้องทำการจับกุมส่งฟ้องศาล

   เพื่อให้ท่านได้ทราบว่ากรุงเทพมหานคร เมื่อก่อนที่จะถมคลอง สร้างถนนในยุคพัฒนานั้น มีคลองอะไรบ้าง จึงขอนำรายชื่อคลอง ซึ่งปรากฏอยู่ในบัญชีคลองแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา ให้ใช้พระราชบัญญัติรักษาคลอง รัตนโกสินทร์ศก 121 พุทธศักราช 2484 ทั้งฝั่งพระนคร และฝั่งธนบุรี ซึ่งประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2484 มาลงไว้ ดังต่อไปนี้

ฝั่งพระนคร

  1. คลองบางซื่อ จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคันคลองประปา
  2. คลองสามเสน จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปลายคลองบางกระสัน
  3. คลองเปรมประชากร จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงคลองบางซื่อ
  4. คลองผดุงกรุงเกษม จากปากคลองทางเหนือ ถึงปากคลองทางใต้
  5. คลองบางลำพู จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปากคลองมหานาค
  6. คลองโอ่งอ่าง จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปากคลองมหานาค
  7. คลองตลาด จากปากคลองทางทิศเหนือ ถึงปากคลองทางให้
  8. คลองวัดเทพธิดา จากคลองตลาด ถึงคอลโอ่งอ่าง
  9. คลองวัดราชบพิธ จากคลองตลาดถึงคลองโอ่งอ่าง
  10. คลองมหานาค จากคลองบางลำพู ถึงคลองผดุงกรุงเกษม
  11. คลองบางกะปิ จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงเขตเทศบาลนครกรุงเทพฯ (หลักเขตที่ 6)
  12. คลองหัวลำโพง จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงคลองเตย
  13. คลองสวนหลวง จากคลองนางหงษ์ ถึงคลองหัวลำโพง
  14. คลองอรชร จากคลองบางกะปิ ถึงคลองหัวลำโพง
  15. คลองราชดำริ จากคลองบางกะปิ ถึงถนนพระราม 4
  16. คลองไผ่สิงห์โต จากคลองราชดำริ ถึงคลองหัวลำโพง
  17. คลองสีลม จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองหัวลำโพง
  18. คลองสาธร จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองหัวลำโพง
  19. คลองขื่อหน้า จากคลองบางกะปิ ถึงคลองสามเสน
  20. คลองวัดใหม่ จากคลองบางซื่อ ถึงวัดใหม่ทองเสน
  21. คลองข้างกรมช่างแสง จากคลองบางซื่อ ถึงโรงเรียนทหารสื่อสาร
  22. คลองบางกระบือ จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปลายคลองวัดน้อย
  23. คลองวัดน้อย จากคลองเปรมประชากร ถึงปลายคลองบางกระบือ
  24. คลองบางทองหลาง จากคลองสามเสน ถึงถนนองครักษ์
  25. คลองส้มป่อย จากคลองสามเสน คลองบางกะปิ ถึงถนนราชวัตรเก่า ถนนเพชรบุรี
  26. คลองอั้งโล่ จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงโรงพยาบาลวชิระ
  27. คลองวัดส้มเกลี้ยง จากแม้น้ำเจ้าพระยา ถึงถนนขาว
  28. คลองวัดราชาธิวาส จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงถนนสามเสน
  29. คลองบ้านญวน จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงถนนสามเสน
  30. คลองบางขุนพรหม จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ถึงถนนวิสุทธิกษัตริย์ หลังโรงเรียนนายร้อยทหารบก
  31. คลองวัดมงกุฏกษัตริย์ (คือ มกุฏกษัตริย์) จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงหลังวัดมงกุฏกษัตริย์
  32. คลองวัดโสมนัสวิหาร จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงถนนจักรพรรดิพงษ์ หลังวัดโสมนัสวิหาร
  33. คลองวัดตรีทศเทพ จากคลองบางลำพู ถึงหลังวัดตรีทศเทพ และจากคลองบางลำพู ถึงข้างวัดตรีทศเทพ
  34. คลองบ้านหล่อ จากคลองบางลำภู ถึงถนนวิสุทธิกษัตริย์
  35. คลองวัดปริณายก จากคลองบางลำพู ถึงหลังวัดปริณายก
  36. คลองจุลนาค จากคลองมหานาค ถึงถนนนครสวรรค์
  37. คลองวัดคอกหมู  จากคลองมหานาค ถึงหลังวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค)
  38. คลองวัดสมณานัมบริหาร (คือวัดญวน) จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงถนนพิษณุโลก และจากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงหลังวัดสมณานัมฯ
  39. คลองลำปรัก จากคลองวัดสมณานัมฯ ถึงคลองวัดขื่อหน้า
  40. คลองวัดรังษี จากคลองบางลำพู ถึงถนนดินสอ
  41. คลองวัดบวรนิเวศน์ จากคลองบางลำพู ถึงถนนบ้านแขก
  42. คลองนางชี จากคลองมหานาค ถึงสะพานแม้นศรี
  43. คลองวัดเทพศิรินทร์ จากคลองผดุงกรุงเกษม ถึงถนนพลับพลาไชย
  44. คลองศาลเจ้าเก่า จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงถนนทรงวาด
  45. คลองวัดปทุมคงคา จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงวัดปทุมคงคา
  46. คลองวัดสระบัว จากคลองบางกะปิ ถึงถนนพระรามที่ 1
  47. คลองนางหงษ์ จากคลองบางกะปิ ถึงคลองวัดสระบัว
  48. คลองข้าวัดใหม่ จากคลองบางกะปิ ถึงถนนพระรามที่ 1
  49. คลองพญาไท จากคลองบางกะปิ ถึงถนนเพชรบุรี
  50. คลองสวนน้อย จากคลองบางกะปิ ถึงตำบลพญาไท
  51. คลองซุง จากคลองบากะปิ ถึงถนนเพลินจิต
  52. คลองบางกระสัน จากคลองบางกะปิ ถึงคลองสามเสน
  53. คลองเตย จากปากคลองหัวลำโพง ถึงปลายคลอง
  54. คลองหัวลำโพงเก่า จากตรงตรอกสะพานสว่าง ถึงถนนสี่พระยา
  55. คลองช่องนนทรีย์ จากถนนสี่พระยา ถึงเขตเทศบาลนครกรุงเทพฯ ระหว่างหลักเขตที่ 9-10
  56. คลองข้างบ้านหมอเฮย์ จากคลองสีลม ถึงคลองสาธร
  57. คลองข้างป่าช้าจีน จากคลองสาธร ถึงป่าช้าจีน
  58. คลองวัดยานนาวา จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปลายคลอง
  59. คลองกรวย จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงเขตเทศบาลกรุงเทพฯ ระหว่างหลักเขตที่ 10-11
  60. คลองบางขวาง จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงเขตเทศบาลนครกรุงเทพฯ ระหว่างหลักเขตที่ 10-11
  61. คลองบ้านใหม่ จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงเขตเทศบาลนครกรุงเทพฯ หลักเขตที่ 10-11
  62. คลองสวนหลวง จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปลายคลอง
  63. คลองวัว จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงสุเหร่าแขก
  64. คลองบางคอแหลม จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปลายคลอง

ฝั่งธนบุรี

  1. คลองบางกอกน้อย  จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงสุดเขตเทศบาล
  2. คลองบางขุนเทียน ตั้งแตแ่สี่แยกคลองมอญ ถึงคลองบางกอกน้อย
  3. คลองลัดบางขุนสี  จากคลองบางขุนศรี ถึงคลองบางกอกน้อย
  4. คลองบางขุนนนท์  จากคลองบางกอกน้อย ถึงคลองลัดบางขันสี
  5. คลองวัดมะ จากคลองบางขุนสี  ถึงคลองบางขุนนนท์
  6. คลองมอญ จากแม่น้เจ้าพระยา ถึงสี่แยกบางกอกใหญ่
  7. คลองบ้านขมิ้น  จากคลองมอญถึงทางรถไฟสายบางกอกน้อย
  8. คลองวัดอรุณ จากคลองอมญ ถึงแม่น้ำเจ้าพระยา
  9. คลองวัดราชสิทธิ  จากคลองบางกอกใหญ่ ถึงคลองวัดอรุณ
  10. คลองวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม ปัจจุบัน) จากคลองบางใหญ่ ถึงคลองมอญ
  11. คลองบางกอกใหญ่  จากแมน้ำเจ้าพระยา ถึงสี่แยกปากคลองมอญ
  12. คลองวัดบุปผาราม จากคลองบางกอกใหญ่ ถึงคลองสาน
  13. คลองกุดีจีน จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองวัดบุปผาราม
  14. คลองสาน จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองบางไส้ไก่
  15. คลองสมเด็จ จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองสาน
  16. คลองบางไสไก่ จากแม่น้ำเจ้าพระยา   ถึงคลองบางกอกใหญ่
  17. คลองบางลำภูล่าง จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองบางไส้ไก่
  18. คลองต้นไทร จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองบางไส้ไก่
  19. คลองบางน้ำชล ตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยา ถึงคลองบางกอกใหญ่
  20. คลองบางสะแก จากคลองบางกอกใหญ่ ถึงคลองบางค้อ
  21. คลองบางค้อ จากคลองดาวคะนอง ถึงคลองด่าน
  22. คลองด่าน จากคลองบางกอกใหญ่ ถึงสุดเขตเทศบาล
  23. คลองดาวคะนอง จากแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงสุดเขเทศบาล
  24. คลองบางหว้า จากคลองด่าน ถึงสุดเขตเทศบาล
  25. คลองภาษีเจริญ จากคลองบางกอกใหญ่ ถึงสุดเขตเทศบาล
  26. คลองบางจาก จากคลองบางกอกใหญ่ ถึงสุดเขตเทศบาล
  27. คลองวัดประดู่ จากคลองภาษีเจริญ ถึงคลองบางจาก
  28. คลองวัดปรก จากคลองภาษีเจริญ ถึงคลองด่าน
  29. คลองรางบัว จากคลองภาษีเจริญ ถึรงคลองบางหว้า
  30. คลองวัดเพลง จากคลองภาษีเจริญ ถึงคลองวัดปรก
  31. คลองตาแผลง จากคลองด่าน ถึงคลองรางบัว

     คลองดังกล่าวมานี้ ปัจจุบัน ถูกถมขยายถนนเป็นจำนวนมาก เช่น คลองหัวลำโพง ถูกถมขยายถนนพระราม 4  ตั้งแต่ต้นคลองที่หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง ไปจนถึงคลองเตย  คลองสีลม ถูกถมขยายถนนสีลม  เป็นต้น

     ดังนั้น  คลองต่าง ๆ  เหล่านี้ จึงเหลือแต่ชื่อ ซึ่งนับวันจะเลือนหายจากความทรงจำของชาวกรุงเทพฯ ไปทุกที  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคลองต่าง ๆ  ในกรุงเทพฯ จะหมดไป แต่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็ยังคงเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญต่อกรุงเทพฯ อยู่เหมือนเดิม

     จะต่างกันก็แต่ว่า  กรุงเทพฯ สมัยก่อน ไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่สมัยนี้มีสะพานข้าแม่น้ำเจ้าพระยาหลายสะพาน

     ส่วนกรุงเทพฯ สองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่ก่อน มีแต่เรือแพ จอดเรียงกันเป็นแถวเหมือนถนนแพ เวลานี้ ก็เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง แน่นขนัดไปหมด แม่น้ำเจ้าพระยาจึงแปลกตาไปกว่าอดีตมาก

     สำหรับยานพาหนะทางน้ำ เืมื่อสมัยรัชกาลที่ 5  นอกจากเรือสำเภา เรือกำปั่นไฟ เรือรบหลวง ที่จอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ปรากฏว่า มีเรือกลไฟ โยงเรือต่อบรรทุกข้าว ฯลฯ แล่นอยู่ในแม่น้ำลำคลองด้วย แต่ยานพาหนะทางน้ำส่วนใหญ่ เป็นเรือพาย เรือแจว  เรือพาย ก็มีเรือมาด (คือเรือที่ขุดจากซุงไม้ขนาดเล็ก) เรือสำปั้น และเรือบด (มาจากคำว่า "โบ๊ต. ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษที่แปลว่า เรือ)  ส่วนเรือแจว ก็มีเรือแหวด (คือเรือมาด ขนาดใหญ่ มีเก๋งกลางลำเรือ) เรือหางแมงป่อง (เป็นเรือเมืองเหนือ ใช้ขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองเหนือ)

     ส่วนเรือยนต์ และเรือเครื่องติดท้าย เพิ่งจะมีเอาเมื่อปลายรัชกาลที่ 5  ต้นรัชกาลที่ 6 นี้เอง

     ปัจจุบันในแม่น้ำลำคลอง  นอกจากจะเต็มไปด้วยเรือต่าง ๆ แล้ว ยังมีเรือหางยาว ซึ่งเข้ามามีบทบาท เป็นเจ้าแห่งท้องน้ำ อยู่ในขณะนี้อีกด้วย

 

ที่มา :  กรุงเทพในอดีต  โดย  เทพชู  ทับทอง  สนพ. สุขภาพใจ