Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 

กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ พระมหาอุปราช แต่เรียกกันเป็นสามัญว่าวังหน้า เป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนาขึ้น ซึ่งมีความสำคัญรองลงมา จากพระมหากษัตริย์ และมีฐานะเป็นองค์รัชทายาท ผู้มีสิทธิ์ที่จะขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ต่อไป

ตำแหน่งพระมหาอุปราช หรือพระมหาอุปราช กรมพระราชวังนั้น ปรากฏครั้งแรก ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ต่อมา สมเด็จพระเพทราชาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรมพระราชวังบวรสถานมงคล" ภายหลังจากการเสด็จทิวงคต ของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศให้ดำรง ที่สยามมกุฎราชกุมาร ดังนั้น ตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่นั้นมา

 

 

 


สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

     สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระนามเดิมว่า บุญมา ประสูติ เมื่อ พ.ศ. 2286  ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมดกศ พระราชบิดา ทรงเป็นขุนนาง มีบรรดาศักดิ์เป็น "พระพินิจอักษร (ทองดี)" พระราชชนนีพระนามว่า "ดาวเรือง" (เอกสารบางฉบับว่า "หยก) มีนิวาสสถานอยู่หลังป้อมเพชร ในกำแพงพระนครศรีอยุธยา พระพินิจอักษร มีตำแหน่งเป็นเสมียนตรากรมหมาดไทย ได้สร้างวัดขึ้นข้าง ๆ  บ้านวัดหนึ่ง ชื่อว่า "วัดทอง" ตามนามดิมของท่าน ต่อมาในรัชกาลที่ 4  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนนามวัด เป็น "วัดสุวรรณดาราราม"

     พ.ศ.  2302  สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท  ทรงผนวช  ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีสรรเพชญ์ (วัดมหาธาตุ) ในวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ทรงลาผนวช ในวสันพุธ แรม 7 ค่ำ เดือนเดียวกัน รวม 7 วัน ทรงเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก ในพระราชวังหลวงมาตั้งแต่พระชนมายุ 16 ปี เมื่อพระชนมายุ 20 ปี สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ โปรดเลื่อนขึ้นเป็นที่ "นายสุดจินดา" มหาดเล็กหุ้มแพร

     ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่า จวนจะเสียแก่ข้าศึกใน ปี พ.ศ. 2310 พระพินิจอักษร คุณบุญมา (ภรรยา) และคุณลา หลบหนีไปอยู่เมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าได้ต้องรับเป็นอย่างดี ถึงกับตั้งให้เป็น "เจ้าพระยาจักรีศรีองค์รักษ์"  ที่สมุหนายกของแคว้นพิษณุโลก ที่ตั้งขึ้นใหม่ แต่อยู่ได้ไม่นาน ท่านเจ้าคุณก็ถึงแก่กรรม  ท่านผู้หญิงบุญมาและคุณลา จึงได้ทำฌาปนกิจ  แล้วเชิญอัฐิลงมากรุงเทพฯ  ต่อมาส่วนหนึ่งได้บรรจุไว้ ในพระเจดีย์ในพระมณฑปวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

      ส่วนนายสุดจินดา (บุญมา) หนีออกจากวงล้อมของข้าศึกที่กรุงศรีอยุธยา ไปหาหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) พี่ชายที่เมืองราชบุรี จากนั้นได้เดินทางไปร่วมกู้เมือง กับพระยาตากสินที่เมืองชลบุรี ก่อนจะจากไปหลวงยากกระบัตร ได้ฝากแหวน  2  วง  กับดาบโบราณคร่ำทอง เล่มหนึ่ง ไปให้พระยาตากสิน ในฐานะที่เป็นเพื่อนสนิทและรำลึกถึงกัน  ทั้งได้แนะนำ ให้นายสุดจินดาแวะไปรับมารดาของพระยาตากที่บ้านแหลม ไปหาพระยาตากด้วย นายสุดจินดาได้รับความขอบใจและรักใคร่จากพระยาตากอย่างมาก ทั้งได้รับเข้าทำราชการด้วย และแต่งตั้งให้เป็นพระมหามนตรี เจ้ากรมตำรวจในขวา  ศักดินา  2000  ขณะนั้นพระมหามนตรีมีอายุเพียง  24  ปี

 

อนุสาวรีย์กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
อนุสาวรีย์กรมพระราชวังบวร มหาสุรสิงหนาท หน้าวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ

 

อ่านต่อด้านบนขวา

           
     เมื่อพระยาตากต่อเรือที่เมืองจันทบุรีได้จำนวนมาก พอที่จะจัดเป็นกองทัพเรือได้แล้ว  ได้ยกกองทัพ จากเมืองจันบุรี และยึดกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้แล้ว ได้เสด็จขึ้นเสวยราชย์และทรงสถาปนาเมืองธนบุรี ขึ้นเป็นราชธานีในปลาย พ.ศ. 2310  พระมหามนตรี จึงได้ขอพระราชานุญาตออกไปรับหลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) พี่ชายจากเมืองราชบุรี เข้ามารับราชการ อยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย  ซึ่งทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมตำรวจขวา ศักดินา 1600  ส่วนพระมหามนตรี ผู้น้องได้ข้ามฟากมาสร้างบ้านอยู่เหนือวัดสลัก (ต่อมา คือ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์)

     พระมหามนตรี (บุญมา) หรือต่อมาคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท มีผู้กล่าวว่า "ทรงเกิดมาเพื่อเป็นนักรบ"  พระองค์ท่าน จึงมีแต่การคุมกำลังทหารไปรบทั่วทุกทิศ และก็ทรงรบชนะเกือบทุกครั้ง พระองค์ทรงเป็น "พระยาเสือ"  ซึ่งตรงกับพระนามที่ได้รับอุปราชาภิเษก ว่า "สมเด็จพระบวรราชเจ้า  มหาสุรสิงหนาท"  พระองค์ทรงรบในที่ต่าง ๆ  ตลอดพระชนม์ชีพ  ครั้งถึง ปีจอ พ.ศ. 2345  ขณะที่สมเด็จพระราชวังบวร มหาสุรสิงหนาท ไปรบพม่าที่มาตีเชียงใหม่นั้น เมื่อมีชัยชนะ เสด็จกลับถึงพระนคร  พระอาการค่อยทุเลาขึ้น ครั้นถึงเดือน 8 ปีกุน พ.ศ. 2346  พระโรคกลับกำเริบขึ้นอีก พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นไปเยี่ยม ประชวร และประทับพยาบาล จนถึงวันพฤหัสบดี เดือน 12 แรม 4 ค่ำ (ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2346) เวลาเที่ยงคืน สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จสวรรคต ในพระที่นั่งบูรพาพิมุข  พระชนมายุได้ 60 พรรษา รุ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทาน น้ำสรงพระศพ พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ ทรงเครื่องพระศพตามพระเกียรติยศ เสร็จแล้ว เชิญลงพระลองประกอบด้วยพระโกศไม้สิบสองหุ้มทองคำ ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นใหม่แล้วแห่ไปประดิษฐานไว้  ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พร้อมด้วยเครื่องประดับ ตามสมควรแก่พระเกียรติยศ พระมหาอุปราช โปรดให้มี หมายประกาศให้คนโกนหัวไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาเขต และโปรดให้สร้างพระเมรุใหญ่ อย่างพระเมรุพระมาหอุปราชครั้งกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้เชิญพระอัฐิสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท มาไว้กับพระอัฐิ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ในพระบรมรหาราชวัง ต่อมาในรัชกาลที่  3  ได้เชิญกลับไปประดิษฐานไว้ที่ พระราชวังบวรสถานมงคล