Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 

นิกายในพุทธศาสนา

มูลเหตุที่เกิดนิกาย

     สาเหตุที่ทำให้เกิดนิกายต่าง ๆ ในศาสนาต่าง ๆ  ไม่เว้นแม่พุทธศาสนา ก็คือ ความเห็นแตกต่างกันของสาวก หลังจากที่พระศาสดาล่วงไป ในพุทธศาสนา ก่อนที่พระพุทธเจ้า จะปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัส กะพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ว่า "ดูกรอานนท์ เมื่อเราล่วงไปแล้ว สงฆ์จำนงอยู่ ก็จงถอนสิกขาบท (วินัย) เล็กน้อยเสียบ้างได้"  ซึ่งในที่ประชุม สังคายนา ครั้งแรก ตกลงกันไม่ได้ พระมหากัสสปะ ผู้เป็นประธาน จึงเสนอให้คงสิกขาบทไว้ทั้งหมด ไม่ถอนแม้แต่สิกขาบทเล็ก ที่ประชุมจึงให้คงสิกขาบทไว้ทั้งหมด แต่พระอุปวาณะ พร้อมบริวาร 500 รูป ไม่ยอมรับ จึงเริ่มมีความเห็นขัดแย้งกัน มาตั้งแต่นั้น อันเป็นมูลเหตุให้เกิด นิกายต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเริ่มแตกแยกทางความคิด จนถึงกับแยกเป็นนิกาย ถึง 18 นิกาย (ในหลักฐานทางสันสกฤต บอกว่า มี 20 นิกาย)  ในปัจจุบัน จะเหลือนิกาย ใหญ่ ๆ อยู่  2  นิกาย  ซึ่งในแต่ละ นิกาย ก็แบ่งย่อยไปอีก เช่น นิกาย มหายาน ก็แบ่งออกเป็น อย่างน้อย ถึง 10 นิกาย  ส่วนเถรวาท มีเพียง 2 นิกาย จะกล่าวถึงเฉพาะ  2  นิกายใหญ่ ๆ  ดังนี้

1.  นิกายเถรวาท  เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า หีนยาน อันเป็นคำเรียกที่นิกาย มหายานใช้เรียก เนื่องจากมหายาน กล่าวว่า เถรวาท สอนให้สาวก เอาตัวรอดก่อน คือ ทำตนเองให้หมด กิเลสก่อน จึงกลับมาสอนผู้อื่น จึงกล่าวว่า เถรวา่ทใจแคบ เลยเรียกว่า หีนยาน ซึ่งแปลว่า ยานเล็กน้อย คือ ยานที่ขนสาวกไปสู่นิพพานได้น้อย และเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทักษิณนิกาย เนื่องจากเผยแพร่มาทางตอนใต้ ของทวีปเอเชีย 

     เถรวาทนี้ เป็นนิกาย ที่รักษาคำสอน ของพระพุทธเจ้าโดยตรงมาจาก พระเถระ ที่ทำสังคายนาครั้งแรก อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ซึ่งมติที่ประชุม ให้คงพระธรรมวินัย ไว้เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจุบัน ชาวพุทธทั่วโลก ยอมรับกัน ว่า นิกายเถรวาทนี่แหละ เป็นคำสอน ของพระพุทธเจ้าโดยตรง และเป็นพุทธศาสนาที่แท้จริง  แพร่กระจายในทวีปเอเชียตอนใต้ เช่น ไทย  พม่า  ลาว  กัมพูชา และ ศรีลังกา ซึ่งปัจจุบัน ทั่วโลก ให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา อย่างถาวร  นิกายเถรวาท รักษาคำสอนของพระพุทะเจ้าไว้ ในคัมภีร์ที่เรียกว่า "พระไตรปิฎก"  แปลว่า  ตะกร้า 3 ใบ  ได้แก่  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  และ พระอภิธรรมปิฎา  รวมทั้งหมด 45 เล่ม

     นิกายเถรวาทนี้ แม้จะมีนิกายย่อย 2 นิกายคือ มหานิกาย อันเป็นนิกายเดิม กับธรรมยุตติกนิกาย ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงก่อตั้งขึ้น ขณะที่ทรงบรรพชาอุปสมบทอยู่  แต่ก็มีความเห็นด้านคำสอนไม่ต่างกัน ยังนับถือพระไตรปิำกเหมือนกัน

2. นิกายมหายาน  เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า อาจริยวาท ซึ่งแปลว่า ถือคำสอน ของอาจารย์เป็นหลัก อาจารย์ ว่าอย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงคำสอนได้ คือ ถือเอาพระดำรัสของพระพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสกับพระอานนท์ ก่อนปรินิพพานที่ว่า ให้ถอนอาบัติ เล็กน้อยได้ ดังกล่าวแล้ว จึงเปลี่ยนแปลงคำสอนไปตามยุค ตามสมัย  ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้  ซึ่งเรื่องศักดิ์สิทธิื พึ่งอำนาจ ภายนอก ส่วนมากจะมาจากนิกายนี้ เนื่งอจากต้องต่อสู้กับศาสนาพราหมณ์ และเรียกอีกหนึ่งว่า อุตรนิกาย ซึ่งแปลว่า นิกายฝ่ายเหนือ  เนื่องจาก เผยแพร่ในทวีปเอเชียตอนเหนือ เช่น จีน ทิเบต  ญี่ปุ่น  เกาหลี  มองโกเลีย ฯลฯ

     นิกายนี้ ถือความเปลี่ยนแปลง เป็นสำคัญ  คือ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ  ได้ ไม่เคร่งครัดด้านวินัย  ถือว่าตัวเอง สามารถขนสรรพสัตว์ หรือ สาวก ไปสู่นิพพานได้มากกว่าเถรวาท จึงเรียกตัวเองว่า มหายาน ที่แปลว่า ยานใหญ่ หรือยาน ที่ขนสรรพสัตว์ ไปสู่นิพพานได้มาก  เพราะตามคำสอนของนิกายนี้ จะบำเพ็ญตนเป็นโพธิสัตว์ สอนให้ สรรพสัตว์ไปนิพพานก่อน แล้วตัวเอง จึงค่อยไปทีหลัง หมายความว่า สอนให้สรรพสัตว์ หมดกิเลสก่อน แล้วตนเอง จึงปฏิบัติเพื่อหมดกิเลส ภายหลัง  จึงเรียกตัวเองว่า มหายาน และ เรียกนิกายเถรวาทว่า หีนยาน

     นิกายนี้ มีนิกาย ย่อย ๆ อีก 10 นิกาย แต่ละนิกาย ก็แบ่งย่อย เป็นนิกายต่าง ๆ อีกมาก ที่คนไทยหรือคนทั่วโลก รู้จักมากที่สุด คือ นิกายสุขาวดี ที่นับถือพระอวโลกิเตศวร โพธิสัตว์ หรือ เจ้าแม่กวนอิม ที่ประเทศจีน หรือ ชาวจีน เรียกว่า กวนอิม ผ่อสัก และอีกนิกายหนึ่ง คือ นิกาย ธยาน หรือ ฌาน ในญี่ปุ่น จะเรียกนิกายนี้ เซน (ZEN) และเป็นที่นิยมมากในประเทศ สหรัฐอเมริกา เพราะฝรั่ง ไม่เคยพบความสุขทางจิตใจ หรือความสุขอันเกิดจากการ ปฏิบัติจิตตภาวนา หรือสมาธิ ส่วนมากจะลุ่มหลงในวัตถุนิยม

หลักตัดสินพระพุทธศาสนา

     เนื่องจากปัจจุบันนี้ คนจะหลงงมมายในหลักคำสอนต่าง ๆ ที่พระภิกษุ ซึ่งไม่ได้ศึกษาปริยัติธรรม แล้วปฏิบัติตามที่อาจารย์ของตน ๆ ปฏิบัติมา จนได้สมาธิฌานสามัติ เห็นนั่นเห็นนี่ แล้วก็บอกว่า ตัวเอง บรรลุนิพพาน ส่วนผู้ศึกษาปริยัติ และไม่ได้ปฏิบัติ ก็ยึดติดคัมภีร์ แล้วต่างก็กล่าวหากัน ว่า ของตน เท่านั้น เป็นพุทธ ผู้ปฏิบัติ ก็บอกว่า พวกเรียนปริยัติ จะรู้อะไร เพราะศึกษา แล้วไม่ได้ปฏิบัติ ส่วนผู้เรียนปริยัติ ก็บอกว่า ผู้ปฏิบัติเหล่านั้น ไม่ได้ศึกษา ไม่มีแผนที่คือปริยัติ แล้วไปปฏิบัติ แบบผิด ๆ ถูก ๆ  ตามคำสอนของอาจารย์ เอานิมิต ว่า เป็ฯนิพพานบ้าง เอาสมาธิว่า เป็ฯนิพพานบ้าง  กรณีวัดพระธรรมกายเป็นตัวอย่าง และสำนักสันติอโศก  เป็นต้น

     บางวัด หรือพระภิกษุในพระพุทธ- ศาสนาบางรูป ก็ตั้งเป็นสำนัก ปลุกเจ้าเข้าทรง สร้างเทพเจ้าต่าง ๆ  มามอมเมาประชาชน เช่น สร้างพระพิฆเนศวร์ พระอิศวร พระนารยณ์ ฯลฯ  ซึ่งไม่เกี่ยวอะไร กับพุทธศาสนา มามอมเมาประชาชน จึงขอนำหลักการของพุทธศาสนา มาเสนอว่า คำสอนแบบใด เป็นพุทธศาสนา ดังนี้

  1. พุทธศาสนา สอนให้พึ่งตนเอง (อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ) อย่างกได้อะไร ต้องทำเอาเอง (กรรม = การะทำ) ด้วยความเพียรพยายาม (วิริยะ) ของตนเอง เทพเจ้าต่าง ๆ ดลบันดาล ให้ไม่ได้ ทำดี ผลจะออกมาดี ทำชั่ว ผลจะออกมาชั่ว ทำดี มีผลเป็นสุข ทำชั่ว มีผลเป็นทุกข์  ดีในที่นี้ ไม่ใช่ของดี รำรวย ถูกหวย ดีคือ สภาพสังคมดี จิตใจดี พออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน
  2. ในพระพุทธศาสนา ไม่มีเทพเจ้า ไม่มีการบูชายัญ ไม่มีการอ้อนวอน ไม่สอนให้หวังพึ่ง สิ่งที่มองไม่เห็น แบบลม ๆ  แล้ง ๆ  ต้องประกอบเหตุ ให้ตรงกับผล อยากรวย มีอยู่มีกิน ต้องเพียรพยายาม ไม่ใช่หวังพึ่งเทพอะไร ที่มองไม่เห็น หรือดวง ฤกษ์ดี ยามดี ฯลฯ พุทธศาสนา สอนว่า ทำดีตอนไหน ก็เป็นฤกษ์ดีตอนนั้น ทำชั่วตอนไหน ก็เป็นฤกษ์ไม่ดีตอนนั้น
  3. พุทธศาสนาเน้น การสอนให้ละกิเลสตัณหา สอนให้มีความพอเพียง พอเลี้ยงตัว เลี้ยงลูกเมีย พ่อแม่ให้อยู่ชั่วชีวิต และสร้างหลักฐานให้ลูก ๆ  พึ่งตนเองได้ มากกว่า ที่จะสอนให้ร่ำรวย แล้วพึ่งตอนเองไม่ได้ คือ สิ้นพ่อแม่ ก็เละเทะเหลวแหลก สมบัติของพ่อแม่ก็ผลาญหมด
  4. สำหรับพระภิกษุ ท่านไม่ให้ยุ่งกับ การทำมาหากินแบบอาศัย ศรัทธาของชาวบ้าน มามอมเมา (การชีพ ของพระภิกษุ มีอย่งเดียว คือ บิณฑบาต) ต้องสอนชาวบ้าน ตามหลักพุทธศาสนา แบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่สอนให้ชาวบ้าน ไปพึ่งเทพเจ้า  และตนเอง ต้องปฏิบัติเพื่อ ลดละกิเลสเท่านั้น ถ้าประกอบการปลุกเจ้า เข้าทรง หรือเรื่องศักดิ์สิทธิ์ อาถรรพณ์ต่าง ๆ  ท่านปรับอาบัติ อย่างน้อย ปาจิตตีย์ (ถ้าเป็นจริง) อย่างมาก ปาราชิก (ถ้าไม่เป็นจริง) จะอ้างว่า ทำไป เพราะศรัทธาของชาวบ้าน ไม่ได้  เพราะพระภิกษุ ต้องสอนชาวบ้าน ให้มีปัญญา ไม่ใช่สอนให้ งมงาย
  5. เทพตามหลักการ ของพุทธศาสนา ก็เป็นสัตว์โลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกับมนุษย์ ต้องเวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฏเหมือนกับมนุษย์ เทพส่วนมากเป็นปุถุชน ที่เป็นเทพได้ ก็เพราะผลบุญ ที่ตนกระทำ  เทพสามารถ เกิดในนรกได้ ถ้าทำชั่ว เมื่อหมดผลบุญที่ตนกระทำ เทพก็ต้งอมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ดิรัจฉานเหมือนกัน และตามหลักการแล้ว   เทพดี ๆ  เขาจะไม่ยุ่ง กับมนุษย์เลย ท่านว่า โลกมนุษย์ มีกลิ่นเหม็น (ความชั่ว) สำหรับเทวดา แม้อยู่ห่างไกลถึง 100 โยชน์ (ประมาณ 1,600 กิโลเมตร ดังนั้นเทพ จึงนันดาลอะไร ให้ไมได้

  นี่คือหลักการของศาสนาพุทธ แบบคร่าว ๆ  ของให้ชาวบ้าน ศึกษา และอย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้ หลอกลวงชาวบ้านหากิน โดยอ้างว่า เป็ฯพุทธศาสนา

 


พุทธศาสนา

ประวัติโดยย่อ

     พุทธศาสนาเกิดที่ชมพูทวีป ซึ่งปัจจุบันได้แบ่งแยก เป็น อินเดีย ปากีสถาน อาฟกานิสถาน ภูฏาน เนปาล และบังคลาเทศ โดยผู้ประกาศคำสอน ได้แก่ เจ้าชาย สิทธัตถะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ตอนเหนือ ของชมพูทวีป เชิงเขาหิมาลัย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล

     เจ้าชายสิทธิัตถะ เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนาง สิริมหามายา ทรงประสูติ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน วิสาขะ (ตรงกับเดือน 6 ของไทย) ก่อนพุทธศักราช 80 ปี  ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ ระหว่าง กรุงกบิลพัสดุ์ และกรุงเทวหะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลรุมมินเด แขวงเปชอาว์ ประเทศเนปาล มีพระนามทางพระโคตร (นามสกุล) ว่า "โคตมะ" แปลว่า "วงศ์พระอาิทิตย์" ในวรรณะกษัตริย์  ทรงได้รับความปรนปรือ ด้วยโลกียสุขอยู่เป็นเวลาถึง 29 ปี ด้วยทรงได้รับพยากรณ์จากนักปราชญ์ราชบัณฑิตว่า ถ้าทรงอยู่ครอง ฆราวาส จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าทรงออกผนวช จักเป็นศาสดาเอก ของโลก พระเจ้าสุทโธทนะ ประสงค์จะให้เป็นแบบแรกมากกว่า จึงทรงปรนปรือด้วยโลกียสุข และมิใช่เพียงปรนปรือเอาใจเท่านั้น ยังได้ทรงถูกปิดกั้นไม่ให้พบเห็นสภาพความเป็นอยู่ ที่ระคนด้วยความทุกข์ ของสามัญชนทั้งด้วย  แต่สภาพเ่นนั้น ก็ไม่สามารถปิดบังพระองค์ ได้เรื่อยไป ปัญหาเรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนต่าง ๆ  ของมนุษย์ อันรวมเด่นอยู่ที่ความแก่  เจ็บ  และตาย เป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ ต้งอครุ่นคิดแก้ไข ซึ่งเป็นปัญหาของสภาพสังคมทุกยุคทุกสมัย ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกคนต่างจ้องแย่งชิงดีชิงเด่นกัน มุ่งแต่แสวงหาความสมบูรณ์ พูนสุขด้านวัตถุใส่ตน แข่งขันแย่งชิงเบียดเบียนกัน หมกมุ่นมัวเมา อยู่ในความสุขเหล่านั้น ไม่ต้องคิดถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของใคร ๆ  ดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นทาสของวัตถุ ยามสุขก็ละเมอมัวเมา ถึงคราว ถูกความทุกข์เข้าครอบงำ ก็ลุ่มหลงไร้สติ เหี่ยวแห้ง คับแค้นเกินสมควร บ้างก็คิดฆ่าตัว บ้างก็แก้ด้วยการเสพสุราเมรัย แล้วก็แก่เจ็บตายไป อย่างไร้สาระ ฝ่ายคนที่เสียเปรียบ ไม่มีโอกาส ถูกบีบคั้นกดขี่ อยู่อย่างคับแค้น แล้วก็แก่เจ็บตายไปโดยไร้ความหมาย

ซากกรุงกบิลพัสดุ์
ลุมพินีวัน ที่ประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ
ซากกรุงกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล ขุดพบโดยฝรั่งชาวอังกฤษ มีป้ายบรรยาของพระเจ้าอโศกปรากฏอยู่
ลุมพินีวัน สถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ  มีเสาหินพระเจ้าอโสกเป็นเครื่องหมาย

     เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมองเห็นสภาพเช่นนี้แล้ว  ทรงเบื่อหน่ายในสภาพ ความเป็นอยู่ของพระองค์  มองเห็นความสุขความปรนปรือเหล่านั้น เป็นของไร้สาระ ทรงคิดหาทางแก้ไขจะให้มีความสุขที่มั่นคง เป็นแก่นสาร ทรงคิดแก้ปัญหานี้ไม่ตก และสภาพความเป็นอยู่ของพระองค์ ท่ามกลางความเย้ายวน สับสนวุ่นวายเช่นนั้น ไม่อำนวยแก่การใช้ความคิดที่ได้ผล  ในที่สุดทรงมองเห็นภาพพวกสมณะ ซึ่งเป็นผู้ได้ปลีกตัวจากสังคม ไปค้นคว้าหาความจริงต่าง ๆ  โดยมีความเป็นอยู่ แบบง่าย ๆ  ปราศจากความกังวล และสะดวกในการแสวงหาความรู้และคิดหาเหตุผล สภาพความเป็นอยู่แบบนี้น่าจะช่วยพระองค์ให้แก้ปัญหานี้ได้ และยางทีสมณะพวกนี้ ที่ไปคิดค้นความจริงกันต่าง ๆ  บางคนอาจมีอะไรบางอย่าง ที่พระองค์ จะเรียนรู้ได้บ้าง

ภาพแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาทรงประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ
ภาพหินแกะสลัก พระรูปเจ้าชายสิทธัตถะ
หินแกะสลัก พระรูปพระนาง สิริมหามายา ทรงประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะ
หินแกะสลัก พระรูปเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ  ณ ลุมพินีวัน เนาปาล

     พระองค์จึงเสด็จออกบรรพชาอย่างพวกสมณะที่มีอยู่แล้วในสมัยนั้น ได้เสด็จจาริก ไปศึกษาหาความรู้เท่าที่พวกนับวชสมัยนั้นจะรู้และปฏิบัติกัน ทรงศึกษาทั้งวิธีการ แบบโยคะ ทรงบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานสมาบัติ ถึงอรูปสมาบัติชั้นสูงสุด ทรงแสดง อิทธิปาฏิหาริย์ได้ตามวิธีการของโยคะนั้น ทรงบำเพ็ญตบะทรมานพระองค์ ในที่สุดก็ทรงตัดสินได้ว่า วิธีการของพรวกนักบวชเหล่านี้ทั้งหมด ไม่สามารถแก้ปัญหาที่พระองค์ทรงประสงค์ได้ เมื่อเทียบชีวิตของพระองค์ ก่อนเสด็จออกบรรพชาแล้ว  ก็นับว่าเป็นการดำรงชีวิตอย่างเอียงสุดทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่ง หมกมุ่นแต่ในวัตถุนิยม  ฝ่ายหนึ่ง หมกมุ่นอยู่แต่ในสุขทางจิตใจ เมื่อออกจากฌานแล้ว กิเลสยังมีอยู่ ก็เกิดทุกข์อีก เป็นความสุขที่กลับกลายได้ ไม่ยั่งยืน ทั้งสองอย่าง  พระองค์จึงทรงหันมาดำเนินการคิดค้นด้วยพระองค์เอง จนในที่สุดก็ได้ตรัสรู้ธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบนี้ ต่อมาเมื่อทรงนำไปแสดง แก่ผู้อื่นฟัง ทรงเรียกว่า "มัชเฌนธรรม" หรือ หลักธรรมสายกลาง และทรงเรียก ข้อปฏิบัติที่พระองค์ทรงตั้งเป็นระบบขึ้นว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือ ทางสายกลาง จนมีผู้เข้าใจและยอมรับวิธีดำเนินชีวิตแบบพระองค์เป็นอันมาก ผู้ที่ยอมรับวิธีดำเนิน ชีวิตแบบพระองค์ เรียกว่า "สาวก" แปลว่า "ผู้ฟัง หรือ ผู้ปฏิบัติตาม" และ เรียกพระองค์ว่า "พระศาสดา" หรือ "พระพุทธเจ้า" แปลว่า "ผู้สั่งสอน ผู้เป็นครู" และ "ผู้รู้ความจริงของชีวิต ผู้ตรัสรู้แล้ว "

เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพะรพุทธเจ้า
ต้นพระศรีมหาโพธิ์
พระมหาเจดีย์พุทธคยา
เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา อินเดีย สถานที่เจ้าชายสิทธัตถะ ตรันรู้
เจดีย์พุทธคยา พระเจ้าอโสก ทรงสร้าง แสดงว่า ที่ตรงนี้เป็นที่ตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า

     ทางสายกลางนั้น ไม่ใช่ว่า "อยู่ตรงกลาง" ระหว่างทางสองสาย แต่หมายถึง ทางที่ถูกต้อง ทางที่นำไปสู่ความพ้นสุขอย่างแท้จริง  ตรงกันข้ามกับการดำรงชีวิต แบบเดิม ๆ  ของคนทั่ว ๆ  ไป  ไม่ว่ายุคใดสมัยใด คือ ไม่ติดลุ่มหลงในวัตถุนิยม ก็ติดลุ่มหลงอยู่ในความสุขทางจิต ติดในฌานสมาบัติ เป็นทาสของความสุขเหล่านั้น ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านั้นเสื่อมสลายกลายเป็นอื่น ก็กลับเป็นทุกข์ได้อีก จึงเรียกว่า เอียงสุด หรือ สุดโต่ง ทั้งสองทาง  ทางที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือปฏิบัติ เพื่อดับกิเลสตัณหา อันเป็นเหตุ เป็นเพลิงแห่งกองทุกข์ทั้งมวลโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือซาก ไม่กลับกลาย เที่ยงแท้ยั่งยืน  ซึ่งพระองค์เรียกการดำเนินชีวิตแบบนี้ว่า "พรหมจรรย์" แปลว่า "การดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐดีเลิศ"  (ดังนั้น พระพุทธศาสนา เดิมที เรียก พรหมจรรย์ และเมื่อพระองค์ก่อตั้งเป็นระบบแบบแผน ของการดำเนินชีวิตแบบนี้ ก็เรียกว่า "ธรรมวินัย"  ไม่เรียกว่า "พุทธศาสนา" ซึ่งคนรุ่นหลังใช้เรียก)

พระพุทธเจ้าทรงประกาศปฐมเทศนา
ธัมเมกขสถูป
ธัมเมกขสถูป
พระพุทธเจ้า ทรงประกาศคำสอนครั้งแรก (ปฐมเทศนา) แก่พระสาวกรุ่นแรก (ปัญจวัคคีย์)
ธัมเมกขสถูป ที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนา แก่ปัญจวัคคีญื สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช
ภาพหินแกะสลัก ที่มีลวดลายงดงามวิจิตรพิศดาร บนธัมเมกขส๔ุป

     ความจริง คนเราดำเนินชีวิต ก็เพียงแต่ กิน นอน สืบพันธุ์ ถ่ายของเสีย เท่านั้น การกิน ก็กิน (รับประทาน) ได้อย่างมากไม่เกิน 3 กำมือ (จาน) และวันหนึ่ง ๆ  ก็กินได้ อย่างไม่มากไม่เกิน 5 มื้อ ส่วนมาก คนเราจะแสวงหาวัตถมาเพื่อปรนปรือกิเลส หรือ ความต้องการทางด้านจิตใจของตนเองเท่านั้น เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง ลาภ ยศ ตำแหน่ง ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน บ้างก็ฆ่าฟันห้ำหั่นกัน บ้างก็ใช้จิตวิทยา เข้ามาชิงดีชิงเด่นเบียดเบียนซึ่งกันและกัน วุ่นวาย แล้วก็ตายไปอย่างไร้สาระ ทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งต่าง ๆ  ที่อุตสาหะเบียดเบียน ชิงดีชิงเด่นกันมา ก็เอาไปไม่ได้ ได้แต่ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้กล่าวขาน หรือ ติฉินนินทา จะเห็นว่า คนทุกยุคทุกสมัย มุ่งแต่จะสนองความต้องการทางจิตใจ หรือ มุ่งจะสนอง กิเลสตัณหามากกว่า มุ่งดำรงชีวิตให้มีความสุขอย่างแท้จริง จะเห็นว่า ของทุกสิ่ง ที่ตนหามาได้ สุดท้ายก็ทิ้งให้คนรุ่นหลังแย่งชิงกันต่อไป เหมือนกับเหนื่อยเปล่า ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช หรือ เจง กิ๊สข่าน มีจะห้ำหั่น บีฑา คนตายหลายล้านคน เพื่อให้ได้มาซึ่งแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล สุดท้าย ตัวเอง ก็ได้แค่ที่ดินสำหรับฝังศพเท่านั้น (แม้ที่ดินฝังศพ อีกไม่นานคนอื่น ก็อาจจะเอาไม่ใช้ประโยชน์) นี่คือความไร้สาระ ที่คนทุกยุคทุกสมัย ติดข้อง ลุ่มหลงกันว่าเป็นสาระ โดยเครื่องมือที่สนองความต้องการ คือ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

สาลวโนทยาน อินเดีย
ปรินิพพานวิหาร
สาลวโนทยาน สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน สร้างโดยพระเจ้าอโสกหมาราช
ปรินิพพานวิหาร เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปแกะสลักปางไสยาสน์ ประเทศอิเดีย

     พระพุทธเจ้า เมื่อทรงค้นพบวิธีการดำเนินชีวิตแบบ ไม่เข้าไปยึดติดสุดโต่ง ทั้งสองข้างนั้นแล้ว พระองค์ทรงเสด็จกลับมาเริ่มต้นสั่งสอนสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบ เพื่อประโยชน์ของชาวโลกอย่างหนักแน่นจริงจัง มิใช่ทรงปลีกตัว ออกไปสิ้นเชิงเลย คือ ตนเองประสบความสำเร็จและไปถึงแล้ว ก็กลับมานำผู้อื่นให้ประสบความสุข แบบพระองค์  และทรงดำเนินงานนี้จนตลอดระยะเวลาที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ คือ 45 ปีหลัง ก่อนที่จะปรินิพพาน  แม้ระบบนี้ สาวกก็ยังรักษาไว้ตราบเท่าทุกวันนี้ (เก็บคำสอนไว้ในพระไตรปิฎก) ที่ปัจจุบันเรียกว่า "พระพุทธศาสนา" แปลว่า "คำสอนของพระพุทธเจ้า" เป็นคำที่คนรุ่นหลังใช้เรียกระบบนี้ คนเข้าถึงบ้าง ไม่เข้าถึงบ้าง แล้วแต่ระดับ สติปัญญาของคนนั้น ๆ 

จุดเด่นของคำสอนของพระพุทธเจ้า (พรหมจรรย์)

     คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ ที่พระองค์เรียกว่า "พรหมจรรย์" หรือ "ธรรมวินัย" มีจุดเด่น คือ เป็นวิธีดำเนินชีวิต ที่ค้นพบด้วยมนุษย์เอง ด้วยเรี่ยวแรงและสติปัญญา ของมนุษย์เอง มิใช่การดลบันดาลของเทพสูงสุด ที่สังคมสมัยนั้น (หรือสมัยไหน ก็ตาม) เรียกว่า "เทพเจ้า เทวดา หรือพระพรหม"  มนุษย์นี่้แหละ จะบรรลุความสุข ที่แท้จริงได้ ก็ด้วยความสามารถ (การกระทำ = กรรม) ของตนเอง ด้วยเรี่ยวแรง ความพยายาม (วิริยะ) ของตนเอง มิใช่ด้วยการอ้อนวอน บูชาบวงสรวง หรือที่เรียกว่า เซ่นสรงบูชายัญ  ทุกคนสามารถเข้าถึงความสุขนี้ได้ด้วยตนเอง ในปัจจุบันชาตินี้ มิใช่เข้าถึงหลังจากตายแล้ว คือ ประสบได้ทั้งที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ  อยู่นี่แหละ (คำสอนของศาสดาอื่น จะประสบสุขได้ ต้องหลังจากตาย คือ เข้าอยู่กับเทพสูงสุดชั่วนิรันดร์ = เทียบให้เห็นเท่านั้น มิได้ประสงค์ว่า คำสอนใด ดีเด่น หรือด้อยแต่ประการใด อันนี้อยู่ที่สติปัญญาของแต่ละคนจะเข้าถึงได้ จีงได้บอกว่า ทุกศาสนา มีจุดหมายสูงสุด ไม่เหมือนกัน)

     และคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มิได้จำกัดไว้เฉพาะนักบวชเท่านั้น หรือ จำกัดเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง วัยใดวัยหนึ่ง เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย  จะเห็นว่าพระองค์ ทรงวางระบบไว้ทั้งแก่พระภิกษุและฆราวาส  จนพระองค์ตั้งขึ้นเป็นบริษัท 4 คือ ภิกษุ (รวมสามเณรด้วย)  ภิกษุณี (รวมสามเณรีด้วย = นักบวชแบบพุทธ ที่เป็นผู้หญิง)  อุบาสก (ฆราวาสที่เป็นผู้ชาย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ที่ยอมรับนับถือวิธีดำเนินชีวิตแบบพุทธ)  อุบาสิกา (ฆราวาสที่เป็นผู้หญิง ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ที่ยอมรับนับถือวิธีดำเนินชีวิตแบบพุทธ)  ซึ่งพระพุทธองค์ ตรัสว่า์ เพียงขาดบริษัทใดบริษัทหนึ่ง  ก็ยังไม่ชื่อว่า พรหมจรรย์นี้ เจริญบริบูรณ์เป็นปึกแผ่น ซึ่งพระเจ้าทรงตรัสไว้ตั้งแต่เริ่มส่งพระสาวกรุ่นไปแรกออกประกาศคำสอนนี้ ว่า "ภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงจาริกไป  เพื่อประโยชน์และความสุข ของชนเป็ฯอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก  เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุข แก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย"

     ดังนั้น คำว่า "พุทธบริษัท" หมายถึง ทั้งบรรพชิต หรือ นักบวช และฆราวาส ทั้งหญิงชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่ยอมรับนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้า  มิใช่ยกให้ เป็นสมบัติของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคนรุ่นหลัง (ซึ่งอาจจะไม่นิยมคำสอนของพระพุทธเจ้า (นิยมวิทยาศาสตร์)) มักจะพูดว่า เป็นเรื่องพระของสงฆ์เป็นต้น ซึ่งไม่ตรงตามพระประสงค์ของพระพุทธเจ้า ที่มอบหลักการนี้ไว้แก่บริษัท  4  ดังว่ามา  ขอให้ผู้ที่ยอมรับว่าเป็นพุทธบริษัท ได้รับผิดชอบร่วมกัน  เหมือนกับสาวกในศาสนาอื่น ๆ  (ดังตัวอย่างอิสลาม เขาทำกัน อย่างเอาจริงเอาจัง ไม่โยนไปให้ผู้นำศาสนา แต่เขารับผิดชอบทุกคน) การรับผิดชอบ คือ เรียน และศึกษาให้เข้าใจคำสอนและวิธีดำเนินชีวิตแบบพุทธ อย่างแท้จริง แล้วนำไปประกาศให้ถูกต้อง นี่แหละคือการรับผิดชอบ คอยตำหนิ ติเตียนผู้ที่เป็นเหลือบ คอยบ่อยทำลาย คอยสนับสนุน ผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น

ข้อคิด :     จะบอกว่า ศาสนาใด เป็นอย่างไร ควรศึกษาให้รู้จริงอย่างถ่องแท้ ให้เข้าใจถึงแก่นแท้  จึงค่อยกล่าว  ไม่เช่นนั้น จะเป็นการกล่าวตู่

     พุทธศาสนา สอนไว้ว่า อยากได้อะไร ต้องทำเอาเอง (กรรม) ด้วยความเพียรพยายาม ของตนเอง (วิริยะ) ไม่ใช่อ้อนวอน บวงสรวงเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งแม้พระภิกษุในพระพุทธศาสนาเอง ในทุกวันนี้ ก็สอนประชาชน ออกนอกลู่ นอกทาง เช่น ไปสอนให้บูชาพระพิฆเนศวร์ (ที่จังหวัดแถวภาคตะวันออก) เพื่อให้ร่ำ ให้รวย  พึงทราบว่า นั่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า นั่นไม่ใช่พุทธบริษัท ไม่ใช่พระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นแต่อาศัยพุทธศาสนาหากิน  คนส่วนมาก แม้แต่ชนชั้นปกครอง ก็บอกว่า ไม่ควาาเชื่อของเขา ไปห้ามไม่ได้ นั่แหละครับ เป็นสิ่งที่มอมเมา ทำให้ประชาชนงมงายมากกว่าล็อตเตอรี่รัฐบาล  ควรจะสังคายนา พระสงฆ์ให้หันมาสอนตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง จึงจะเกิดความสุขอย่างแท้จริง

 

อ่านต่อด้านบนขวา

    
ธรรมจักร

สัญลักษณ์ 

ธรรมจักร

ความหมาย
:
วงล้อคือธรรม   ที่พระพุทธเจ้าทรงหมุน หรือประกาศ แก่มหาชนชาวโลก

หลักคำสอน

     พุทธศาสนา เกิดขึ้นมาจาก ความกลัวทุกข์ ดังที่กล่าวไว้ในประวัติแล้วว่า พระพุทธเจ้า ทรงต้องการจะแก้ไขความทุกข์ อันเกิดจาก ความเกิด  ความแก่  ความเจ็บ  และความตาย  ซึ่งพ่วงด้วย ความเศร้าโศก ปริเทวะ ความพิไรรำพรรณ ความโทมนัส ความเสียใจ ทุกข์ใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ เพราะประสงค์สิ่งใด ไม่ได้ดังประสงค์ หรือ ได้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ฯลฯ  ดังนั้น  คำสอนของ พระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นเฉพาะ เรื่อง ทุกข์ และ ความดับ หรือความพ้นทุกข์ หรือวิธีปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์  จนฝรั่งตะวันตก กล่าวหาว่า พุทธศาสนา เป็น pessimism (ลัทธิมองโลกในแง่ร้าย) ตรงข้ามกับ optimism (ลัทธิมองโลกในแง่ดี) อันเป็นความไม่เข้าใจ ของฝรั่งเอง  พุทธศาสนา ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ดังคำของฝรั่งตะวันตก ก็อย่างที่่บอกแล้วว่า พุทธศาสนา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสองอย่าง  คือ  ทั้งสุขนิยม และ ทุกขนิยม แต่พูดตามความจริงตรง ๆ  แล้วก็บอกวิธีแก้ หรือ ข้อปฏิบัติเพื่อเข้าถึงสุขที่แท้จริง หรือ เพื่อพ้นไปจากความทุกข์ด้วย ไม่ใช่แต่บอกว่า เป็นทุกข์ แล้วมานั่งหมกมุ่น ครุ่นคิด ทำตัวเป็นทุกข์ หรือ มองโลกในแง่ร้าย อย่างที่ฝรั่งว่า ลัทธิ pessimism ไม่ได้บอกทางออก หรือ ข้อปฏิบัติไว้  แต่พุทธศาสนา บอกไว้

     ความจริง ถ้าถามกันตรง ๆ  และตอบกันตรง ๆ  ไม่หลอกตัวเอง ว่า ชีวิตปุถุชนคนธรรมดานี้ เต็มไปด้วยทุกข์หรือไม่ ก็ตอบโดยไม่หลอกตัวเองว่า เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  คนเราแสวงหาวัตถุ เพื่อรุงบำเรอตน ก็เพื่ออะไร เพื่อหาความสุข  อันนี้ ก็บ่งบอกไปในตัวอยู่แล้วว่า เพื่อหาความสุข  แสดงว่า ตัวเองไม่มีความสุข  จึงต้องแสวงหา อันแสดงถึง ข้อบกพร่องของตนเอง ถ้าคนเรามีความสุขอยู่แล้ว จะแสวงหาวัตถุมาบำรุงบำเรอ เพื่อความสุขทำไม..ทำไมคนเราได้สิ่งที่ไม่ต้องการ จึงคับแค้นใจ ต้องการสิ่งใด แล้วไม่ได้สิ่งนั้น ต้องคับแค้นใจ ญาติมิตร เสียชีวิต ต้องร้องไห้  สิ่งเหล่านี้ ใครจะปฏิเสธเต็มปากได้ หรือไม่ว่าตัวเองไม่มี  นั่นก็แสดงว่า พระพุทธศาสนา พูดถึงความจริง  ไม่ใช่ลัทธิ pessimism แต่ไม่หยุดอยู่ เพียงแค่พูดถึง  ยังบอกวิธีแก้ไขด้วย

     ดังนั้น  แม้คำสอนของพระุพุทธเจ้า จะมีถึง 84,000 พระธรรมขันธ์  บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎกถึง 45 เล่ม สรุปแล้ว  ก็กล่าวถึงแต่เรื่องทุกข์ และความดับทุกข์ เท่านั้น ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ ในสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 17 ข้อ 214 ว่า "เราสอนแต่ทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น"

     ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 19 ข้อที่ 1712 - 3 สังงยุตตนิกาย มหาวารวรรค ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ได้กล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ ใจความว่า

     สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ ป่าสีสปาวัน ใกล้พระนครโกสัมพี  ครั้งนั้น  พระองค์ได้หยิบ ใบประดู่ลาย จำนวนเล็กน้อย ถือไว้ด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย สำคัญว่าอย่างไร ใบประดู่ลายเล็กน้อยที่เราถือไว้ ด้วยฝ่ามือ กับใบที่อยู่บนต้นทั้งป่าสีสปาวัน ไหนจะมากกว่ากัน?" "ข้าแต่พระอง๕ืผู้เจริญ ใบประดู่ลาย จำนวนเล็กน้อย ที่พระองค์ทรงถือไว้ ด้วยฝ่าพระหัตถ์ มีประมาณน้อย ส่วนที่อยู่บนต้น ในสีสปาวันนั่นแล มากกว่าโดยแท้" "ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรายิ่งแล้ว มิได้บอกแก่เธอทั้งหลาย มีมากมายกว่าว; เพราะเหตุไร เราจึงมิได้บอก เพระสิ่งนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่หลักเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ (ความดับทุกข์) เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน (ความดับกิเลส)...ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่เราบอก เราบอกว่า นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์) นี้นิโรธ (ความดับทุกข์) นี้ทุกขนิโรธ- คามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติใน้ถึงความดับทุกข์); เพราะเหตุไรเราจึงบอก เพราะเป็นประโยชน์ เป็นหลักเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อนิพพิทา เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน  ฉะนั้น เราจึงบอก;  เพราะฉะนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอพึงกระทำ ความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา"

     ถามว่า แล้วพุทธศาสนา ไม่เชื่อว่ามีสุขหรือ ? ตอบว่า สุขนั่นแหละ ที่พระพุทธศาสนาปรารถนา ต้องการ และเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา แต่ต้องเป็นสุข แบบยั่งยืน ถาวร ไม่กับกลายเป็นทุกข์ ในภายหลัง  เมื่อดับทุกข์แล้ว สุขก็เกิดขึ้นเอง เหมือนกับ ทางโลกที่ว่า มีแต่อุณหภูมิ (ความร้อน) เท่านั้นเพิ่ง ความเย็นไม่มี  ที่รู้สึกเย็น เพราะความร้อนลดลง

     ดังนั้น  คำสอนของพุทธศาสนาทั้งหมด จึงสรุปลงใน อริยสัจ 4  หรือ ปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปัจจยตา (คือ ใจความเดียวกัน ต่างแต่คำเรียก) ดั้งนี้

1.  ทุกข์  ความทุกข์  สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะบีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย การได้สิ่งที่พึงประสงค์ การพลัดพราก จากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง

2.  ทุกขสมุทัย  เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด อันได้แก่ ความทะยานอยาก 3 อย่าง คือ ความอยากได้ สิ่งบำรุงบำเรอทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันสวยงาม น่ารัก น่าใคร น่าปรารถนา น่าพอใจ (กามตัณหา) ความอยากมี อยากเป็น อยากมีฐานะร่ำรวย อยากเป็นเศรษฐี อยากเป็นรัฐมนตรี อยากเป็นนายกฯ สูงสุด คือ ความอยากมีตัวตน เพื่อสนองความอยาก ข้อแรก (ภวตัณหา) ความเบื่อหน่าย จำเจ อยากออกจาก ภาวะที่จำเจ อยากไปจากสภาพที่ตนไม่ปรารถนา สูงสุด คืออยากขาดสูญ อยากไม่มีตัวตน (วิภวตัณหา)

3.  ทุกขนิโรธ  ภาวะที่ตัณหา 3 อย่างดับสิ้นไป ภาวะที่กิเลสดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าได้ เมื่อกำจัดอวิชชา (ความไม่รู้) สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือนิพพาน

4.  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  ข้อปฏิบัตินำไปสู่ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์  8  หรือมัชฌิมาปฏิปทา  หรือทางสายกลาง ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ระบบจริยธรรม ของพุทธศาสนาจะอยู่ที่ข้อนี้

เรียกย่อ ๆ  ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

     ทุกข์  ท่านให้กำหนดรู้ คือให้ทำความรู้จักมัน ไม่ใช่ให้หนีมัน ส่วนมาก เมื่อเกิดทุกข์ คนจะพยายาม หนี หรือลืม เช่น ดื่มสุราเมรัย เพื่อกล่อมจิตให้ลืมทุกข์ ฯลฯ ก็ยิ่งจะเพิ่มทุกข์ยิ่งขึ้น

     สมุทัย  เมื่อเกิดทุกข์ แล้วท่านหาสาเหตุของมัน แล้วละเสีย คือ ถ้าจะดับทุกข์ ก็ให้ดังที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ให้หนี หรือเลี่ยงทุกข์ ข้อนี้ท่านให้ละเสีย

     นิโรธ  ภาวะที่ทุกข์ดับ ซึ่งจะเกิดเอง เมื่อละสมุทัย ได้แล้ว

     มรรค  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ตรงนี้ ที่เราต้องทำ ต้องฝึก (training) อย่างหนัก ด้วยเรี่ยวแรง (วิริยะ) ของตนเอง มิใช่อ้อนวอน มิใช่พึ่งเทพสูงสุด

     สามข้อแรก เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ส่วนข้อหลัง พระพุทธเจ้า ทรงวางหลักไว้เพื่อเข้าถึง หรือ หลุดพ้นจากทุกข์ เมื่อกำจัดหรือละสมุทัย (ตัณหา) แห่งทุกข์แล้ว สุขก็เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ความสุข จากการที่ละสมุทัยนี้ เป็นสุขที่ยั่งยืนถาวร ไม่กลับกลาย

     โลกทุกวันนี้ เข้าใจกันว่า สุขอยู่ที่ความมีทรัพย์สมบัติ พรั่งพร้อม จึงเอาเรี่ยวแรงความพยายามทุ่มเท ไปเพื่อให้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง  จึงเกิดความวุ่นวาย  คนก็เกิดมามาก วัตถุสิ่งเสพที่มีอยู่ในโลก ก็ร่อยหรอลงทุกวัน ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ เกิดการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกัน ฆ่าฟันกัน ลักขโมยกัน เล่นชูคู่ผัสตัวเมียซึ่งกันและกัน พูดหลอกลวงกัน เื่พื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ  จนโลก จะไม่มีอะไรจะสนองแล้ว อเมริกา จึงคิดจะไปแสวงหา สิ่งเหล่านี้ ที่ดาวอังคารอีก ดาวอังคาร ก็คงจะเป็นเหมือน โลกทุกวันนี้  เพราะเชื้อความทุกข์ คือ ความไม่รู้จักพอ ยังอยู่ในจิตใจของมนุษย์ ไปอยู่ที่ไหน ก็ทำลายที่นั่น

     กระบวนการดับสาเหตุแห่งทุกข์ ของพุทธศาสนา สรุปย่อ ๆ  ได้แก่ ศีล สมาธิ  ปัญญา (ไตรสิกขา = ข้อฝึกหัดจิตใจ (training mind) เพื่อให้พ้นจากเหตุเกิด แห่งทุกข์ 3 อย่าง)  ศีล เป็นข้อฝึกหัดขั้นพื้นฐาน เตรียมจิตใจให้พร้อม เพื่อให้เกิดสมาธิ  สมาธิ เป็นข้อฝึกจิตใจ  เพื่อให้เกิดปัญญา  ปัญญา ทำให้รู้ความจริงตามธรรมชาติว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เมื่อหมดปัจจัย ก็ดับ  คือทุกสิ่ง ทุกอย่าง มีขึ้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไป ตามความปรารถนาหรือความต้องการของใคร มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีใคร จะทำให้มันยั่งยืนถาวรได้ และยึดไว้เป็นของตัวเองไม่ได้ ไม่เป็นของใคร  เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คนเราก็คลายความ ยึดมั่นถือมั่น จิตใจเป็นอิสระ ความทะยานอยาก ก็หมดไป ทุกข์ก็ดับไป นี่แหละเป็นภาวะที่ต้องการของพุทธศาสนา ซึ่งเข้าึถึงได้ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงหลังจากตาย

     เมื่อถึงจุดจบแล้ว (คือเมื่อบรรลุถึงความสุข อันถาวรแล้ว) พุทธศาสนา ไม่ให้ยึดมั่น ทั้งความดีความชั่ว คือ ให้ละทิ้งหมดทั้งความดี ความชั่ว ความชั่วเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความดีก็เป็นสะพาน ให้ถึงความดับทุกข์ เปรียบเสมือนคนเราอาศัยเรือ ข้ามฟากแล้ว สุดท้าย ก็ต้องทิ้งเรือ ไม่แบกเรือไปด้วย ฉันนั้น ที่ภาษาทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า "ปุญญะปาปะปะหีโน = ผู้ละบุญและบาปแล้ว หมายถึง พระอรหันต์ ผู้บรรลุึถึงจุดหมาย คือ ความสุข อันถาวร ยั่งยืน (นิพพาน) ของพระพุทธศาสนาแล้ว

     ดังนั้น ขอให้ศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจ อย่างแท้จริง จะไม่กล่าวว่า ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี เหมือนกัน หากเข้าใจหลักการของพุทธศาสนา บางคนทำดี แต่จิตใจยังมีแรงปรารถนาความอยากได้ อยากมีอยู่ ก็เป็นแรงดันให้ทำชั่วได้อีก การทำดี ต้องไม่หลอกตัวเอง ทำดีแล้ว ต้องมีความสุขที่แท้จริง ด้วย  จึงจะดียั่งยืนถาวร

ข้อคิด :  คนเราทำชั่ว เพราะมีทุกขใจ อันมีตัณหา เป็นแรงดัน (แบบรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง) ถ้าจะสอนให้ทำดี ต้องสอนให้ละตัณหา จึงจะดี แบบยั่งยืน...เปรียบเหมือน  เราเอาน้ำหอม กลบอุจจาระไว้  ตราบใด ที่ยังไม่ล้างอุจจาระออก  มันก็ยังเหม็นอยู่อย่างนั้น ต่อให้เอาน้ำหอมเป็น 100 ขวดมากลบก็ไม่อยู่  ถ้าคนยังมี (กิเลส) ตัณหาอยู่  ก็มีแต่จะทำดี เพื่อหลอกตัวเอง และคนอื่น พร้อมที่เป็นแรงดัน ออกมาทำความชั่วเสมอ...