Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                  ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความรู้ทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนาและวัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 
   

 

 

 

 

 


4  ศตวรรษกาลิเลโอ

     ย้อนอดีตไปเมื่อ 400 กว่าปีก่อน ในปี ค.ศ.1609 เมื่อกาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) ได้ใช้กล้องส่องทางไกลที่เขาสร้างเอง ส่องดูดวงจันทร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์ และทางช้างเผือก เป็นครั้งแรก การสำรวจสวรรค์ครั้งนั้น ได้ทำให้กาลิเลโอ พบโลกใหม่ ในอวกาศ ที่ควรค่าแก่การสำรวจมากมายเหมือนครั้งที่ โคลัมบัส (Columbus) ได้พบโลกใหม่ในทวีปอเมริกาเมื่อ 118 กว่าปีมาก่อนเช่นกัน

     การค้นพบเหล่านี้ เมื่อผนวกกับผลงานของเคปเลอร์ (Kepler) เรื่อง กฎการโคจรของดาวเคราะห์และแนวคิดของ โคเปอร์นิคัส (Copernicus) ที่เกี่ยวกับโครงสร้างของเอกภพได้ปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์ เรื่องเอกภพอย่างมโหฬาร องค์การสหประชาชาติ จึงได้กำหนดให้ปี 2009 เป็นปีดาราศาสตร์สากล (International Year of Astronomy = IYA) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบสี่ศตวรรษแห่งความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่ของกาลิเลโอ

กาลิเลโอเข้าเฝ้าพระสันตปาปาเออร์บานที่ 8
กาลิเลโอเข้าเฝ้าพระสันตปาปาเออร์บานที่ 8
   ภาพวาดแสดงกาลิเลโอ เข้าเฝ้าพระสันตปาปา Urban ที่ 8 เพื่อชี้แจง และอธิบายการค้นพบที่ขัดแย้งกับคำสอนของอริสโตเติลและปโตเลมี ทำให้ถูกกักบริเวณทั้งชีวิต

     ประวัติศาสตรืได้จารึกว่า เมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล ชนชาวอัสซีเรียน (Assyrian) ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเอเชียกลาง แถบเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ได้สังเกตพบว่า ดาวเคราะห์ทุกดวง (ในสมัยนั้นผู้คนรู้จักเพียงดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์) มีวิถีโคจรที่เป็นระเบียบ และปรากฏการณ์ สุริยคราส จะอุบัติเฉพาะในวันดวงจันทร์ข้างขึ้น ส่วนเหตุการจันทรคราส จะเกิดในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือเกือบเต็มเท่านั้น

     อีก  450 ปีต่อมา  ปราชญ์กรีก ชื่อ อริสตาคัส (Aristarchus) แห่งเมืองชามอส (Samos) ได้คำนวณระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ รวมถึงได้พยายามหาขนาดของดาวทั้งสองด้วย และได้พบว่า ดวงอาทิตย์ มีขนาดใหฤญ่กว่าโลกมาก  ดังนั้น อริสตาคัส จึงเสนอแนะว่า โลกน่าจะเป็นบริวาร ของดวงอาทิตย์

     แต่ความคิดของอริสตาคัส ไม่มีใครสนใจเพราะใน ค.ศ. 150 ปราชญ์อียิปต์ ชื่อ คลอเดียส  ปโตเลเมียส (Claudius Ptolemaeus) แห่งเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) ได้เรียบเรียงตำราดาราศาสตร์ชื่อ Almagest ขึ้นมา ซึ่งตำรานั้น แถลงว่า โลกอยู่นิ่ง และดาวเคราะห์ต่าง ๆ  รวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนโคจรรอบโลก นี่คือเอกภพตามความเชื่อของปโตเลมี (Ptolemy) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน เป็นเวลาร่วม 1,500 ปี

     ลุถึงปี ค.ศ. 1543  นิโคลัส  โคเปอร์นิคัส (Nicolaus  Copernicus) นักดาราศาตร์ชาวโปแลนด์ หลังจากที่ได้สังเกตเห็นว่า แบบจำลองของปโตเลมี ไม่สามารถอธิบายตำแหน่งของดาวเคราะห์ต่าง ๆ  ได้ดี  จึงได้เสนอแบบจำลองใหม่ ว่า เอกภพมีดวงอาทิตย์อยู่ที่ศูนย์กลางและมีดาวเคราะห์ต่าง ๆ  รวมทั้งโลกด้วย โคจรเป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์ เพราะโคเปอร์นิคัส ไม่มีหลักฐานใด ๆ  มายืนยันความคิดนี้เลย และความเชื่อตามแนวคิดของเขาขัดแย้งกับคำสอนที่ปรากฏ ในคัมภีร์ไบเบิล  ดังนั้น แนวคิดของโคเปอร์นิคัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงถูกสถาบันศาสนา (หมายถึงศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิก) สั่งห้ามเผยแพร่ ถูกห้ามนำไปใช้สอน และใช้เรียนอย่างเด็ดขาด

     จนถึง ค.ศ. 1609 (ตรงกับรัชสมัยพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยาของไทย) กาลิเลโอ  กาลิเลอี (ในสมัยนั้นนิยมเรียกชื่อต้นและไม่เรียกนามสกุล เช่น ไมเคิลแองเจโล  บัวนาร็อตติ (Michelangelo  Buonarroti) ก็รู้จักกันในนาม ไมเคิลแองเจโล  เป็นต้น)  เมื่อได้ข่าวว่า ข่างทำแว่นชื่อ ฮานส์  ลิปเปอร์ชี (Hans  Lippershey) แห่งเมืองมิดเดลเบอร์ก (Middelberg) ประสบความสำเร็จ ในการประดิษฐ์กล้องส่องทางไกล ที่สามารถเห็นภาพของวัตถุที่อยู่ไกล ให้ใหญ่ขึ้นได้ กาลิเลโอ จึงคิดสร้างกล้องมหัศจรรย์นี้บ้าง โดยได้ทดลองฝนเลนส์ ด้วยตนเอง แล้วนำเลนส์ที่ได้มาติดที่ปลายท่อกลวง จากนั้นใช้กล้องดูเรือ ที่อยู่ไกล ในทะเล และก็ได้พบว่า กล้องส่องทางไกลทำงานได้ดี ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ได้ชักนำให้กาลิเลโอ คิดวิเคราะห์ต่อไปว่า กล้องนี้สามารถเห็นได้ไกลเพียงใด และสามารถเห็นดาวที่อยูไกลถึงขอบฟ้าได้หรือไม่

     ดังนั้น กาลิเลโอ จึงเล็งกล้องตรงไปที่ดวงจันทร์ และนี่ก็คือการปฏิวัติ ที่ยิ่งใหญ่ของดาราศาตร์ เพราะกาลิเลโอได้เปลี่ยนกล้องส่องทางไกล เป็นกล้องโทรทรรศน์ให้นักดาราศาสตร์ใช้สำรวจสวรรค์เป็นครั้งแรก

     การใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยาย 30 เท่า ได้ทำให้กาลิเลโอ พบความรู้  ใหม่ ๆ  เกี่ยวกับเอกภพมากมาย เช่น ได้พบว่า ดวงจันทร์มิได้มีผิวกลมเกลี้ยง ดังที่คริสศาสนิกชนเชื่อ แต่ผิวดวงจันทร์ เป็นภูเขาและหุบเหวเหมือนโลก กาลิเลโอ ยังได้เห็นดวงจันทร์ 4 ดวงของดาวพฤหัสบดี โคจรไปรอบดาวพฤหัสบดี   ที่ระยะห่าง ๆ  กัน  นี่ก็เป็นความจริงที่ขัดกับคำสอนของปโตเลมี ที่แถลงว่า ดาวทุกดวงโคจรรอบโลก นอกจากนี้ กาลิเลโอ ยังได้เห็นข้างขึ้นข้างแรม ของดาวศุกร์ ซึ่งการเห็นเช่นนี้ แสดงว่า ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ หาได้โคจร รอบโลกไม่  ด้วยหลักฐานที่มีน้ำหนักมาก 3 ชิ้นนี้  กาลิเลโอ จึงสรุปว่า โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ที่โคจรรองดวงอาทิตย์ ตามที่โคเปอร์นิคัสคิด และมนุษย์มิได้เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่พิเศษใด ๆ  ทั้งนี้เพราะโลกมิได้เป็นศูนย์กลาง ของเอกภพนั่นเอง

     การค้นพบเหล่านี้ ทำให้สถาบันศาสนาแห่งวาติกัน (Vatican) ไม่พอใจมาก เพราะปักใจเชื่อว่า กาลิเลโอ จงใจและตั้งใจล้มล้างคำสอนต่าง ๆ  ในคัมภีร์ไบเบิล อีกทั้งได้จาบจ้วงมหาปราชญ์ เช่น อริสโตเติล (Aristotle) และปโตเลมี ที่มีผู้คนนับถือ และเชื่อมั่นมานานร่วม 2,000 ปี ศาลศาสนา (Inquistion) แห่งนครรัฐวาติกัน ที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อกำจัดบุคคลที่เป็นภัยต่อคริสตศาสนา จึงดำเนินการไต่สวนกาลิเลโอ และได้พิพากษาให้่กาลิเลโอถอนคำพูด และเลิกเผยแพร่ความเชื่อของตนที่ว่า ดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของเอกภพ อย่างเด็ดขาด และถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ กาลิเลโอ จะถูกจำขัง และถูกทรมานจนตาย  แต่กาลิเลโอยอมรับผิด สันตะปาปา Urban ที่ 8 ก็จะทรงลงโทษสถานเบา คือ จะกักบริเวณให้กาลิเลโอ อยู่แต่ในบ้านจนตลอดชีวิต การข่มขู่ทำให้กาลิเลโอ ยอมรับผิดทุกประเด็น และได้ลงนามยอมรับคำตัดสิน กาลิเลโอ จึงถูกศาลตัดสินให้อยู่ในบ้าน ในเมืองอาร์เซตริ (Arcetri) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) จนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1642 เมื่ออายุได้ 78 ปี (ภายหลัง คริสตจักร จึงออกหนังสือขอโทษกาลิเลโอ)

     ถึงกาลิเลโอ จะพ่ายแพ้การรบศึกกับสถาบันศาสนาในครั้งนั้น แต่วิทยาศาสตร์ ทีเขาสร้างได้ชนะสงครามเหนือศาสนาในที่สุด เพราะความคิดต่าง ๆ  ของกาลิเลโอ เช่นว่า ความรู้วิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องมีหลักฐาน เพราะการเชื่อตามกัน จะไม่ทำใ้ห้รู้อะไรเพิ่มเติม  วิธีคิดเช่นนี้คือหลักการที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ใช้ทำงานมาจนทุกวันนี้  และเพราะสถาบันศาสนาในอิตาลี ต่อต้านวิทยาศาสตร์มาก  ดังนั้น วิทยาศาสตร์จีงเดินทางขึ้นเหนือไปเติบโต ที่อังกฤษ  เพราะในปีที่กาลิเลโอเสียชีวิตนั้น ไอแซก  นิวตัน (Isaac  Newton) ได้ถือกำเนิด

     ณ วันนี้ โลกรู้ว่า กาลิเลโอได้ทำความสามารถในการเห็นและความเข้าใจ ของมนุษย์ เกี่ยวเอกภพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ด้วยกล้องโทรทรรศน์ ที่เขาประดิษฐ์ เหตุการณ์ครั้งนั้น จึงสมควรได้รับการระลึกถึง และเฉลิมฉลองโดยมนุษย์ ซึ่งได้วิวัฒนาการจากที่เคยใช้มือประคองเวลาสังเกตดูดาว มาเป็นกล้องขนาดใหญ่ ซึ่งติดตั้งอยู่บนยอดเขาสูง แล้วถูกส่งไปโคจรในอวกาศ เพื่อสังเกตดูดาราจักร หลุมดำ เนบิวลา quasar, pulsar, supernova  การระเบิดปล่อยรังสีแกมมา  ดาวเคราะห์น้อย และดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ฯลฯ อย่างปราศจากการถูกรบกวน โดยบรรยากาศโลก

     ตามปกติคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เทหวัตถุ เช่น ดาวในอวกาศ จะส่งมายังมายังโลก มีหลายชนิด เช่น รังสีแกมมา  รังสีเอกซ์  รังสีอัลตราไวโอเลต  แสงที่ตาเห็น  รังสีอินฟราเรด  รังสีไมโครเวฟ  และคลื่นวิทยุ  ดังนั้น  ถ้านักวิทยาศาสตร์ ต้องการจะเห็น และเข้าใจเอกภพอย่างสมบูรณ์ เขาจึงต้องสร้างกล้องโทรทรรศน์ เพื่อรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ  ให้ครบ  นอกจากประเด็นการมีคลื่น นานาชนิดแล้ว  ขนาดของเลนส์ในกล้องโทรทรรศน์ ก็เป็นประเด็นสำคัญ เพราะกล้องที่มีหน้ากล้องใหญ่ จะสามารถรับแสงได้มาก และภาพที่ได้ก็ชัดด้วย  ดังนั้น เมื่อเริี่มคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักดาราศาสตร์ จึงมีกล้องโทรทรรศน์ ที่เหมาะสำหรับแสงที่ตาเห็น  รังสีอินฟาเรด  รังสีอัลตราไวโอเลต  รังสีเอกซ์  และคลื่นวิทยุ จนได้ข้อมูลว่า  เอกภพเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) เมื่อ 13,700 ล้านปีก่อน และรังสีที่หลงเหลือจากการระเบิด  ณ วันนี้มีอุณหภูมิ -270 องศาเซลเซียส รวมถึงได้เห็นดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ และที่อยู่ไกล ออกไปยิ่งกว่าดาวแคระพลูโต (Pluto) อีกทั้งได้เห็นดวงจันทร์ต่าง ๆ  ของระบบสุริยะ ร่วม 100 ดวงที่ระยะใกล้ด้วย ซึ่งการค้นพบที่มหัศจรรย์เหล่านี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พัฒนากล้องโทรทรรศน์ ที่กาลิเลโอใช้เป็นคนแรก

อ่านต่อด้านบนขวา

 

<<กลับ>>

    

     ในส่วนของความเข้าใจเรื่องเอกภพนั้น ก็เป็นเรืองสำคัญ เพราะถ้าเราเห็น supernova ระเบิด เห็น pulsar กระพริบแสงเป็นจังหวะ ๆ  ฯลฯ  แต่ไม่เข้าใจ ว่าปรากฏการณ์เหล่านั้นเกิดได้อย่างไร และมีสมบัติเช่นไร ความรู้่ดาราศาสตร์ของเรา ก็ไม่สมบูรณ์  และบุคคลสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจ ดาราศาสตร์ได้ดีเป็นคนแรก คือ ไอแซก  นิวตัน  ผู้ค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วง และกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุ เพราะกฎของนิวตัน สามารถอธิบายกฎเล็กกฎน้อย ของกาลิเลโอ เรื่องวัตถุตก อธิบายลักษณะการเคลื่อนที่ แบบ parabola ของกระสุนปืนใหญ่ ที่ถูกยิงจากปืน รวมถึงอธิบายที่มาของกฎของเคปเลอร์ เรื่อง วิถีโคจร ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ได้ด้วย  ครั้นเมื่อ นักวิทยาดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ประจักษ์ว่า กฎของนิวตัน สามาารถอธิบายการเคลื่อนที่ ของดาวเคราะห์  ดาวหาง  อุกกาบาต  ดาวเคราะห์น้อย  ดวงจันทร์  น้ำขึ้นและน้ำลง การตกของวัตถุ  การแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา ฯลฯ ได้หมด  การค้นพบ ของนิวตัน จึงเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง ของมนุษย์  เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กฎของนิวตัน ศึกษาธรรมชาติด้านกายภาพ จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นเวลาที่นักวิทยาศาสตร์เร่ิมสงสัย เรื่องกำเนิดของเอกภพว่า เกิดขึ้นเมื่อไร ? และอย่างไร ?

     •  ค.ศ. 1916  อัลเบิร์ต  ไอนสไตน์  (Albert  Einsein) ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เพื่อใช้อธิบายโครงสร้างของเอกภพว่า มีรูปทรงคงตัว คือ ไม่ขยับขยายขนาด แต่ ปี ค.ศ. 1929  เอ็ดวิน  ฮับเบิล (Edwin  Hubble) ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ สังเกตเห็นว่า เอกภพกำลังขยายตัวตลอดเวลา นั่นคือ ดาราจักร (galaxy) นับแสนล้านดาราจักร กำลังเคลื่อนที่ หนีจากกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ สามารถอธิบายได้ โดยการใช้ทฤษฎีของไอน์สไตน์

     •  ค.ศ.  1948  จอร์จ  กาโม  (George  Gamow) ราล์ฟ  อัลเฟอร์ (Ralph  Alpher) และโรเบิร์ต  ฌอร์แมน (Robert  Herman) ได้รวมทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของไอน์สไตน์กับทฤษฎีนิวเคลียร์ เพื่ออธิบายกำเนิด เอกภพว่า เกิดจากการระเบิดอย่างอภิมโหฬาร ทำให้ไฮโดรเจน (hydrogen) รวมตัวกันเป็นฮีเลียม (hellium) และเบริเลียม (beryllium) กับธาตุอื่น ๆ  และหลังการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่แล้ว ทฤษฎี Big Bang ยังทำนายอีกว่า เอกภพจะต้องมีรังสีหลงเหลืออยู่

     •  ค.ศ.  1962  อาร์โน  เปนเซียส (Arno  Penzias) และโรเบิร์ต  วิลสัน (Robert  Wilson) คือสองบุคคลแรก ที่ได้ยินเสียงเอกภพระเบิดในรูปของคลื่นไมโครเวฟ ที่มีอยู่ทั่วไปในอวกาศ

     •  ค.ศ.  1993  ดาวเทียม COBE (Cosmic  Background  Explorer) ที่ถูกส่งขึ้นอวกาศเมื่อ 4 ปี ก่อนได้ข้อมูลที่ยืนยันว่า Big Bang คือเหตุการณ์ เกิดขึ้นจริง

     •  ค.ศ.  2003  นักดาราศาสตร์ ได้สังเกตเห็น ดาราจักร ที่อยู่ไกลถึงขอบเอกภพว่า กำลังเคลื่อนที่ ด้วยความเร่ง นั่นคือ ดาราจักรเหล่านั้น มีความเร็วเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลนี้ สามารถอธิบายได้ ถ้า 70% เป็นกาฬสสาร (dark  matter) และ 4% เป็นสสารที่ตาเห็น นั่นคือ  ณ วันนี้ มนุษย์กำลังมีชีวิต อยู่ในเอกภพที่เรารู้จักเพียง 4% เท่านั้นเอง และอีก 96% ที่เรายังไม่รู้อะไร ๆ  เลย

สำหรับกล้องโทรทรรศน์นั้น ก็มีวิวัฒนาการ โดยย่อ เช่นกันคือ

     •  ค.ศ.  1900  กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ชื่อ Hubble ถูกส่งขึ้นโคจรรอบโลก เพื่อรับแสงที่ตาเห็น และรังสี อัลตราไวโอเลต ด้วยเลนส์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2.4 เมตร

     •  ค.ศ.  1991  กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Compton ถูกส่งขึ้นอวกาศ เพื่อรับรังสีแกมมา

     •  ค.ศ.  2013  กล้องโทรทรรศน์ James  Webb  Space Telescope (JWST) จะถูกส่งขึ้นไป อยู่ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร  ดังนั้น กล้องจึงสามารถเห็นเอกภพได้เป็นมุมกว้าง และนานกว่า กล้อง Hebble อีกทั้งพื้นที่รับรังสีอินฟราเรดของกล้อง ก็ใหญ่  คือ  มีพื้นที่ประมาณ 33 ตารางเมตร

     •  ค.ศ. 2015  กล้อง  Large Synoptic Suvey Telescope (LSST) ที่มีพื้นที่รับแสง 35 ตารางเมตร จะถูกส่งขึ้นอวกาส เพื่อศึกษาโครงสร้างของเอกภพ การกระจายของกาฬสสาร  และอิทธิพลของกาฬพลังงาน อีกทั้งทำหน้าที่สอดส่ายหาดาวเคราะห์น้อย ที่จะพุ่งชนโลก  เพื่อชาวโลกจะได้เตรียมตัวกำจัด ภัยอันตรายจากอวกาศในลักษณะนี้ทันเวลา

     ในขณะเดียวกัน องค์การอวกาศแห่งยุโรป ก็มีแผนที่จะส่งเกล้องโทรทรรศน์ European Extra Large Telescope (E-ELT) ขึ้นอวกาศด้วย  โดยกล้อง โทรทรรศน์นี้ มีพื้นที่รับแสง 1.385 ตารางเมตร และทำหน้าที่ค้นหาดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือน หรือคล้ายโลก รวมถึงทำหน้าที่วัดความเร็ว ในการขยายตัวของเอกภพอย่างละเอียด

     •  ค.ศ.  2020  กล้อง  Square Kilometer Array (SKA) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่หใญ่ที่สุดในโลก โดยจะถูกสร้างให้มีพื้นที่รับคลื่น 1 ล้านตารางเมตร กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปัจจุบัน อยู่ที่ Arecibo ใน Puerto Rico แต่มีพื้นที่รับคลื่นเพียง 73,000 ตารางเมตรเท่านั้น  กล้อง SKA นี้ จะศึกษากำเนิดของดาราจักร ศึกษาธรรมชาติของ quasar, pulsar, supernova และค้นหาสิ่งมีชีวิต ต่างดาว (ET-extraterrestrial) ด้วย

     เหล่านี้ คือ โครงการที่นักดาราศาสตร์คาดหวังจะทำ ในอนาคต เพื่อจะตอบคำถามที่คนทุกคนสงสัย เช่นว่า มีอะไรเกิดขึ้น Big Bang และทำไมจึงเกิด Big Bang มนุษย์ต่างดาวอยู่ที่ไหนบ้าง และมนุษย์โลก จะติดต่อกับมนุษย์เหล่านั้นได้อย่างไรและเมื่อใด สำหรับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์นั้น มีขอบเขตการใช้อธิบายปรากฏการณ์ดาราศาสตร์หรือไม่ และเมื่อเอกภพ (universe) มีจริง แล้วพหุภพ (multiverse) มีหรือไม่มี ฯลฯ

     ในอดีตเมื่อ 400 กว่าปีก่อน  กาลิเลโอ เคยรู้ว่า โลกเป็นดวงดาวหนึ่งของระบบสุริยะ เมื่อถึงวันนี้เรารู้ว่า ระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางนั้น เป็นเพียง ระบบหนึ่งในแสนล้านระบบของดาราจักรทางช้างเผือก ซึ่งก็เป็นเพียงดาราจักรหนึ่งในหมื่นล้านดาราจักร  ที่เอกภพมี

     ถ้ากาลิเลโอยังมีชีวิตอยู่  ณ วันนี้ ท่านคงนึกไม่ถึงว่า 4 ศตวรรษกว่าที่ผ่านไป เอกภพได้เปลี่ยนไปจนกาลิเลโอเอง ก็นึกไม่ถึงว่าจะยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของมนุษย์

กล้องโทรทรรศน์
กล้องโทรทรรศน์ PanSTARRS

    (ขวา) กล้องโทรทรรศน์ ที่กาลิเล ใช้ส่องดูดวงจันทร์ (ซ้าย) กล้องโทรทรรศน์ PanSTARRS (Panoramic Survey Telescope and Rapid Response System ) ซึ่งทำงาน โดยการใช้แผ่นกระจกวางเรียงกันเป็น mosaic  เพื่อค้นหา ดาวเคราะห์น้อยที่จะพุ่งชนโลก กล้องนี้ ตั้งอยู่ที่เกาะฮาวาย