Make your own free website on Tripod.com
สาระน่ารู้เกี่ยวกับโลก

การระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (BIG BANG)
การระเบิดอันเหลือเชื่อ ซึ่งเรียกว่า บิกแบง เชื่อกันว่าก่อให้เกิดจักรวาล การสังเกตกาแล็กซีและรังสีความร้อนจากอวกาศช่วยยืนยันทฤษฎีนี้ นักดาราศาสตร์ในปัจจุบันกำลังอธิบายให้ชัดเจนว่ามีเหตุอะไรเกิดขึ้นจากจุดระเบิดบิกแบง ซึ่งสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลในทุกวันนี้ คือ มวลสาร พลังงาน อวกาศ และเวลา เพื่อนำมาแสดงจักรวาลด้วยกาแล็กซี ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์และพวกเรา

กำเนิดจักรวาล (หรือเอกภพ)
ปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดอย่างหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เผชิญในศตวรรษที่ 20 คือการอธิบายว่าจักรวาลเกิดมาได้อย่างไร จักรวาลกำลังเปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนแปลจากอะไร? และเปลี่ยนแปลไปเป็นอะไร? ทฤษฎีสภาวะคงที่ เสนอว่า จักรวาลไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด ทฤษฎีทางเลือก และทฤษฎีที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้ คือ ทฤษฎีบิกแบง ทฤษฎีนี้เสนอว่า จักรวาลเกิดขึ้นจากการระเบิดเมื่อสิบห้าพันล้านปีที่ผ่านมา เริ่มจากจุดกำเนิดเล็ก ๆ และง่าย ๆ กลายเป็นวิวัฒนาการใหญ่โตมหึมาและสลับซับซ้อน

  BIG BANG

ทฤษฎีบิกแบง
มวลสารทั้งหมดและกาลเวลาถูกสร้างขึ้นในบิกแบง การระเบิดเริ่มผลักดันทุกสิ่งทุกอย่างออกจากกัน
และจักรวาลก็กำลังขยายออกไปเรื่อย ๆ และในขณะที่จักรวาลขยายออก อุณหภูมิก็ลดลง เศษส่วนเล็ก ๆ ของ 1 วินาที หลังจากระเบิด ซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กกระจิริดชิ้นแรก
เริ่มจะก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง เมื่อเวลาผ่านไปจักรวาลก็มีอายุ 3 นาที มันประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจน 75 เปอร์เซ็นต์และก๊าซฮีเลียม 25 เปอร์เซ็นต์ ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเกิดขึ้นมาในขณะนั้น คือ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ โลก และมนุษย์ ก็ถูกสร้างมาจากธาตุเหล่านี้

ทฤษฎีสภาวะคงที่

        เมื่อปลายทศวรรษที่ 1940 ถึงปลายทศวรรษที่ 1950 ทฤษฎีสภาวะคงที่ได้รับความนิยมพอ ๆ กับทฤษฎีบิกแบง ทฤษฎีนี้เสนอว่า จักรวาลดูเหมือนจะคงที่ไม่ว่าในที่ใดและเวลาใด แม้ว่าจะขยายออก มันก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและอยู่ในความสมดุลโดยสมบูรณ์ มวลสารก็กำลังเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เพื่อรักษาความหนาแน่นของจักรวาลให้คงที่ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ทฤษฎีบิกแบง ทฤษฎีสภาวะคงที่จึงถูกทอดทิ้งเป็นส่วนใหญ่
big bang

ขณะนั้นจักรวาลอยู่ในสภาวะคงที่ (ภาพซ้าย) และต่อมาก็ขึ้นอยู่กับกาลเวลา (ภาพขวา) กาแล็กซีเคลื่อนออกจากกัน แต่มีจักรวาลใหม่ ๆ (สัญลักษณ์สีส้ม) เกิดขึ้นมาแทนที่ ความหนาแน่นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

จักรวาลขยายตัว
ในศตวรรษที่ 1920 การศึกษาแสงดวงดาวจากกาแล็กซี
แสดงให้เห็นว่า กาแล็กซีกำลังเคลื่อนออกไปจากโลก ข้อนี้เป็นความจริงของกาแล็กซี
ในทุกทิศทางจากโลก เมื่อเวลาผ่านไป จักรวาลก็ใหญ่ขึ้นและมีความหนาแน่นน้อยลง ความคิดที่ว่าจักรวาลเริ่มระเบิด
จากจุดเดียวโดด ๆ มีพัฒนาการมาจากการสังเกตเห็นว่า
จักรวาลกำลังขยาย

   

big bang

 

รังสีที่อยู่เบื้องหลัง
ความร้อนที่เกิดจากบิกแบงกำลังเย็นลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันมีอุณหภูมิ -270 องศาเซลเซียส (-454 องศาฟาเรนไฮต์) ตรวจจับในขณะที่รังสีไมโครเวฟกระจายไปทั่วท้องฟ้า แผนที่ที่เป็นสีทำขึ้นมาแสดงให้เห็นว่ารังสีในอุณหภูมิเมื่อ 300,000 ปีหลังจากเกิดบิกแบง รอยปะสีฟ้า (เป็นสีที่เย็นตา) คือก้อนเมฆที่เป็นกลุ่มก๊าซ ซึ่งจะก่อตัวเป็นกาแล็กซี

การเปลี่ยนความยาวคลื่นของคลื่นแสง: กาแล็กซีเคลื่อนออกไปเร็วขึ้น ๆ ความยาวคลื่นของแสงดวงดาวก็ขยายเหยียดออกมากขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นความยาวคลื่นของคลื่นแสง

big bang

อนาคตของจักรวาล
ไม่มีใครรู้อย่างแน่นอนว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับจักรวาล ในปัจจุบันมันกำลังขยายใหญ่ขึ้น ๆ และมีความหนาแน่นน้อยลง ๆ นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะมีช่วงเวลาที่จักรวาลจะหยุดขยายตัว แต่ก็มีผู้ไม่เห็นด้วย แล้วจะเกิดอะไรขึ้น:  จักรวาลจะยังคงอยู่ตลอดไปหรือไม่ หรือจะสิ้นสุดลง หรือจะเริ่มหดตัว?

บิกครันช์ (Big Crunch)
จักรวาลอาจจะสิ้นสุดลงเป็นบิกครันช์ (คำว่า crunch แปลว่า เคี้ยวดังกร้วม ๆ ทำนองจักรวาลคงคล้ายถูกเคี้ยว = จักรวาลยุบตัวครั้งใหญ่)  ถ้ามันเริ่มหดตัวจนกระทั่งร้อนและมีความหนาแน่นมากขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ข้อนี้อาจจะไม่ได้หมายความว่าจักรวาลจะสิ้นสุด บิกครันช์ อาจจะตามมาด้วยการระเบิดบิกแบงอีกอันหนึ่ง และขบวนการทั้งหมดนั้นอาจจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง

 

big bang

 

BIG BANG
AN INCREDIBLE EXPLOSION called the Big Bang is believed to have created the Universe. Observations of galaxies and heat radiation from space have helped confirm this theory. Astronomers are now working to explain exactly what happened from the point of the Big Bang explosion which created everything in today's Universe — matter, energy, space, and time - to the present Universe with its galaxies, stars, planets, and us.

Origin of the Universe
One of the most difficult problems facing scientists in the 20th century was to explain how the Universe was created. The Universe is changing, but from what and to what? The Steady State theory suggested that the Universe had no beginning or end. The alternative, and now generally accepted, theory is the Big Bang. It proposes that the Universe was created in an explosion 15 billion years ago. From very small and simple beginnings it has grown vast and complex.

Click to see the picture.

Big Bang theory
All matter and time was created in the Big Bang. The explosion started pushing everything away and the Universe has been expanding ever since; and as the Universe expanded, the temperature dropped. A fraction of a second after the explosion, the first tiny particles began to form. By the time the Universe was three minutes old, it consisted of 75 per cent hydrogen and 25 per cent helium. Everything that exists now - galaxies, stars, Earth, and humans - was created from these elements.

Click to see the picture.

Steady State theory
In the late 1940s and the 1950s, the Steady State theory was as popular as the Big Bang theory. It proposed that the Universe looked the same at any place and at any time. Although expanding, it would stay unchanged and in perfect balance. Material was being continuously created to keep the density of the Universe constant. As scientists found proof for the Big Bang, the Steady State theory was largely abandoned.

Click to see the picture.

Expanding Universe
In the 1920s, analysing starlight from galaxies showed that the galaxies are moving away from Earth. This is true of galaxies in every direction from Earth. Over time, the Universe is becoming larger and less dense. The idea that the Universe started in an explosion from a single point grew out of observations that the Universe is expanding.

Click to see the picture.

Background radiation
The heat produced by the Big Bang has been cooling ever since. It now has a temperature of-270°C (-454°F), detected as microwave radiation from all over the sky. The false-colour map shows variations in the temperature 300,000 years after the Big Bang. The blue (cooler) patches are gas clouds, from which the galaxies formed.

Click to see the picture.

Redshift: The faster a galaxy is moving away, the more the wavelength of its starlight is stretched, or redshifted.

Click to see the picture.

Future of the Universe
Nobody knows for certain what is going to happen to the Universe. At present, it is getting larger and less dense. Most astronomers believe there will be a time when it stops expanding. But there is disagreement about, what happens then: will the Universe live on for ever, wither and die, or start to contract?

Big Crunch
The Universe may end in a Big Crunch if it starts to contract until it is hot and dense once more. But even this may not mean the end of the Universe. The Big Crunch might be followed by another Big Bang explosion, and the whole process could start over again.

Click to see the picture.