Make your own free website on Tripod.com
ความรู้รอบตัว
line decor
                                   ใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา Custom Search
line decor
ความทั่วไป
ประวัติศาสตร์
ศาสนา/วัฒนธรรม
สมุนไพรน่ารู้
เกี่ยวกับผู้จัดทำ

 

 

 


   ผึ้ง
   
   ข้อคิด  

 

     ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า ทรงให้พระภิกษุ เลี้ยงชีวิตเหมือนกับแมลงชนิดหนึ่ง คือ "ผึ้ง"  ธรรมชาติของผึ้ง จะเลี้ยงชีวิตด้วยการดื่มน้ำหวาน อันเกิดจากดอกไม้ แล้วเก็บสะสมไว้ เพื่อเลี้ยงลูก และเก็บไว้ดื่มกินในฤดูแล้งด้วย ในขณะที่ผึ้งกำลังดื่มน้ำหวาน จากดอกไม้นั้น มันจะไม่ทำให้ดอกไม้ช้ำ  คือ ไม่เบียดเบียนดอกไม้  แถมมันยัง ผสมพันธุ์ให้กับต้นไม้ที่มันอาศัย ดื่มน้ำหวานอีกด้วย

       พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้พระภิกษุ ดำเนินชีวิตแบบผึ้ง คือ พระภิกษุ อาศัยญาติโยมเลี้ยงชีพ เหมือนกับผึ้ง อาศัยดอกไม้ เลี้ยงชีพ จึงทรงสอนไม่ให้พระภิกษุ ทำศรัทธาของญาติโยมช้ำ โดยการแสดงอาการสงบ ไม่ออกปากขอดังขอทาน จะได้หรือไม่ได้ ก็อย่าให้ญาติโยม เสียศรัทธา  แถมยังทำประโยชน์ ให้ญาติโยม คือ ให้ญาติโยมรู้จักฝึกฝึกการให้ ที่เรียกว่า ทาน เป็นการฝึกกำจัดความตระหนี่ หวงแหน ซึ่งเป็นบุญแก่ตัวญาติโยม คือ ไม่ทำให้ญาติโยมเสียศรัทธา และทำให้ญาติโยมได้บุญ จากการฝึกตนเอง ให้รู้จักให้ทาน กำจัดความตระหนี่ขี้เหนียวด้วย หากพระภิกษุองค์ใด ทำศรัทธาของญาติโยมให้เสีย หรือให้ช้ำ ท่านปรับเป็นอาบัติทุกกฏ แต่พระพุทธเจ้าห้ามพระภิกษุ สะสมเหมือนผึ้ง  ท่านใดสะสม จะเป็นอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์

     นี่คืออุดมการณ์ ในการเลี้ยงชีพ แบบพุทธ อาจะเรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียงก็ได้  

 

 

เศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

   ก่อนจะจัดทำเว็บในส่วนที่เกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ข้าพเจ้าใคร่ขออัญเชิญ  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเสนอแก่ทุกท่านที่เข้าชมเว็บไซท์นี้  ถึงแม้จะมีที่อื่นมากมาย  แต่ก็เป็นธรรมดาที่เราเคารพรักในพระองค์ท่าน   แล้วใคร่จะนำหลักปรัชญาของพระองค์ท่านมาเสนอ ซึ่งเป็นปรัชญาที่ดีมากในปัจจุบัน 

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   รัชกาลปัจจุบัน  ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี  ทรงเจริญรอยตามกษัตริย์  ที่นับถือพระพุทธศาสนาทุกพระองค์ ซึ่งประเทศไทยเรานั้น กษัตริย์ทุกพระองค์จะนับถือพระพุทธศาสนา    ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้แต่ในรัฐธรรมนูญยังบัญญัติไว้ว่า  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ พระองค์ทรงนำหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นพระศาสดาของศาสนาพุทธเรา คือนำหลักทัฏฐธัมมิกัตถประโยชน์  มาประยุกต์ใช้ในสังคมยุกปัจจุบัน เหมือนกับกษัตริย์ที่นับถือศาสนาพุทธองค์อื่น ๆ  หลักดังกล่าว มี 4 ข้อ คือ

.       1.  อุฏฐานสัมปทา (อ่านว่า อุด-ถา-นะ-สำ-ปะ-ทา)  แปลว่าตามศัพท์ว่า  ถึงพร้อมด้วยความลุกขึ้น  แปลเอาความว่า มีความขยันหมั่นเพียร  เอาการเอางาน   ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ 

  2. อารักขสัมปทา (อ่านว่า อา-รัก-ขะ-สำ-ปะ-ทา) แปลว่าตามศัพท์ว่า  ถึงพร้อมด้วยการเก็บรักษา  แปลเอาความว่า เก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ด้วยเรี่ยวแรงของตน ตามข้อที่ 1 การมีวินัยในการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้ ด้วยเรี่ยวแรงของตน

       3. กัลยาณมิตตตา (อ่านว่า กัน-ละ-ยา-นะ-มิด-ตะ-ตา) แปลว่าตามศัพท์ว่า  ความมีกัลยาณมิตร แปลเอาความว่า  รู้จักคบคนดี มีศีลธรรม มีระเบียบวินัย  คนที่รู้จักทำมาหากิน  นักปราชญ์ ผู้มีความรู้สาขาต่าง ๆ ตลอดจนคนดีต่าง ๆ   แม้แต่หนังสือดี ๆ หรือบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เป็นตัวอย่างให้กับเรา ก็ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรได้

         4.  สมชีวิตา (อ่านว่า  สะ-มะ-ชี-วิ-ตา) แปลตามศัพท์ว่า การเลี้ยงชีวิต เสมอต้น เสมอปลาย  แปลเอาความว่า  เลี้ยงชีวิตอย่างถูกต้อง ถูกวัตถุประสงค์ เสมอต้น เสมอปลาย  ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ทำอะไรเกินตัว  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

            ซึ่งข้อที่  4  นี่แหละครับ  ที่ในหลวงของเรา ทรงนำมาประยุกต์ใช้  ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทรงประทานไว้  ณ วันที่  4  ธันวาคม  2540  โดยทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า  "...ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง และทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่เท่านั้นจะพอนั้น  ไม่ได้แปลว่า เศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่  แต่เป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ ของการกระทำ..."  จากนั้น  ได้ทรงขยายความ  คำว่า  "พอเพียง" เพิ่มเติมต่อไปว่า  หมายถึง  "พอมีพอกิน"   "...พอมีพอกิน  ก็แปลว่า  เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง   ถ้าแต่ละคน มีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกิน ก็ยิ่งดี..."

      "...ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ..."  ทรงเปรียบคำว่า พอเพียง กับคำภาษาอังกฤษว่า "Self-Suficiency" ว่า "...Self-Sufficiency  นั้น หมายความว่า ผลิตอะไร มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง...เป็นไปตามที่เค้าเรียกว่า ยืนบนขาของตัวเอง...

                  ...พอเพียงนี้  มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก  คือ  คำว่า พอ  ก็พอเพียงนี้  ก็พอแค่นั้นเอง  คนเราถ้าพอใจในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย  เมื่อมีความโลภน้อย  ก็เบียดผู้อื่นน้อย...

.       .ถ้าประเทศใด มีความคิดอันนี้ มีความคิดว่า ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข

 

Hit Counter by Digits
 
ชาวบ้านบางระจัน   ร้านขายเหล้าต่างประเทศ
ที่สุดในโลก   ภูเขาทอง
พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช   พระธาตุหริภุญชัย
พระบรมธาตุไชยา   อนุสาวรีย์จามเทวี
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท   โลหะปราสาท
รอยพระพุทธบาทสระบุร   บ้านมนังคศิลา
พระธาตุแช่แห้ง   เกาะปันหย
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูม   วัดพนัญเชิง
พระธาตุช่อแฮ   พระปรางค์สามยอด
พระธาตุดอยสุเทพ   พระปรางค์วัดอรุณ
พระปฐมเจดีย์   กฎหมายน่ารู้
กาลิเลโอ   สำเพ็ง
เสาชิงช้า   นักวิทยาศาสตร์ของโลก
อนุสาวรีย์สุนทรภู่   ตะแลงแกง
พระธาตุพนม   ทุ่งกุลาร้องไห้
เกร็ดสาระน่ารู้   กฎหมายน่ารู้2
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก   ฟุตบอลโลก
วัดใหญ่ชัยมงคล    

 

เศรษฐกิจพอเพียง

          "....พอเพียงนี้  อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง..."

         "...ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ ก็แปลว่า ความพอประมาณ และความมีเหตุผล..."

สรุปปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

1. ยึดหลักประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือย ในการดำรงชีวิตอย่างจริง ดังพระราชดำรัสว่า "...ความเป็นอยู่ ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยุดไปในทางที่ถูกต้อง..."

2. ยึดหลักการประกอบดาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลน ในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า "...ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจาก การประพฤติชอบ และการหาเลี้ยงชีพ ของตนเป็นหลักสำคัญ..."

3. ละเลิกการแก่งแย่งผละปรโยชน์และแข่งขันกัน ในทางการค้าขาย ประกอบอาชีพ แบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังในอดีต ซึ่งมีพระราชดำรัสว่า "...ความสุข ความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึง ความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนา และการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่ง เบียดบังมาจากผู้อื่น..."

4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวาย ใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูน จนถึงขั้นพอเพียง เป็นเป้าหมายสำคัญ  ดังพระราชดำรัสว่า "...การที่ต้องการให้ทุกคนพยายาม ที่จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกินเป็นขั้นหนึ่ง และขั้นต่อไป ก็คือให้มีเกียรติว่า ยืนได้ด้วยตัวเอง..."

5.  ลดละสิ่งยั่วกิเลสให้หมดสิ้นไป  ดังพระบรมราโชวาทว่า "...พยายามไม่ก่อความชั่ว ให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลด พยายามละชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษา และเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้นให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น..."

ข้อหลังนี้ ทรงประยุกต์หลักสัมมัปปธาน  4  มาใช้