Make your own free website on Tripod.com
สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลก

กำเนิดศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สังคมอินเดียเกิดการแบ่งแยก
ในขณะที่สังคมอารยันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงมีการแบ่งแยกสังคมเป็นกลุ่ม ๆ  ส่วนมากกลุ่มเหล่านี้จัดแบ่งตามอาชีพของประชาชน การปกครองอย่างเข้มงวดได้พัฒนาขึ้นมาเกี่ยวกับวิธีการที่จะให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ เมื่อเวลาผ่านไป การปกครองเหล่านี้ก็เข้มงวดมากขึ้นและเป็นศูนย์แก่สังคมอินเดีย

วรรณะ
ในคัมภีร์พระเวท มีวรรณะหรือการแบ่งชนชั้นทางสังคมหลัก ๆ มีอยู่ 4 วรรณะ ในสังคมอารยัน  วรรณะเหล่านี้ คือ
1.  พราหมณ์ หรือนักบวช
2.  กษัตริย์ หรือนักปกครองและนักรบ
3.  แพศย์ (ไวศยะ) หรือเกษตรกร ช่างฝีมือ และพ่อค้า
4.  ศูทร หรือกรรมกรและชนที่ไม่ใช่ชาวอารยัน

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

พราหมณ์
พราหมณ์ คือ นักบวชของอินเดีย ถือว่ามีวรรณะสูงสุด

 

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

กษัตริย์

กษัตริย์ คือ นักปกคอรง และนักรบ

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

แพศย์หรือไวศยะ

แพศย์หรือไวศยะ คือ เกษตรกร ช่างฝีมือ และ พ่อค้า

  ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

ศูทร

ศูทร คือ กรรมกร และคนรับใช้

      พราหมณ์ถือว่าเป็นวรรณะสูงสุด เนื่องจากทำหน้าที่ทำพิธีกรรมให้กับเทพเจ้า ข้อนี้ทำให้พราหมณ์มีอิทธิพลยิ่งใหญ่เหนือวรรณะอื่น ๆ

ระบบวรรณะ
ในขณะที่กฎระเบียบว่าด้วยการปฏิสัมพันธ์กันเข้มงวดขึ้น สังคมอารยันจึงถูกแบ่งแยกเป็นวรรณะมากมายมากขึ้น ระบบวรรณะนี้ได้แบ่งสังคมอินเดียเป็นกลุ่ม ๆ มีพื้นฐานมาจากกำเนิด ความมั่งคั่ง และอาชีพ ของบุคคล ครั้งหนึ่ง มีการแบ่งแยกวรรณะในอินเดียถึง 3,000 วรรณะ
ข้อนี้อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะหาทางแก้ไขปัญหา

วรรณะเป็นสิ่งกำหนดสถานะของบุคคลทั้งชายและหญิง อย่างไรก็ตาม ระเบียบนี้ไม่ได้เป็นการถาวร เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละวรรณะก็ได้รับหรือสูญเสียความโปรดปรานในสังคมในขณะที่สมาชิกของวรรณะจะได้รับความมั่งคั่งหรืออำนาจ ในบางโอกาสผู้คนก็สามารถเปลี่ยนวรรณะได้ (ผิดความจากดั้งเดิม)

ทั้งชายและหญิงเป็นสมาชิกของวรรณะ ช่วงต้นยุคอารยันผู้หญิงส่วนใหญ่มีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ชาย พวกเธอสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินและได้รับการศึกษา  อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป กฎหมายได้รับการอนุมัติเพื่อจำกัดสิทธิเหล่านี้ พระพุทธเจ้าจึงแสวงหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้

ช่วงปลายยุคอารยัน ส่วนหนึ่งของสังคมอินเดียตอนต้นได้วิวัฒนาการไม่สังกัดอยู่ในวรรณะใด ๆ กลุ่มนี้ ถูกเรียกว่าจัณฑาล พวกเขาสามารถทำงานได้เฉพาะบางงาน มักจะเป็นการงานที่ไม่พึงประสงค์

กฎระเบียบของวรรณะ
เพื่อรักษาชนชั้นวรรณะของตนเองให้มีความแตกต่างชัดเจน ชาวอารยันจึงได้พัฒนาสูตระหรือข้อแนะนำ ซึ่งได้เรียบเรียงกฎระเบียบสำหรับระบบวรรณะ ยกตัวอย่างเช่น ประชาชนไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงานกันกับบุคคลนอกวรรณะ แม้จะเป็นข้อห้ามไม่ให้บุคคลจากวรรณะหนึ่งรับประทานอาหารกับบุคคลอีกวรรณะหนึ่ง ผู้คนที่ทำลายกฎระเบียบของวรรณะอาจจะถูกขับไล่ออกจากบ้านของตนและวรรณะของตน ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขาเป็นจัณฑาล เนื่องจากกฎระเบียบเหล่านี้ ผู้คนจึงใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่กับคนอื่น ๆ ในวรรณะเดียวกันกับตนเอง

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

พระพรหมเป็นตัวแทนสัญลักษณ์
พระผู้สร้างของพรหมัน
พระพักตร์ทั้งสี่หมายถึงพระเวทสี่

 

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

พระศิวะเป็นสัญลักษณ์พระผู้
ทำลายของพรหมัน???????
ปกติจะมีพระพาหา 4 ข้างและมีพระเนตร 3 ดวง ในภาพนี้พระองค์กำลังร่ายรำ
บนลังของปิศาจที่
พระองค์ทรงพิชิต

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

 

พระวิษณุคือสัญลักษณ์แห่งการ
รักษาของพรหมัน
พระหัตถ์ทั้งสี่ทรงถือหอยสังข์
ดอกจันทน์ คทา
และจักรที่เป็นสัญลักษณ์
แห่งอำนาจและความยิ่งใหญ

 

 

ศาสนาพราหมณ์
ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิตชาวอารยันแม้ครั้ง
ก่อนที่ชาวอารยันจะอพยพลงมาสู่อินเดีย ในที่สุด ในประเทศ
อินเดีย ศาสนาก็ยังมีความหมายมากขึ้น เนื่องจากนักบวชชาว
อารยัน เรียกกันว่า พราหมณ์ ศาสนาของพวกเขาจึงมักเรียกกันว่า
ศาสนาพราหมณ

 

พระเวท
ศาสนาของชาวอารยันยึดคัมภีร์พระเวทเป็นหลัก พระเวทมีอยู่ 4 พระเวท แต่ละพระเวทก็มีบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าและบทกวีอันศักดิ์สิทธิ์ พระเวทที่เก่าแก่ที่สุด คือ ฤคเวท น่าจะเขียนขึ้นเมื่อ 1000 ปีก่อนคริสตกาล ประกอบด้วยบทสวดสรรเสริญเทพเจ้ามากมาย ยกตัวอย่าง บทความนี้เป็นตอนแรกของบทสวดสรรเสริญพระอินทร์ ซึ่งเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าและสงคราม  
                      “พระองค์ทรงเป็นปฐมและเป็นเจ้าของปัญญามาตั้งแต่กำเนิด
                        ทรงเป็นเทพผู้พยายามปกป้องหมู่เทพด้วยความเข้มแข็ง
                        ผู้ที่โลกทั้งสองเกิดความเกรงกลัวเพราะพระองค์ทรงมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่
                          ดูกรมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์คือพระอินทร์”
                                                                                               - จากฤคเวท ตอนที่ว่าด้วยโลก เล่ม 1        
                                                                                                   พอล เบรนและคณะ บรรณาธิการ

คัมภีร์พระเวทยุคต่อมา
ผ่านไปหลายศตวรรษ พราหมณ์ชาวอารยันก็เขียนความคิดเกี่ยวกับพระเวทของตนเองลงไป ในช่วงเวลาที่ความคิดเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่เรียกว่า คัมภีร์พระเวท

คัมภีร์พระเวทหมวดหนึ่งอธิบายพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอารยัน ยกตัวอย่างเช่น อธิบายวิธีปฏิบัติในการบูชายัญ นักบวชจะวางสัตว์ อาหาร หรือเครื่องดื่มเป็นเครื่องบูชายัญในกองไฟ ชาวอารยันเชื่อว่า ไฟจะนำเครื่องบูชายัญเหล่านี้ไปถึงเทพเจ้า

คัมภีร์พระเวทหมวดที่ 2 อธิบายพิธีกรรมอันเร้นลับที่บางคนเท่านั้นจึงจะปฏิบัติได้ ในความเป็นจริง พิธีกรรมเหล่านั้นเป็นความลับมากจนกระทั่งจะต้องทำในป่าไกลจากผู้คนอื่น ๆ

คัมภีร์พระเวทหมวดสุดท้าย คือ คัมภีร์อุปนิษัท ส่วนใหญ่เขียนขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล ผลงานด้านการเขียนเหล่านี้เป็นผลสะท้อนเกี่ยวกับพระเวทจากนักศึกษาและครูอาจารย์ทางศาสนา

ฮินดูวิวัฒนาการ
คัมภีร์พระเวท อุปนิษัทและคัมภีร์พระเวทอื่น ๆ ยังคงเป็นพื้นฐานของศาสนาอินเดียมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุด แนวความคิดของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็เริ่มผสมผสานกับแนวคิดจากวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น ผู้คนจากเปอร์เซียและจักรวรรดิอื่น ๆ ในเอเชียกลางได้นำแนวความคิดมาสู่อินเดีย ในเวลานั้น การผสมผสานแนวความคิดนี้ได้สร้างศาสนาขึ้นอีกศาสนาหนึ่ง เรียกว่า ฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดียปัจจุบัน

ความเชื่อของฮินดู
ชาวฮินดูเชื่อในพหุเทวนิยม บรรดาเทพเหล่านั้นมีเทพใหญ่ ๆ อยู่ 3 องค์ คือ พระพรหม ผู้สร้าง พระศิวะ ผู้ทำลาย และพระวิษณุ พระพิทักษ์ อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันนั้น ชาวฮินดูยังเชื่อว่าเทพเจ้าแต่ละองค์เป็นส่วนหนึ่งของเทพเจ้าสูงสุดองค์เดียว เรียกว่า พรหมัน ชาวฮินดูเชื่อว่าพรหมันสร้างโลกและคุ้มครองโลก เทพเจ้าทั้งหลาย เช่น พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ   คือตัวแทนในลักษณะต่าง ๆ ของพรหมัน ตามความจริง ชาวฮินดูเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นส่วนหนึ่งของพรหมัน

ชีวิตและการเวียนว่ายตายเกิด
ตามคำสอนของฮินดู ทุก ๆ คนมีวิญญาณ หรืออาตมัน ในตัวเอง วิญญาณนี้จะยึดครองบุคลิกลักษณะ คุณภาพของบุคคลที่ทำให้เขาเป็นตัวตน ชาวฮินดูเชื่อว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของบุคคลควรจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพรหมัน???? ซึ่งเป็นวิญญาณสากล

ชาวฮินดูเชื่อว่า ในที่สุด วิญญาณของพวกเขาจะรวมกับพรหมัน เพราะโลกที่พวกเราอาศัยอยู่คือภาพลวงตา พรหมันเป็นความจริงอันเดียวเท่านั้น คัมภีร์อุปนิษัทสอนว่า บุคคลต้องพยายามมองผ่านมายาของโลก เนื่องจากเป็นการยากที่จะมองเห็นมายา อาจจะใช้เวลายาวนาน นั่นเป็นเพราะชาวฮินดูเชื่อว่า วิญญาณเวียนว่ายตายเกิดหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มีร่างกายใหม่ ขบวนการนี้ เรียกว่า การเกิดใหม่

ฮินดูและระบบวรรณะ
ตามแนวความคิดของการเกิดใหม่ของชาวฮินดูดั้งเดิม บุคคลที่ตายแล้วจะเกิดใหม่ในร่างกายใหม่ จะได้ร่างกายแบบใดขึ้นอยู่กับกรรมของเขาหรือหล่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำดีและชั่วในวิญญาณของบุคคลนั้น การกระทำชั่วจะสร้างกรรมชั่ว บุคคลมีกรรมชั่วจะเกิดในวรรณะหรือรูปแบบชีวิตที่ต่ำกว่า

หมายเหตุ: พุทธศาสนาจะสอนแตกต่างจากฮินดู คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ บุคคลไม่ว่าจะเกิดในวรรณะใดก็สามารถพัฒนาตนเองได้ด้วยการฝึกหัดและศึกษาเล่าเรียน

ในทางตรงกันข้าม การกระทำดีจะสร้างกรรมดี บุคคลมีกรรมดีจะเกิดในวรรณะสูงกว่าในชาติหน้า ไม่ช้าก็เร็ว กรรมดีจะนำไปสู่ความหลุดพ้น หรืออิสระจากความห่วงใยในชีวิตและวงจรการเกิดใหม่ การหลุดพ้นนี้ เรียกว่า โมกษะ

ฮินดูสอนว่า บุคคลแต่ละคนจะมีธรรมะ หรือหมวดของภาระหน้าที่ของวิญญาณเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ การที่จะทำให้ธรรมะบรรลุผลสำเร็จ
จำเป็นต้องได้รับสถานะในชีวิตของตนเอง ฮินดูจะช่วยรักษาระบบวรรณะไว้ได้ด้วยการสอนให้บุคคลยอมรับสถานะของตนเอง

หลายกลุ่มมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับฮินดู
แม้ว่าฮินดูจะมีผู้ปฏิบัติตามอย่างกว้างขวางในอินเดีย ทุกคนก็ไม่เห็นด้วยกับความเชื่อนั้น ผู้คนที่ไม่พอใจบางและกลุ่มที่ไม่พอใจบางกลุ่มก็แสวงหาแนวความคิดทางศาสนาใหม่ ๆ กลุ่ม 2 กลุ่มนั้น คือ เชน ผู้ที่ศรัทธาในศาสนา ที่เรียกว่า เชน และสิกข์ ผู้ที่ศรัทธาในศาสนาสิกข์

 

 

Origin of Brahmin-Hiduism
Indian Society Divides
As Aryan society became more complex, their society became divided into groups. For the most part, these groups were organized by people’s occupations. Strict rules developed about how people of different groups could interact. As time passed, these rules became stricter and became central to Indian society.

The Varnas
According to the Vedas, there were four main varnas, or social
divisions, in Aryan society. These varnas were:
• Brahmins (BRAH-muhns), or priests,  Click to see picture
• Kshatriyas (KSHA-tree-uhs), or rulers and warriors,  Click to see picture
• Vaisyas (VYSH-yuhs), or farmers, craftspeople, and traders, and
Click to see picture
• Sudras (SOO-drahs), or laborers and non-Aryans.   Click to see picture

The Brahmins were seen as the highest ranking because they performed rituals for the gods. This gave the Brahmins great influence over the other varnas.

The Buddha declared his teachings to destroy this system. But after his death, the Brahmans who lost their benefits restored this system by adapting with the Buddha’s teaching and calling a new doctrine “Hinduism” that means “The Religion of India”.

The Caste System
As the rules of interaction between varnas got stricter, the Aryan social order became more complex. In time, each of the four varnas in Aryan society was further divided into many castes, or groups. This caste system divided Indian society into groups based on a person’s birth, wealth, or occupation. At one time, some 3,000 separate castes existed in India.
This may make Siddhartha Gautama prince seek for solution.

The caste to which a person belonged determined his or her place in society. However, this ordering was by no means permanent. Over time, individual castes gained or lost favor in society as caste members gained wealth or power. On rare occasions, people could change caste. (Not traditional)

Both men and women belonged to castes. Early in the Aryan period, women had most of the same rights as men. They could, for example, own property and receive an education. Over time, however, laws were passed to limit these rights. The Buddha sought for these solutions.

By the late Aryan period, a segment of early Indian society had developed that did not belong to any caste. This group was called the untouchables. They could hold only certain, often unpleasant, jobs.

Caste Rules
To keep their classes distinct, the Aryans developed sutras, or guides, which listed all the rules for the caste system. For example, people were not allowed to marry anyone from a different class. It was even forbidden for people from one class to eat with people from another. People who broke the caste rules could be banned from their homes and their castes, which would make them untouchables. Because of these rules, people spent almost all of their time with others in their same class.

Brahmanism
Religion had been an important part of Aryan life even before the Aryans moved to India. Eventually, in India, religion took on even more meaning. Because Aryan priests were called Brahmins, their religion is often called Brahmanism.

The Vedas
Aryan religion was based on the Vedas. There are four Vedas, each containing sacred hymns and poems. The oldest of the Vedas, the Rigveda, was probably written before 1000 BC. It includes hymns of praise to many gods. This passage, for example, is the opening of a hymn praising Indra, a god of the sky and war.
              “The one who is first and possessed of wisdom when born; the god who strove to protect the gods with strength; the one before whose force the two worlds were afraid because of the greatness of his virility [power]: he, O people, is Indra.
                                                                                  –from the Rigveda, in Reading about the World,
                                                                                             Volume I, edited by Paul Brians, et al

Later Vedic Texts
Over the centuries, Aryan Brahmins wrote down their thoughts about the Vedas. In time these thoughts were compiled into collections called Vedic texts.

One collection of Vedic texts describes Aryan religious rituals. For example, it describes how sacrifices should be performed. Priests placed animals, food, or drinks to be sacrificed in a fire. The Aryans believed that the fire would carry these offerings to the gods.

A second collection of Vedic texts describes secret rituals that only certain people could perform. In fact, the rituals were so secret that they had to be done in the forest, far from other people.

The final group of Vedic texts are the Upanishads, most of which were written by about 600 BC. These writings are reflections on the Vedas by religious students and teachers.

The god Brahma represents the creator aspect of Brahman. His four faces symbolize the four Vedas.

Siva, the destroyer aspect of Brahman, is usually shown with four arms and three eyes. Here he is shown dancing on the back of a demon he has defeated.

Vishnu is the preserver aspect of Brahman. In his four arms, he carries a conch shell, a mace, and a discus, symbols of his power and greatness

Click to see picture

Hinduism Develops
The Vedas, the Upanishads, and the other Vedic texts remained the basis of Indian religion for centuries. Eventually, however, the ideas of these sacred texts began to blend with ideas from other cultures. People from Persia and other kingdoms in Central Asia, for example, brought their ideas to India. In time, this blending of ideas created a religion called Hinduism, the largest religion in India today.

Hindu Beliefs
The Hindus believe in many gods. Among them are three major gods: Brahma the Creator, Siva the Destroyer, and Vishnu the Preserver. At the same time, however, Hindus believe that each god is part of a single universal spirit called Brahman. They believe that Brahman created the world and preserves it. Gods like Brahma, Siva, and Vishnu represent different aspects of Brahman. In fact, Hindus believe that everything in the world is part of Brahman.

Life and Rebirth
According to Hindu teachings, everyone has a soul, or atman, inside them. This soul holds the person’s personality, the qualities that make them who they are. Hindus believe that a person’s ultimate goal should be to reunite that soul with Brahman, the universal spirit.

Hindus believe that their souls will eventually join Brahman because the world we live in is an illusion. Brahman is the only reality. The Upanishads taught that people must try to see through the illusion of the world. Since it is hard to see through illusions, it can take several lifetimes. That is why Hindus believe that souls are born and reborn many times, each time in a new body. This process of rebirth is called reincarnation.

Hinduism and the Caste System
According to the traditional Hindu view of reincarnation, a person who has died is reborn in a new physical form. The type of form depends upon his or her karma, the effects that good or bad actions have on a person’s soul. Evil actions will build bad karma. A person with bad karma will be born into a lower caste or life form.

Remark: Unlike Hinduism, Buddhism teaches that everything has in the form of the compound things, this has because this has, this extinguishes because this extinguishes. A person who is born in any caste can develop him by training and learning.

In contrast, good actions build good karma. People with good karma are born into a higher caste in their next lives. In time, good karma will bring salvation, or freedom from life’s worries and the cycle of rebirth. This salvation is called moksha.

Hinduism taught that each person had a dharma, or set of spiritual duties, to fulfill. Fulfilling one’s dharma required accepting one’s station in life. By teaching people to accept their stations, Hinduism helped preserve the caste system.

Groups React to Hinduism
Although Hinduism was widely followed in India, not everyone agreed with its beliefs. Some unsatisfied people and groups looked for new religious ideas. Two such groups were the Jains, believers in a religion called Jainism, and the Sikhs, believers in Sikhism.